เรื่องเล่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช - ช้างในชีวิตของผม : ช้างทั้งตัวยังเอาไปได้ ทำไมหมาอีกตัวเดียวจะเอาไปไม่ได้

เรื่องเล่า : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช - ช้างในชีวิตของผม ช้างทั้งตัวยังเอาไปได้ ทำไมหมาอีกตัวเดียวจะเอาไปไม่ได้ ให้เอาหมาไปด้วยเถิด สงสารมัน อย่าไปพรากมันเลย”



พระราชกระแสที่ทำให้ “แม่เบี้ยว” ได้ตามคุณพระเศวตฯ จากยะลา…เข้าสู่สวนจิตรลดา

เรื่องนี้มิใช่เพียงเรื่องของ “ช้างกับหมา”  แต่เป็นเรื่องของความผูกพัน ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยถ่ายทอดเอาไว้อย่างมีชีวิตชีวา ในเรื่องราวเกี่ยวกับ “คุณพระเศวตฯ เล็ก” พระเศวตสุรคชาธารฯ ช้างพลายเผือก ลูกช้างป่าพลัดแม่ จากพื้นที่อำเภอรามัน จังหวัดยะลา 
ต่อมาได้รับการน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวาง ณ จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2511

แต่ก่อนที่จะเป็น “พระยาช้างต้น” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เล่าว่า ครั้งยังเป็นลูกช้างอยู่ที่ยะลานั้น มีสุนัขตัวเมียตัวหนึ่งชื่อ “เบี้ยว” ป่วยหนัก มันกระยิ้มกระสนเข้ามาหาลูกช้างและกินน้ำที่ใช้อาบลูกช้างเข้าไป
ตามเรื่องเล่า อาการที่เคยหนักกลับทุเลาลง นับแต่นั้นนางเบี้ยวจึงติดตามลูกช้างตัวนี้แทบไม่ยอมห่าง ส่วนลูกช้างเองก็มีท่าทีเอ็นดูมัน จนคนรอบข้างถือกันว่า “นางเบี้ยวเป็นหมาของคุณพระ”

กระทั่งถึงวันที่พระเศวตฯจะต้องจากยะลาเข้ามายังกรุงเทพฯ
นางเบี้ยวร้องราวกับรู้ว่า กำลังจะถูกพรากจากเพื่อนที่มันผูกพัน
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์บันทึกไว้ว่า เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทจึงมีพระราชกระแสว่า“ช้างทั้งตัวยังเอาไปได้ ทำไมหมาอีกตัวเดียวจะเอาไปไม่ได้ ให้เอาหมาไปด้วยเถิด สงสารมัน อย่าไปพรากมันเลย”
ด้วยพระเมตตานั้น นางเบี้ยวจึงได้ตามพระเศวตฯ เข้ามาด้วย

จากสุนัขบ้านธรรมดาที่เมืองยะลาเมื่อเข้ามาอยู่ในเขตพระราชฐาน คนในวังจึงพากันเรียกว่า “แม่เบี้ยว” บางคนถึงกับเรียกว่า “คุณเบี้ยว”
แม่เบี้ยวมีลูกมีหลานอยู่บริเวณโรงช้างอีกหลายตัว แม้ต่อมาแม่เบี้ยวจะตายไปแล้ว ลูกหลานของมันก็ยังคงอยู่กับพระเศวตฯ และเกิดเป็นภาพที่ใครได้เห็นก็คงยากจะลืม
ช้างหนึ่งเชือกเดินไปทางไหน สุนัขทั้งฝูงก็วิ่งตามไปทางนั้น

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ยังเล่าถึงคราวที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่2 แห่งสหราชอาณาจักร เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย
เมื่อพระเศวตฯ มายืนรอรับเสด็จ ฝูงสุนัขของพระเศวตฯ ก็วิ่งเล่นอยู่เต็มสนาม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์จึงเข้าไปบอกพระเศวตฯ ทำนองว่า หมาชักกระจัดกระจายกันมากแล้ว
ทันใดนั้นพระเศวตฯ ส่งเสียงร้องขึ้น สุนัขทั้งฝูงก็พากันวิ่งกลับมารวมอยู่ใกล้ๆและสงบลง

เรื่องเล่านี้ทำให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพระเศวตฯ กับสุนัขเหล่านั้น มิใช่เพียงการอยู่ร่วมสถานที่เดียวกัน แต่เป็นความคุ้นเคยที่เกิดขึ้นยาวนานหลายปี
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ยังบันทึกอีกว่า เมื่อพระเศวตฯ ทอดเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 จะยกงวงขึ้นในลักษณะถวายบังคม
และเมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมที่โรงช้าง พระเศวตฯ ก็ทำเช่นนั้นอยู่หลายครั้ง
จนมีพระราชกระแสทำนองว่า ไม่ต้องถวายบังคมบ่อยถึงเพียงนั้นพระเศวตฯ จึงหยุด

พระเศวตสุรคชาธารฯ ล้ม(เสียชีวิต) ณ โรงช้างต้น ใน พ.ศ. 2520
แต่เรื่องของ “คุณพระเศวตฯ เล็ก” กับ “แม่เบี้ยว” ยังถูกเล่าต่อมาอีกหลายสิบปี

อย่างไรก็ตาม
บางรายละเอียดของเรื่องนี้เป็นความทรงจำที่ถ่ายทอดโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงควรอ่านในฐานะ “บันทึกเรื่องเล่าจากผู้ร่วมสมัย” มิใช่นำทุกเหตุการณ์ โดยเฉพาะเรื่องอาการป่วยของแม่เบี้ยว ไปอธิบายว่าเป็นข้อพิสูจน์ทางการแพทย์
แต่สิ่งหนึ่งที่เรื่องเล่านี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน คือ แม้จะเป็นเพียงสุนัขตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง เมื่อมันมีความผูกพันกับเพื่อนของมันแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใด ที่จะต้องพรากมันออกจากกันโดยไม่จำเป็น
และประโยคสั้น ๆ ที่ว่า “สงสารมัน อย่าไปพรากมันเลย” จึงยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คน
มาจนถึงวันนี้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่