ก้มมองดูเท้าตัวเอง แล้วรู้สึกว่าเอ๊ะ... ทำไมวันนี้เท้ามันดูตึงๆ หรือใส่รองเท้าคู่โปรดแล้วรู้สึกคับกว่าปกติ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพราะเดินเยอะ ยืนนาน หรือแค่กินเค็มมากไป แต่จริงๆ แล้ว อาการเท้าบวมนั้นหากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีลักษณะที่ผิดแปลกไป มันอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินจากอวัยวะภายในของเราที่กำลังส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลืออยู่ มาดูกันค่ะว่า อาการเท้าบวมสามารถบอกถึงโรคอะไรได้บ้าง
1. โรคไต
หน้าที่หลักของไตคือการเป็นเหมือนเครื่องกรองน้ำประจำร่างกายค่ะ คอยกรองของเสียและขับน้ำส่วนเกินออกไปทางปัสสาวะ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ไตทำงานผิดปกติหรือเสื่อมสภาพลง เครื่องกรองนี้ก็จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายไม่สามารถขับน้ำและเกลือแร่ (โดยเฉพาะโซเดียม) ส่วนเกินออกไปได้ ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำคั่งค้างอยู่ในร่างกาย และมักจะไปสะสมอยู่ตามจุดที่อยู่ต่ำสุดตามแรงโน้มถ่วง ซึ่งก็คือบริเวณเท้าและข้อเท้านั่นเองค่ะ อาการบวมจากโรคไตมักจะเป็นลักษณะบวมแบบกดแล้วบุ๋มลงไป และอาจมีอาการหนังตาบวมในช่วงเช้าตื่นนอนร่วมด้วยค่ะ
2. โรคหัวใจ
หัวใจของเราเปรียบเสมือนปั๊มน้ำที่คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เมื่อหัวใจอ่อนแอลงหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ประสิทธิภาพในการบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดก็จะลดลง ทำให้เลือดไหลเวียนกลับไปที่หัวใจได้ไม่ดี เกิดการคั่งค้างของเลือดในหลอดเลือดดำ แรงดันในหลอดเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นนี้จะดันให้ของเหลวซึมผ่านผนังหลอดเลือดออกมาอยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ ส่งผลให้เกิดอาการบวมที่เท้าและขาอย่างชัดเจนค่ะ ผู้ที่มีปัญหาเรื่องหัวใจมักจะมีอาการเหนื่อยหอบง่าย หายใจไม่เต็มอิ่ม หรือนอนราบไม่ได้ร่วมด้วยนะคะ
3. โรคตับ
ตับถือเป็นโรงงานผลิตสารอาหารที่สำคัญมาก โดยเฉพาะการผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า อัลบูมิน (Albumin) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการอุ้มน้ำหล่อเลี้ยงไว้ภายในหลอดเลือดค่ะ เมื่อตับเกิดความผิดปกติรุนแรง เช่น ภาวะตับแข็ง ตับจะผลิตโปรตีนชนิดนี้ได้น้อยลงมาก พอโปรตีนในเลือดต่ำ น้ำก็ไม่มีตัวช่วยยึดเกาะ จึงซึมทะลักออกมาตามเนื้อเยื่อรอบนอก เกิดเป็นอาการบวมน้ำที่เท้าและขา นอกจากนี้ในผู้ป่วยโรคตับอาจมีอาการท้องโตจากการที่มีน้ำคั่งในช่องท้อง (ท้องมาน) หรือมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองร่วมด้วยค่ะ
4. โรคหลอดเลือดดำผิดปกติ หรือ ลิ่มเลือดอุดตัน
ในกรณีนี้จะเป็นปัญหาที่ระบบท่อส่งเลือดค่ะ หากเกิดลิ่มเลือดไปอุดตันในหลอดเลือดดำลึกที่ขา เลือดก็จะไม่สามารถไหลเวียนกลับขึ้นไปสู่หัวใจได้ตามปกติ เกิดการคั่งของเลือดอย่างเฉียบพลัน สิ่งที่แตกต่างจากโรคอื่นๆ อย่างชัดเจนคือ อาการบวมมักจะเกิดขึ้นที่ขาหรือเท้าเพียงข้างใดข้างหนึ่งค่ะ และมักจะมาพร้อมกับอาการปวดอย่างรุนแรง ผิวหนังบริเวณนั้นจะดูแดงตึงและสัมผัสแล้วรู้สึกร้อน ภาวะนี้ถือว่าอันตรายมากนะคะ เพราะหากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันที่ขั้วปอดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยค่ะ

เท้าบวมแบบไหนที่เรียกว่าผิดปกติ?
แล้วเราจะสังเกตตัวเองได้อย่างไร ว่าเท้าบวมแบบไหนที่เรียกว่าผิดปกติและไม่ควรปล่อยผ่าน? ลองเช็กตามนี้ได้เลยค่ะ
① เท้าบวมทั้งสองข้างอย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่ได้เดิน ยืนเป็นเวลานานๆ หรืออากาศไม่ได้ร้อนจัด
② มีอาการบวมต่อเนื่องนานหลายวัน แม้จะพักผ่อนหรือนอนยกขาสูงแล้ว อาการบวมก็ยังไม่ยุบลง
③ สังเกตจากของใช้ประจำวัน เช่น จู่ๆ ก็ใส่รองเท้าคู่เดิมไม่ได้ หรือใส่ถุงเท้าแล้วรู้สึกรัดแน่นจนทิ้งรอยบุ๋มลึกไว้บนผิวหนังชัดเจน
④ มีอาการอื่นแทรกซ้อนบริเวณที่บวม เช่น รู้สึกปวดมาก ผิวหนังมีสีแดงขึ้น หรือสัมผัสแล้วรู้สึกร้อนผิดปกติ
⑤ มีอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น รู้สึกอ่อนเพลียไม่มีแรง เบื่ออาหาร หายใจลำบาก หรือปัสสาวะผิดปกติ
หากสังเกตเห็นว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการเท้าบวมที่เข้าข่ายผิดปกติอย่างที่เล่ามา สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด เจาะเลือด หรือตรวจการทำงานของอวัยวะต่างๆ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงค่ะ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจซื้อยาขับปัสสาวะหรือยาลดบวมมารับประทานเองเด็ดขาดนะคะ เพราะอาจทำให้อวัยวะภายในทำงานหนักขึ้นหรือเป็นอันตรายได้
ในเบื้องต้นหากรู้สึกตึงเท้ามากๆ ระหว่างรอไปพบแพทย์ สามารถลองนอนยกขาสูงเหนือระดับหัวใจโดยใช้หมอนหนุนใต้หน่องสัก 15-20 นาที เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนกลับได้ดีขึ้นและลดอาการตึงเบื้องต้นได้ค่ะ แต่อย่าลืมนะคะว่าการรู้สาเหตุที่แน่ชัดและรักษาอย่างตรงจุดจากคุณหมอ คือเกราะป้องกันสุขภาพที่ดีที่สุดของเราค่ะ
รู้ก่อนสาย! “เท้าบวม” สัญญาณบอกโรคร้ายที่คุณอาจคาดไม่ถึง 🦶🏻💥