กาแฟคือเครื่องดื่มคู่ใจที่หลายคนต้องสั่งทุกเช้า แต่เคยสงสัยไหมว่า ชื่อเมนูกาแฟคุ้นหูที่เราสั่งกันอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นโบราณหรือสากล มีที่มาจากไหน? เบื้องหลังชื่อเรียบง่ายเหล่านี้ซ่อนประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าสุดแปลกที่คุณอาจคาดไม่ถึง
🥤โอเลี้ยง & โอเลี้ยงยั๊วะ: คำว่า "โอ" ในภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่า ดำ, "เลี้ยง" แปลว่า เย็น, และ "ยั๊วะ" แปลว่า ร้อน ดังนั้น โอเลี้ยง จึงหมายถึง กาแฟดำเย็น ส่วน โอเลี้ยงยั๊วะ ก็คือ กาแฟดำร้อน
🧋ยกส้อ: กาแฟดำเย็นใส่นมข้นจืด ที่มามาจากยี่ห้อนมข้นจืดในสมัยก่อนที่มีรูปโลโก้เป็น "จักรยาน" พอคนชงเทนมลงแก้ว คนเห็นแลดูเหมือนจักรยานกำลังยกส้อ เลยเรียกติดปากกันมา
☕️ จ้ำบ๊ะ: กาแฟดำเย็นใส่น้ำหวานสีแดงหรือเขียว เรียกตามชื่อ "น้ำแข็งไสจ้ำบ๊ะ" ในยุคนั้น ซึ่งสันนิษฐานว่ามาจากสีสันสดใสชวนให้นึกถึงชุดของสาวๆ ที่เต้นระบำจ้ำบ๊ะ
☕️โกปี๊: กาแฟร้อนใส่นมข้นหวาน เป็นสำเนียงทางปักษ์ใต้ที่เพี้ยนมาจากคำว่า "Coffee"
☕️เอสเปรสโซ (Espresso): ถือกำเนิดขึ้นปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อโรงงานต้องการให้คนงานพักดื่มกาแฟแก้ง่วงได้ไวขึ้น คำว่า Espresso ในภาษาอิตาลีแปลว่า "เร่งด่วน" (Express) และยังหมายถึง "การบีบเค้น" ตามกรรมวิธีการสกัดน้ำกาแฟ
อเมริกาโน (Americano): เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอเมริกันที่รบอยู่ในอิตาลีไม่คุ้นเคยกับความเข้มข้นของเอสเปรสโซแท้ จึงนำน้ำร้อนมาผสมเจือจางลงจนได้รสชาติที่ดื่มง่ายขึ้น
คัปปุชชีโน (Cappuccino): ภาษาอิตาลีแปลว่า "หมวกฮู้ด" แต่สาเหตุที่นำมาเรียกกาแฟใส่นมและฟองนมนุ่มๆ นี้ เพราะโทนสีของมันไปคล้ายกับสีชุดของนักบวชนิกายคาปูชิน (Capuchin friars)
ลาเต้ (Latte): ในภาษาอิตาลีแปลว่า "นม" ย่อมาจากกริยาเต็มๆ คือ "caffè e latte" ที่แปลตรงตัวว่า "กาแฟและนม" เพื่อสะท้อนถึงจุดเด่นของเมนูนี้ที่มีสัดส่วนของนมสดเยอะเป็นพิเศษ
🍵เรื่องราวของชื่อกาแฟแต่ละแก้วสะท้อนให้เห็นว่า อาหารและเครื่องดื่มไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่คือบันทึกประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการกินของผู้คนในแต่ละยุคสมัยอย่างแท้จริง
CR IG Jones Salad
ไขปริศนาชื่อเมนูกาแฟ: จาก 'โอเลี้ยง' ถึง 'ลาเต้' ที่มาสุดพีคที่คุณอาจไม่เคยรู้
🥤โอเลี้ยง & โอเลี้ยงยั๊วะ: คำว่า "โอ" ในภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่า ดำ, "เลี้ยง" แปลว่า เย็น, และ "ยั๊วะ" แปลว่า ร้อน ดังนั้น โอเลี้ยง จึงหมายถึง กาแฟดำเย็น ส่วน โอเลี้ยงยั๊วะ ก็คือ กาแฟดำร้อน
🧋ยกส้อ: กาแฟดำเย็นใส่นมข้นจืด ที่มามาจากยี่ห้อนมข้นจืดในสมัยก่อนที่มีรูปโลโก้เป็น "จักรยาน" พอคนชงเทนมลงแก้ว คนเห็นแลดูเหมือนจักรยานกำลังยกส้อ เลยเรียกติดปากกันมา
☕️ จ้ำบ๊ะ: กาแฟดำเย็นใส่น้ำหวานสีแดงหรือเขียว เรียกตามชื่อ "น้ำแข็งไสจ้ำบ๊ะ" ในยุคนั้น ซึ่งสันนิษฐานว่ามาจากสีสันสดใสชวนให้นึกถึงชุดของสาวๆ ที่เต้นระบำจ้ำบ๊ะ
☕️โกปี๊: กาแฟร้อนใส่นมข้นหวาน เป็นสำเนียงทางปักษ์ใต้ที่เพี้ยนมาจากคำว่า "Coffee"
☕️เอสเปรสโซ (Espresso): ถือกำเนิดขึ้นปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อโรงงานต้องการให้คนงานพักดื่มกาแฟแก้ง่วงได้ไวขึ้น คำว่า Espresso ในภาษาอิตาลีแปลว่า "เร่งด่วน" (Express) และยังหมายถึง "การบีบเค้น" ตามกรรมวิธีการสกัดน้ำกาแฟ
อเมริกาโน (Americano): เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอเมริกันที่รบอยู่ในอิตาลีไม่คุ้นเคยกับความเข้มข้นของเอสเปรสโซแท้ จึงนำน้ำร้อนมาผสมเจือจางลงจนได้รสชาติที่ดื่มง่ายขึ้น
คัปปุชชีโน (Cappuccino): ภาษาอิตาลีแปลว่า "หมวกฮู้ด" แต่สาเหตุที่นำมาเรียกกาแฟใส่นมและฟองนมนุ่มๆ นี้ เพราะโทนสีของมันไปคล้ายกับสีชุดของนักบวชนิกายคาปูชิน (Capuchin friars)
ลาเต้ (Latte): ในภาษาอิตาลีแปลว่า "นม" ย่อมาจากกริยาเต็มๆ คือ "caffè e latte" ที่แปลตรงตัวว่า "กาแฟและนม" เพื่อสะท้อนถึงจุดเด่นของเมนูนี้ที่มีสัดส่วนของนมสดเยอะเป็นพิเศษ
🍵เรื่องราวของชื่อกาแฟแต่ละแก้วสะท้อนให้เห็นว่า อาหารและเครื่องดื่มไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่คือบันทึกประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการกินของผู้คนในแต่ละยุคสมัยอย่างแท้จริง
CR IG Jones Salad