แก่ปุ๊บเปลี่ยนพอร์ตปั๊บ! จัด Asset Allocation ตามช่วงวัย ให้เงินงอกเงยแบบไม่โป๊ะแตก (ฮา)

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปที่น่ารักทุกคน

วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญมากๆ ที่อยากจะชวนคุย นั่นก็คือเรื่อง "Asset Allocation" หรือการจัดพอร์ตการลงทุนตามช่วงอายุของเรานี่แหละครับ หัวข้อนี้มันสำคัญชนิดที่ว่าถ้าเราจัดดีนะ ชีวิตหลังเกษียณนี่มีแต่สบายกับสบายเลยล่ะครับ แต่ถ้าจัดไม่ดีล่ะก็... อืม ก็แล้วแต่ดวงครับ (ล้อเล่นนะครับ!)

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Asset Allocation มาบ้าง แต่ก็งงๆ ว่ามันคืออะไร แล้วทำไมต้องจัด หรือบางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องของมือโปรเท่านั้น ไม่ใช่เลยครับ! มันเป็นเรื่องของทุกคนที่อยากมีเงินเก็บ อยากมีอิสรภาพทางการเงิน อยากเกษียณได้อย่างสบายใจทุกคนเลยนะครับ

ลองนึกภาพตามผมนะ เหมือนเรากำลังจะไปเที่ยวครับ ถ้าเราไปเที่ยวแบบหน้าหนาว เราก็ต้องเตรียมเสื้อกันหนาว รองเท้าบูทใช่ไหมครับ แต่ถ้าไปเที่ยวทะเล ก็ต้องเตรียมชุดว่ายน้ำ แว่นกันแดด นั่นแหละครับ การลงทุนก็เหมือนกันครับ ช่วงชีวิตของเราก็มี "ฤดูกาล" ที่แตกต่างกันไปครับ และแต่ละฤดูกาลนั้น ความสามารถในการรับความเสี่ยงของเราก็ไม่เท่ากัน ความต้องการในการใช้เงินก็ไม่เหมือนกันครับ



แล้วทำไมต้องจัดตามช่วงอายุล่ะครับ?

เหตุผลหลักๆ เลยก็คือเรื่องของ "เวลา" และ "ความสามารถในการรับความเสี่ยง" ครับ

   ช่วงอายุน้อย (วัยเริ่มต้นทำงาน - 30 ต้นๆ) เรายังมีเวลาในการลงทุนอีกนานแสนนานครับ ถ้าเราขาดทุนไปบ้าง ก็ยังมีเวลาให้เงินมันกลับมางอกเงยใหม่ได้ครับ แถมช่วงนี้ยังไม่ค่อยมีภาระอะไรมากนัก ดังนั้นเราจะสามารถรับความเสี่ยงได้สูงหน่อย เพื่อแลกกับโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นครับ
   ช่วงอายุกลาง (30 ปลายๆ - 40 ปลายๆ) ช่วงนี้อาจจะมีภาระมากขึ้น เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ดูแลครอบครัว ดังนั้นความสามารถในการรับความเสี่ยงอาจจะลดลงมาบ้างครับ เราอาจจะต้องเริ่มปรับพอร์ตให้มีความสมดุลมากขึ้น ไม่เสี่ยงจนเกินไป และไม่ปลอดภัยจนไม่เติบโตครับ
   ช่วงอายุใกล้เกษียณ (50 ปีขึ้นไป) ช่วงนี้คือโค้งสุดท้ายแล้วครับ เป้าหมายหลักของเราคือการรักษามูลค่าเงินต้น และสร้างกระแสเงินสดให้เราใช้หลังเกษียณครับ ดังนั้นเราควรลดความเสี่ยงลงมาเยอะมากๆ เน้นสินทรัพย์ที่มั่นคง ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอครับ

แล้วมันมีสูตรสำเร็จอะไรไหม?

จริงๆ มันมีหลักการง่ายๆ ที่นักลงทุนชอบนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นครับ นั่นคือ "กฎ 100", "กฎ 110" หรือ "กฎ 120" ครับ

หลักการง่ายๆ คือ "100 (หรือ 110, หรือ 120) ลบด้วยอายุของคุณ เท่ากับเปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์เสี่ยง (เช่น หุ้น) ที่คุณควรมีในพอร์ต" ส่วนที่เหลือก็จะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยขึ้นมาหน่อย เช่น ตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน ครับ

มาดูกันตามช่วงอายุคร่าวๆ นะครับ (สมมติใช้กฎ 100 ง่ายๆ ก่อนนะครับ)

   อายุ 20-30 ปี (วัยหนุ่มสาว ไฟแรง)
       ถ้าอายุ 25 ปี 100 - 25 = 75%
       หมายความว่าคุณอาจจะมีหุ้น (หรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ) ได้ถึง 75% ของพอร์ตเลยนะครับ ที่เหลือ 25% ก็เป็นตราสารหนี้ หรือเงินสดครับ ช่วงนี้ลุยได้เต็มที่ครับ! หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ กองทุนรวมหุ้น หรืออะไรที่สร้างผลตอบแทนสูงๆ ได้ก็จัดไปครับ
   อายุ 30-40 ปี (วัยสร้างเนื้อสร้างตัว)
       ถ้าอายุ 35 ปี 100 - 35 = 65%
       ช่วงนี้อาจจะเริ่มมีภาระมากขึ้นครับ แต่ก็ยังถือว่ามีเวลาอีกเยอะครับ สัดส่วนหุ้นอาจจะลดลงมาบ้างเหลือประมาณ 60-70% ครับ ที่เหลือก็เป็นตราสารหนี้ เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตลงมาหน่อยครับ
   อายุ 40-50 ปี (วัยมั่นคง)
       ถ้าอายุ 45 ปี 100 - 45 = 55%
       คุณอาจจะเริ่มใกล้ถึงเป้าหมายการเกษียณมากขึ้นแล้วครับ ควรจะเริ่มลดความเสี่ยงลงมาอีกหน่อยครับ สัดส่วนหุ้นอาจจะอยู่ที่ 50-60% ครับ ที่เหลือเป็นตราสารหนี้ และอาจจะเริ่มมองหาสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอเข้ามาในพอร์ตด้วยครับ
   อายุ 50-60 ปี (วัยใกล้เกษียณ)
       ถ้าอายุ 55 ปี 100 - 55 = 45%
       ช่วงนี้คือต้องเน้นความปลอดภัยมากๆ แล้วนะครับ สัดส่วนหุ้นอาจจะเหลือแค่ 30-40% ครับ หรือน้อยกว่านั้นเลยก็ยังได้ครับ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อรักษามูลค่าเงินต้น และเน้นรับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ย หรือเงินปันผลครับ



แต่เดี๋ยวก่อนครับ! กฎพวกนี้เป็นแค่ "แนวทาง" นะครับ ไม่ใช่ไม้บรรทัดเหล็กที่ต้องเป๊ะทุกกระเบียดนิ้วนะครับ

ปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาด้วยนอกเหนือจากอายุ ก็คือ
   เป้าหมายทางการเงิน คุณอยากได้เงินเท่าไหร่ เมื่อไหร่?
   ความสามารถในการรับความเสี่ยงส่วนตัว คุณเป็นคนใจร้อน ใจเย็น รับการขาดทุนได้แค่ไหน?
   ภาระทางการเงิน คุณมีหนี้สินเท่าไหร่ มีคนต้องดูแลไหม?
   แหล่งรายได้ รายได้ของคุณมั่นคงแค่ไหน? มีรายได้เสริมอื่นๆ อีกไหม?



ที่สำคัญอีกอย่างนะครับคือ "การปรับพอร์ต (Rebalancing)" ครับ

เมื่อเวลาผ่านไป หรือตลาดมีการเปลี่ยนแปลง สัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตของเรามันจะเพี้ยนไปจากที่เราตั้งใจไว้ครับ เช่น หุ้นขึ้นเยอะมาก ทำให้สัดส่วนหุ้นเกินที่เราตั้งไว้ เราก็ต้องขายหุ้นที่ทำกำไรออกไปบางส่วน แล้วนำเงินไปซื้อตราสารหนี้เพิ่ม เพื่อให้พอร์ตกลับมาอยู่ในสัดส่วนที่เราต้องการครับ ควรทำอย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อสัดส่วนเปลี่ยนไปเยอะๆ ครับ

จำไว้นะครับว่าการลงทุนคือเรื่องของการเดินทางระยะยาวครับ การจัด Asset Allocation ที่เหมาะสมกับตัวเราเอง และการปรับพอร์ตเป็นประจำ คือหัวใจสำคัญที่จะพาเราไปถึงเป้าหมายได้แบบสบายๆ ไม่ต้องมานั่งเครียดกับความผันผวนของตลาดตลอดเวลาครับ

หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ ใครมีคำถาม หรืออยากแชร์ประสบการณ์การจัดพอร์ตของตัวเอง ก็มาคอมเมนต์คุยกันได้เลยนะครับ ผมยินดีเสมอครับ

แล้วพบกันใหม่กระทู้หน้าครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่