🤖​ ผลสำรวจพบ AI กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจของเด็กจีน 46% เลือกคุยกับ AI เมื่อเจอปัญหา

ผลสำรวจพบ AI กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจของเด็กจีน 46% เลือกคุยกับ AI เมื่อเจอปัญหา
.
ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เด็กจีนจำนวนมากที่ต้องการคนพูดคุยและการดูแลด้านอารมณ์เริ่มหันมาใช้ AI เป็นเพื่อนสนทนา แม้เทคโนโลยีดังกล่าวจะเปิดโอกาสใหม่ด้านการเรียนรู้และการเติบโตของเยาวชน แต่การพึ่งพา AI มากเกินไปก็นำมาซึ่งคำถามเกี่ยวกับขอบเขตความปลอดภัย เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีจำเป็นต้องมาพร้อมกับระบบกำกับดูแล การศึกษา และคำแนะนำจากครอบครัว เพื่อให้ AI เป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้ของเด็ก ไม่ใช่สิ่งทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
.
“ทำไมพ่อคุยกับผมเหมือน AI ไม่ได้” คำถามจากเหอเหอ เด็กชายวัย 10 ปี ทำให้พ่อของเขาเพิ่งรู้ว่าลูกชายใช้เวลาพูดคุยกับ AI ในโทรศัพท์มาเป็นเวลานาน
.
ประสบการณ์ของเหอเหอไม่ใช่กรณีเดียว ก่อนหน้านี้ เด็กหญิงวัย 15 ปีรายหนึ่งเข้ารับการบำบัดด้านสุขภาพจิตที่โรงพยาบาลในกรุงปักกิ่ง ระหว่างพูดคุยกับแพทย์ เธอกล่าวถึง “เพื่อนคนสำคัญ” ที่มีความหมายอย่างมากต่อตัวเองหลายครั้ง กระทั่งแพทย์สอบถามเพิ่มเติมจึงพบว่าเพื่อนคนดังกล่าวแท้จริงแล้วคือ AI
.
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบเด็กและวัยรุ่นที่พึ่งพาการพูดคุยกับ AI มากเกินไปเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบัน AI กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตเยาวชน ทั้งในฐานะผู้ช่วยด้านการเรียนรู้และเพื่อนพูดคุยทางอารมณ์ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าสังคมควรวางขอบเขตการใช้ AI อย่างไร เพื่อให้เทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการเติบโตของเด็ก โดยไม่เข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ของคน
.
ผลการสำรวจนักเรียนระดับประถมและมัธยม ศึกษาจำนวน 8,563 คน ใน 7 มณฑล (หรือเมือง) พบว่าเด็ก 61.7% เคยใช้ AI  โดยนักเรียนประถมมีอัตราการใช้งาน 60% สูงกว่านักเรียนมัธยมต้นซึ่งอยู่ที่ 56.1%
.
ด้านรูปแบบการใช้งานพบว่า 71% ใช้ AI เพื่อช่วยทำการบ้าน ขณะที่ 35.2% ใช้ AI เพื่อพูดคุยหรือแบ่งปันความรู้สึก ที่น่าสนใจคือในกลุ่มเด็กที่ใช้ AI มี 46.4% ระบุว่าเมื่อพบปัญหาหรือความกังวล พวกเขาเลือกพูดคุยกับ AI มากกว่าคนรอบตัว และ 21.5% ระบุว่า “ต้องการพูดคุยกับ AI เท่านั้น ไม่อยากคุยกับคนจริง”
.
ผลสำรวจยังพบช่องว่างระหว่างมุมมองของผู้ปกครองและเด็ก โดยเมื่อถามผู้ปกครองว่า “วันนี้ได้พูดคุยกับลูกหรือไม่” 80% ตอบว่า “พูดคุยแล้ว” แต่เมื่อถามเด็กกลับ มีเพียง 20% ที่ตอบเช่นเดียวกัน สิ่งที่ผู้ปกครองมองว่าเป็น “การสื่อสาร” หลายครั้งอาจเน้นเรื่องผลการเรียนหรือพฤติกรรม มากกว่าการรับฟังความรู้สึกของลูก
.
เนื่องจาก AI สามารถตอบสนองได้ทันที รับฟังโดยไม่ตัดสิน และพร้อมพูดคุยได้ตลอดเวลา จนอาจทำให้เด็กบางคนรู้สึกว่า AI เป็นเพื่อนที่คอยรับฟัง
.
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการตอบสนองอย่างรวดเร็วและการเชื่อฟังผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่องของ AI อาจทำให้เด็กเกิดการพึ่งพาทางความคิดและอารมณ์มากเกินไป โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อาจยังแยกแยะไม่ได้ว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่มนุษย์จริง จึงอาจมอง AI เป็นเพื่อนที่มีตัวตนในชีวิตจริง
.
แม้การพูดคุยกับ AI จะช่วยลดความกังวลของเด็กและวัยรุ่นได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและจิตวิทยาระบุว่า AI สามารถตอบสนองด้านอารมณ์ ทำให้เด็กรู้สึกว่าได้รับการรับฟังและเข้าใจ แต่ไม่สามารถให้มุมมองที่รอบด้านหรือการประเมินที่เหมาะสมต่อการเติบโตของเด็กได้  เนื่องจากการเติบโตของเด็กจำเป็นต้องได้รับความคิดเห็นและมุมมองจากคนรอบข้าง เพื่อเรียนรู้การรับมือกับปัญหา ความผิดหวัง และความท้าทายในชีวิตจริง
.
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ตจีน (CNNIC) ระบุว่า ณ เดือนธันวาคม 2025 จำนวนผู้ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ในจีนอยู่ที่ 602 ล้านคน โดยกลุ่มผู้ใช้อายุไม่เกิน 19 ปีมีสัดส่วนสูงที่สุดที่ 26.4% ผลสำรวจพบด้วยว่า 67.9% ของครอบครัวชาวจีน ยังไม่ได้กำหนดกติกาการใช้ AI ภายในบ้าน
.
ปัจจุบันจีนได้ออกแนวทางเพื่อกำกับการใช้ AI เชิงสร้างสรรค์ในกลุ่มนักเรียน โดยเฉพาะเด็กเล็ก เช่น แนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษา ฉบับปี 2025 ซึ่งกำหนดให้นักเรียนระดับประถมไม่ควรใช้งานฟังก์ชันสร้างเนื้อหาแบบเปิดด้วยตนเอง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการใช้ AI โดยไม่มีการกำกับดูแล
.
ผลสำรวจของสถาบันวิทยาศาสตร์การศึกษาจีนในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนปี 2025 ซึ่งครอบคลุม 31 มณฑล และมีนักเรียนระดับประถมและมัธยมกว่า 3.2 แสนคน ผู้ปกครองกว่า 2.8 แสนคน และครูกว่า 50,000 คนเข้าร่วม พบว่านักเรียนในพื้นที่ภาคกลางและตะวันตกของจีน 99.7% เคยใช้งาน AI และ 85.6% เคยใช้ AI ช่วยทำการบ้าน แต่ครูเพียง 13.8% และผู้ปกครอง 17.8% เท่านั้นที่ทราบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีการใช้ AI
.
ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่าผู้ปกครองควรเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับ AI และแยกแยะบทบาทของเทคโนโลยีระหว่างการเป็นเครื่องมือช่วยเรียนรู้กับการเป็นพื้นที่พูดคุยทางอารมณ์ พร้อมร่วมกับลูกกำหนดกติกาการใช้งานภายในครอบครัว โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการให้เวลาและการดูแลลูกอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้เวลาพบปัญหาหรือความกังวล เด็กจะเลือกพูดคุยกับคนจริงที่ไว้วางใจได้เป็นลำดับแรก
.
นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กบางส่วนเลือกปิดโหมดสำหรับผู้เยาว์ของ AI เนื่องจากมองว่ามีข้อจำกัดมากเกินไป เช่น ไม่สามารถตอบบางคำถามได้
.
ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและ AI มองว่าโหมดสำหรับผู้เยาว์ของแพลตฟอร์ม AI ไม่ควรเป็นเพียงการลดหรือปิดกั้นเนื้อหา แต่ควรพัฒนาให้เหมาะสมกับช่วงวัยมากขึ้น ทั้งด้านอัลกอริทึม ฐานข้อมูล เนื้อหา การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการส่งเสริมคุณค่าที่เหมาะสม เนื่องจากเด็กและวัยรุ่นอยู่ในช่วงการสร้างทัศนคติและตัวตน
.
ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า เราไม่สามารถและไม่จำเป็นต้องแยก AI ออกจากชีวิตของเด็กและเยาวชน สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนจากแนวทาง “จำกัดการใช้งาน” ไปสู่ “การกำกับดูแลอย่างเหมาะสม” ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม โรงเรียน และครอบครัว
.
AI มีศักยภาพในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา สนับสนุนด้านอารมณ์ และเพิ่มทักษะดิจิทัลให้กับเยาวชน ดังนั้น เป้าหมายของการคุ้มครองเด็กไม่ใช่การทำให้เด็กห่างไกลจาก AI แต่คือการพัฒนาความสามารถในการใช้และควบคุมเทคโนโลยี เพื่อให้เด็กสามารถคิดอย่างอิสระในยุคที่มนุษย์และ AI ต้องอยู่ร่วมกันน
.
ทั้งนี้ จีนได้เริ่มวางแนวทางกำกับดูแลตั้งแต่การออกคู่มือการศึกษาด้าน AI สำหรับนักเรียน ไปจนถึงมาตรการควบคุมบริการ AI ที่มีปฏิสัมพันธ์แบบคล้ายมนุษย์ แต่ยังมีช่องว่างในการนำไปใช้จริง โดยเฉพาะบทบาทของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
.
ด้านโรงเรียนไม่ควรสอนแค่ให้นักเรียนใช้งาน AI แต่ต้องช่วยให้เข้าใจความเสี่ยงและขอบเขตของเทคโนโลยี ขณะที่ผู้ปกครองควรเรียนรู้ไปพร้อมกับลูกและให้การสนับสนุนอย่างใกล้ชิด
AI ไม่ใช่ภัยคุกคามที่ควบคุมไม่ได้ แต่เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจ ตั้งกติกา และร่วมมือกันจากทุกฝ่าย เพื่อให้เด็กเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#AI #ปัญญาประดิษฐ์ #เด็กจีน
.
https://www.facebook.com/share/p/1PaTmDPa9A/

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่