ตลาดร้านสะดวกซื้อในไทยน่าสนใจมาก เพราะถ้ามองแบรนด์หลัก ๆ จะเห็นการแข่งขันของ 4 เจ้าใหญ่ ทั้ง
7-Eleven, CJ More, Tops Daily และ Lawson 108 ลองเอาตัวเลขปี 2568 มาเทียบกันดูว่า แต่ละเจ้ามีรายได้และกำไรกันเท่าไร
1. 7-Eleven — CPALL
- เจ้าตลาดเบอร์ 1 ที่มีสาขามากที่สุด มากกว่า
16,284 สาขาทั่วประเทศ
- ปี 2568 มีรายได้ประมาณ
462,854 ล้านบาท และกำไรสุทธิ
24,984 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 5.2% และ 15.9% ตามลำดับ
- จุดแข็งนอกจากจำนวนสาขาแล้ว ยังมีการเชื่อมช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ผ่านแอปฯ ทำให้ลูกค้าสั่งซื้อและรับบริการได้สะดวกขึ้น
- ถ้าเฉลี่ยรายได้ตามจำนวนสาขา จะอยู่ที่ประมาณ
28.4 ล้านบาท/สาขา/ปี
2. CJ More — เครือคาราบาว
- เจ้านี้น่าสนใจตรงที่ใช้กลยุทธ์
“ป่าล้อมเมือง” เน้นขยายสาขาในต่างจังหวัดมากกว่าในเมือง
- โมเดลร้านจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีพื้นที่จอดรถ และสินค้าหลากหลาย
- ปี 2568 รายได้โตถึง
33% มาอยู่ที่
79,766 ล้านบาท ส่วนกำไรโต 28% เป็น
4,955 ล้านบาท
- คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิประมาณ
6.2% ซึ่งสูงกว่า 7-Eleven ที่อยู่ราว 5.4%
- ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ รายได้เฉลี่ยต่อสาขาสูงถึงประมาณ
46.9 ล้านบาท/สาขา/ปี สูงสุดในกลุ่มนี้
3. Tops Daily — Central Retail
- Tops Daily เป็นผลจากการรีแบรนด์ FamilyMart หลัง Central Retail เข้าซื้อหุ้น 100% และทยอยเปลี่ยนชื่อร้านเป็น Tops Daily ตั้งแต่ปี 2566
- ปี 2568 มีรายได้ประมาณ
11,224 ล้านบาท และกำไร
515 ล้านบาท จากจำนวน
532 สาขา
- รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ
21.1 ล้านบาท/สาขา/ปี
- ปัจจุบันยังมีการขยายสาขาผ่านโมเดลแฟรนไชส์ เพื่อเพิ่มจำนวนสาขาโดยไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด
4. Lawson 108
- รายเล็กสุดในกลุ่ม มีประมาณ
300 สาขา
- หลังจากเริ่มทำกำไรในไทยได้ในปี 2566 ที่ประมาณ 8.8 ล้านบาท และปี 2567 มีกำไร 7.1 ล้านบาท
- แต่ปี 2568 กลับพลิกมาขาดทุนประมาณ
5.6 ล้านบาท
- รายได้เฉลี่ยต่อสาขาอยู่ที่ประมาณ
11.3 ล้านบาท/สาขา/ปี
ถ้าเรียงรายได้ต่อสาขา
🥇
CJ More — 46.9 ล้านบาท/สาขา
🥈
7-Eleven — 28.4 ล้านบาท/สาขา
🥉
Tops Daily — 21.1 ล้านบาท/สาขา
4️⃣
Lawson 108 — 11.3 ล้านบาท/สาขา
CJ More มีรายได้ต่อสาขาสูงกว่า 7-Eleven ค่อนข้างมาก ทั้งที่จำนวนสาขาห่างกันหลายเท่าตัว
ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากโมเดลร้านที่มีพื้นที่ใหญ่กว่า มีที่จอดรถ และมีสินค้าให้เลือกเยอะ ทำให้ลูกค้าใช้เวลาเดินร้านนานขึ้นและอาจมีมูลค่าต่อบิลสูงขึ้น
แต่ถ้ามองในภาพรวม
7-Eleven ก็ยังเป็นเจ้าตลาดแบบทิ้งห่าง ทั้งรายได้รวม จำนวนสาขา และกำไรสุทธิ
ที่มา
Business+
ร้านสะดวกซื้อ ใครมีรายได้และกำไรเท่าไรบ้าง?
1. 7-Eleven — CPALL
- เจ้าตลาดเบอร์ 1 ที่มีสาขามากที่สุด มากกว่า 16,284 สาขาทั่วประเทศ
- ปี 2568 มีรายได้ประมาณ 462,854 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 24,984 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 5.2% และ 15.9% ตามลำดับ
- จุดแข็งนอกจากจำนวนสาขาแล้ว ยังมีการเชื่อมช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ผ่านแอปฯ ทำให้ลูกค้าสั่งซื้อและรับบริการได้สะดวกขึ้น
- ถ้าเฉลี่ยรายได้ตามจำนวนสาขา จะอยู่ที่ประมาณ 28.4 ล้านบาท/สาขา/ปี
2. CJ More — เครือคาราบาว
- เจ้านี้น่าสนใจตรงที่ใช้กลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง” เน้นขยายสาขาในต่างจังหวัดมากกว่าในเมือง
- โมเดลร้านจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีพื้นที่จอดรถ และสินค้าหลากหลาย
- ปี 2568 รายได้โตถึง 33% มาอยู่ที่ 79,766 ล้านบาท ส่วนกำไรโต 28% เป็น 4,955 ล้านบาท
- คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิประมาณ 6.2% ซึ่งสูงกว่า 7-Eleven ที่อยู่ราว 5.4%
- ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ รายได้เฉลี่ยต่อสาขาสูงถึงประมาณ 46.9 ล้านบาท/สาขา/ปี สูงสุดในกลุ่มนี้
3. Tops Daily — Central Retail
- Tops Daily เป็นผลจากการรีแบรนด์ FamilyMart หลัง Central Retail เข้าซื้อหุ้น 100% และทยอยเปลี่ยนชื่อร้านเป็น Tops Daily ตั้งแต่ปี 2566
- ปี 2568 มีรายได้ประมาณ 11,224 ล้านบาท และกำไร 515 ล้านบาท จากจำนวน 532 สาขา
- รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 21.1 ล้านบาท/สาขา/ปี
- ปัจจุบันยังมีการขยายสาขาผ่านโมเดลแฟรนไชส์ เพื่อเพิ่มจำนวนสาขาโดยไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด
4. Lawson 108
- รายเล็กสุดในกลุ่ม มีประมาณ 300 สาขา
- หลังจากเริ่มทำกำไรในไทยได้ในปี 2566 ที่ประมาณ 8.8 ล้านบาท และปี 2567 มีกำไร 7.1 ล้านบาท
- แต่ปี 2568 กลับพลิกมาขาดทุนประมาณ 5.6 ล้านบาท
- รายได้เฉลี่ยต่อสาขาอยู่ที่ประมาณ 11.3 ล้านบาท/สาขา/ปี
ถ้าเรียงรายได้ต่อสาขา
🥇 CJ More — 46.9 ล้านบาท/สาขา
🥈 7-Eleven — 28.4 ล้านบาท/สาขา
🥉 Tops Daily — 21.1 ล้านบาท/สาขา
4️⃣ Lawson 108 — 11.3 ล้านบาท/สาขา
CJ More มีรายได้ต่อสาขาสูงกว่า 7-Eleven ค่อนข้างมาก ทั้งที่จำนวนสาขาห่างกันหลายเท่าตัว ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากโมเดลร้านที่มีพื้นที่ใหญ่กว่า มีที่จอดรถ และมีสินค้าให้เลือกเยอะ ทำให้ลูกค้าใช้เวลาเดินร้านนานขึ้นและอาจมีมูลค่าต่อบิลสูงขึ้น
แต่ถ้ามองในภาพรวม 7-Eleven ก็ยังเป็นเจ้าตลาดแบบทิ้งห่าง ทั้งรายได้รวม จำนวนสาขา และกำไรสุทธิ
ที่มา Business+