🍵ดื่มชาเขียวให้ได้ประโยชน์ ดื่มแบบไหนดี ? 5 เรื่องที่ควรรู้ก่อนชงดื่ม

กระทู้สนทนา

ภาพ : istock
ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่หลายคนเลือกดื่มเพื่อดูแลสุขภาพ เพราะมีสารกลุ่มคาเทชิน (Catechins) และโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีคาเฟอีนในปริมาณหนึ่ง

งานวิจัยบางส่วนพบว่า การดื่มชาเขียวอาจมีประโยชน์ต่อปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพบางอย่าง เช่น ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวม และ LDL ได้เล็กน้อย แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าชาเขียวสามารถป้องกันหรือรักษามะเร็งหรือโรคหัวใจได้โดยตรง

ถ้าอยากดื่มชาเขียวให้เหมาะกับสุขภาพ มี 5 เรื่องที่ควรรู้ก่อนหยิบมาชงดื่มครับ :

ภาพ : istock
1. เลือกชาเขียวไม่เติมน้ำตาล
🧿 หากดื่มเพื่อสุขภาพ ชาเขียวไม่หวานเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่าเครื่องดื่มชาเขียวสำเร็จรูปที่มีน้ำตาลสูง เพราะแม้ชาเขียวจะมีสารที่น่าสนใจ แต่หากเติมน้ำตาลจำนวนมาก ก็ทำให้ได้รับน้ำตาล และพลังงานเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น ใครที่ซื้อชาเขียวพร้อมดื่ม ลองดูฉลากโภชนาการก่อนเลือก โดยเฉพาะปริมาณน้ำตาลต่อขวด


ภาพ : istock
2. ชงเองได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชงให้เข้มจัด
🧿 ชาเขียวมีสารคาเทชิน เช่น EGCG แต่ปริมาณสารที่ได้รับขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชนิดของชา ปริมาณใบชา อุณหภูมินํ้า และระยะเวลาในการชง
• การชงเองมีข้อดีตรงที่เราควบคุมความเข้ม และไม่เติมน้ำตาลได้ง่าย แต่ไม่จำเป็นต้องชงให้เข้มที่สุดเพื่อหวังว่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าชาเขียวที่เข้มมากจะให้ผลดีต่อสุขภาพมากกว่าเสมอไป


ภาพ : istock
3. ดื่มพร้อมอาหารอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช
🧿 สารโพลีฟีนอลในชาอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็กชนิด non-heme ซึ่งพบมากในอาหารจากพืชได้
• สำหรับคนทั่วไปที่รับประทานอาหารหลากหลาย เรื่องนี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่คนที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กหรือมีความเสี่ยงขาดธาตุเหล็ก ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาพร้อมมื้ออาหารเป็นประจำ
• หากมีภาวะขาดธาตุเหล็กอยู่แล้ว ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อจัดเวลาในการดื่มชา และรับประทานอาหารให้เหมาะสม


ภาพ : istock
4. ชาเขียวมีคาเฟอีน
🧿 แม้ชาเขียวจะมีคาเฟอีนโดยทั่วไปน้อยกว่ากาแฟ แต่ปริมาณจริงแตกต่างกันไปตามชนิดชา ปริมาณใบชา และวิธีชง
• หากดื่มแล้วมีอาการใจสั่น กระสับกระส่ายหรือนอนไม่หลับ ควรลดปริมาณลง และหลีกเลี่ยงการดื่มใกล้เวลานอน คนที่ไวต่อคาเฟอีนก็ควรสังเกตอาการของตัวเองเป็นหลัก


ภาพ : istock
5. ชาเขียวกับสารสกัดชาเขียวไม่เหมือนกัน
🧿 การดื่มชาเขียวในรูปแบบเครื่องดื่มกับการรับประทานสารสกัดชาเขียวเข้มข้นเป็นคนละเรื่องกัน
• โดยทั่วไปการดื่มชาเขียวเป็นเครื่องดื่มในปริมาณเหมาะสมถือว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ แต่ผลิตภัณฑ์สารสกัดชาเขียวในรูปแบบอาหารเสริม โดยเฉพาะชนิดเข้มข้น อาจมีข้อควรระวังมากกว่า
• มีรายงานการเกิดภาวะตับบาดเจ็บที่พบไม่บ่อยจากผลิตภัณฑ์สารสกัดชาเขียว ดังนั้น อย่าคิดว่าเข้มข้นกว่าจะดีกว่าเสมอไป หากรับประทานยาหรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดชาเขียว


ภาพ : istock
☑️ ชาเขียวไม่หวาน เหมาะกับการดื่มในชีวิตประจำวัน :
🧿 ถ้าไม่ได้มีข้อจำกัดด้านสุขภาพเป็นพิเศษ วิธีเลือกที่ง่ายที่สุดคือ :
✅ เลือกชาเขียวไม่เติมน้ำตาล
✅ ไม่จำเป็นต้องชงเข้มจัด
✅ คำนึงถึงปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับตลอดทั้งวัน
✅ หากมีภาวะขาดธาตุเหล็ก ควรหลีกเลี่ยงการดื่มพร้อมมื้ออาหาร
✅ เน้นดื่มชาเขียวเป็นเครื่องดื่ม ไม่ใช่พึ่งพาสารสกัดเข้มข้นเพื่อหวังผลด้านสุขภาพ

☑️ ประโยชน์ของชาเขียว :
🧿 ชาเขียวมีสารคาเทชิน และโพลีฟีนอล งานวิจัยบางส่วนพบว่าอาจช่วยลดคอเลสเตอรอลรวม และ LDL ได้เล็กน้อย แต่ผลต่อการป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิดยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสรุปชัดเจน

☑️ ดื่มได้ทุกวัน หากไม่หวาน และไม่ดื่มมากเกินไป :
🧿 สำหรับผู้ใหญ่ การดื่มชาเขียวในรูปแบบเครื่องดื่มโดยทั่วไปสามารถดื่มได้ในปริมาณเหมาะสม แต่ควรคำนึงถึงคาเฟอีน และน้ำตาล โดยเฉพาะชาเขียวพร้อมดื่มที่อาจมีน้ำตาลสูง

☑️ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าชาเขียวป้องกันมะเร็งได้โดยตรง :
🧿 ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าการดื่มชาเขียวสามารถป้องกันมะเร็งได้โดยตรง ผลการศึกษาที่มีอยู่ยังไม่สอดคล้องกัน ดังนั้น ควรมองชาเขียวเป็นส่วนหนึ่งของอาหาร และเครื่องดื่มที่เหมาะสม มากกว่าคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องดื่มป้องกันโรค

☑️ โดยทั่วไปกาแฟมีคาเฟอีนมากกว่าชาเขียว :
🧿 โดยทั่วไปกาแฟหนึ่งถ้วยมีคาเฟอีนมากกว่าชาเขียวหนึ่งถ้วย แต่ปริมาณจริงขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และวิธีชงของแต่ละเครื่องดื่ม

☑️ สรุปแล้ว ชาเขียวสามารถเป็นเครื่องดื่มที่ดีในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะชาเขียวไม่หวาน ซึ่งช่วยให้เราได้รับสารคาเทชิน และโพลีฟีนอล โดยไม่เพิ่มน้ำตาล และพลังงานโดยไม่จำเป็น

สิ่งสำคัญไม่ใช่การชงให้เข้มที่สุด แต่คือเลือกแบบไม่หวาน ดื่มในปริมาณเหมาะสม และคำนึงถึงคาเฟอีน และอย่าสับสนระหว่างชาเขียวที่ดื่มเป็นเครื่องดื่มกับสารสกัดชาเขียวเข้มข้น เพราะแบบหลังมีข้อควรระวังมากกว่า

สุดท้าย ชาเขียวไม่ใช่ยารักษาโรค และไม่ควรใช้แทนการรักษาหรือการดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ การกินอาหารให้หลากหลาย ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลปัจจัยเสี่ยงโดยรวม ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพที่ดีครับ

ที่มา : Sanook
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่