ไปลองคลาสปรับท่าวิ่งมา ถึงเพิ่งรู้ว่า “วิ่งเยอะ” ไม่ได้แปลว่า “วิ่งดี” เสมอไป

กระทู้สนทนา
ปกติเป็นคนวิ่งออกกำลังกายอยู่แล้วค่ะ  แต่ที่ผ่านมาแทบไม่เคยคิดจริงจังเรื่อง “ท่าวิ่ง” เลย ส่วนใหญ่ก็โฟกัสแค่ว่าวันนี้จะวิ่งกี่กิโล เพซเท่าไหร่ หรือทำเวลาได้ดีขึ้นไหม
จนได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรม ปรับท่าวิ่งของ KTC SPORTS ที่จัดให้สมาชิกและคนทั่วไปได้มาเรียนกับ อาจารย์เอกวิทย์ แสวงผล วิทยากรอาวุโส สหพันธ์กรีฑาโลก
สิ่งที่ชอบคืออาจารย์ไม่ได้สอนแค่ว่า “ต้องวิ่งแบบนี้” แต่เริ่มตั้งแต่ให้เราเข้าใจการเคลื่อนไหวของร่างกายตัวเอง ทั้งการวางเท้า การใช้สะโพก การแกว่งแขน จังหวะก้าว รวมถึงจุดเล็กๆ ที่เราอาจทำจนเคยชิน แต่จริงๆ แล้วกำลังทำให้เสียแรงโดยไม่รู้ตัว
พอได้ลองปรับทีละจุด รู้สึกได้เลยว่าการวิ่ง “ลื่น” ขึ้น แม้จะไม่ได้พยายามเร่งความเร็วมากกว่าเดิม บางอย่างเป็นเรื่องเล็กมาก แต่พอแก้แล้วรู้สึกว่าร่างกายทำงานเป็นธรรมชาติขึ้น และเริ่มเข้าใจว่าทำไมบางครั้งวิ่งเพซเดิม แต่กลับเหนื่อยไม่เท่ากัน
อีกเรื่องที่ได้กลับมาคือ เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนท่าวิ่งทั้งหมดในวันเดียว เพราะแต่ละคนมีโครงสร้างร่างกาย ความแข็งแรง และความเคยชินต่างกัน การปรับควรค่อยเป็นค่อยไป และต้องดูด้วยว่าอะไรเหมาะกับตัวเรา
ส่วนตัวเลยรู้สึกว่ากิจกรรมแบบนี้มีประโยชน์มากสำหรับคนที่วิ่งเป็นประจำ เพราะที่ผ่านมาเราอาจลงทุนกับรองเท้า เสื้อผ้า นาฬิกา หรือค่าสมัครงานวิ่งกันเยอะ แต่บางทีสิ่งที่ช่วยให้เราวิ่งดีขึ้นจริงๆ อาจเป็นแค่การกลับมาเข้าใจ “พื้นฐานการเคลื่อนไหว” ของตัวเอง
สำหรับตัวเองหลังจบคลาสไม่ได้รู้สึกว่า “วิ่งเร็วขึ้นทันที” แต่รู้สึกว่า เข้าใจว่าตัวเองควรวิ่งอย่างไรมากขึ้น และนั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญกว่า
เพราะสุดท้าย การวิ่งที่ดีอาจไม่ใช่การวิ่งให้เร็วที่สุดแต่คือการวิ่งแบบที่เราสามารถทำต่อไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องแลกกับอาการเจ็บค่ะ
ใครที่วิ่งมาสักพักแล้วรู้สึกว่า วิ่งเท่าไรก็เหนื่อยเหมือนเดิม หรือมีจุดไหนเจ็บซ้ำๆ มาลองให้คนที่มีความรู้ช่วยดูท่าวิ่งสักครั้ง
น่าสนใจกว่าการรีบซื้อรองเท้าคู่ใหม่อีกค่ะ แหะๆ 😄
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่