ยุโรปแบน Huawei อาจส่งผลเสียกว่าที่คิด! เน็ตช้าลงและสัญญาณแย่ลง
คณะกรรมาธิการยุโรป (EU) มีแผนบังคับให้ถอดอุปกรณ์โทรคมนาคมของจีน (เช่น Huawei และ ZTE) ออกจากเครือข่ายภายใน 3 ปี ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัย แต่รายงานล่าสุดชี้ว่านโยบายนี้อาจมี "ราคาที่ต้องจ่าย" มหาศาล และผลกระทบจะตกอยู่ที่ผู้ใช้งานทั่วไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทำไมการแบนครั้งนี้ถึงน่ากังวล
1. ประเมินต้นทุนต่ำเกินจริงไปมาก
EU ประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอุปกรณ์จะอยู่ที่ราว 3-4 พันล้านยูโร(ประมาณราวๆ 114,000 ถึง 153,000 ล้านบาท) แต่กลุ่มผู้ให้บริการเครือข่าย (ค่ายมือถือ) แย้งว่าตัวเลขจริงอาจพุ่งทะลุไปถึง 3-4 หมื่นล้านยูโร(ประมาณราวๆ 1,148,000 ถึง 1,531,000 ล้านบาท) เพราะ EU ประเมินแค่ส่วนของโครงข่ายมือถือ แต่ลืมคิดต้นทุนของอินเทอร์เน็ตบ้านและระบบสายส่งข้อมูลหลักไปด้วย
2. ตลาดจะถูกผูกขาดโดย 2 บริษัท
หากเทคโนโลยีจีนถูกแบน ตลาดอุปกรณ์โทรคมนาคมในยุโรปจะตกไปอยู่ในมือของ Ericsson และ Nokia ทันที โดยสองบริษัทนี้จะครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันสูงถึง 95% เมื่อไร้คู่แข่งจากจีน มีการคาดการณ์ว่าราคาอุปกรณ์เครือข่ายจะเพิ่มขึ้นราว
24% จากการแข่งขันในตลาดที่ลดลง
3. ผลกระทบตกที่ประชาชน (เน็ตช้า-สัญญาณแย่)
เมื่อต้นทุนการวางโครงข่ายแพงขึ้น แต่ค่ายมือถือไม่สามารถ "ขึ้นค่าบริการ" กับลูกค้าได้ง่ายๆ เนื่องจากการแข่งขันที่สูง สิ่งที่พวกเขาจะทำคือ "การลดและชะลอการลงทุน" แทน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเราโดยตรง คือ
การขยายโครงข่าย 5G จะล่าช้าออกไป
การวางสายอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ (เน็ตบ้าน) จะถูกเลื่อน
พื้นที่รอบนอกเมืองหรือชนบทอาจประสบปัญหาการขยายโครงข่ายอาจล่าช้า โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล
4. กระทบเศรษฐกิจภาพรวม
อินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วมีผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การที่การพัฒนาโครงข่ายชะลอตัวลง จะส่งผลให้การเติบโตของ GDP ลดลงตามไปด้วย สรุปคือผู้บริโภคอาจไม่ได้จ่ายบิลแพงขึ้น แต่จะเสียโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจแทน
5. เปลี่ยนความเสี่ยง เป็นอีกความเสี่ยง
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แม้ความกังวลด้านความมั่นคงจะเป็นเรื่องจริง แต่การแบนแบบเหมารวมอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะแทนที่จะกระจายความเสี่ยงให้มีผู้ให้บริการหลากหลาย ยุโรปกลับกำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ด้วยการพึ่งพาอุปกรณ์จากเพียง 2 บริษัทเท่านั้น
สรุปใจความสำคัญ
นโยบายแบนอุปกรณ์จีนของ EU แม้จะทำไปเพื่อความมั่นคง แต่สุดท้ายแล้วผลกระทบหนักสุดอาจตกอยู่ที่ประชาชนทั่วไป ที่จะต้องทนใช้อินเทอร์เน็ตที่พัฒนาช้าลงและสัญญาณที่อาจไม่ครอบคลุมเหมือนเดิม
#การแบนอุปกรณ์ huawei ในยุโรปอาจต้องใช้งบ 10 เท่า จากที่คาดการณ์ไว้ และอาจจะเน็ตช้าสัญญาณแย่ลงกว่าเดิมอ่ะนะ
ที่มา (เอไอสรุป)
e15.cz
ยุโรปแบน Huawei อาจส่งผลเสียกว่าที่คิด! เน็ตช้าลงและสัญญาณแย่ลง
ยุโรปแบน Huawei อาจส่งผลเสียกว่าที่คิด! เน็ตช้าลงและสัญญาณแย่ลง
คณะกรรมาธิการยุโรป (EU) มีแผนบังคับให้ถอดอุปกรณ์โทรคมนาคมของจีน (เช่น Huawei และ ZTE) ออกจากเครือข่ายภายใน 3 ปี ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัย แต่รายงานล่าสุดชี้ว่านโยบายนี้อาจมี "ราคาที่ต้องจ่าย" มหาศาล และผลกระทบจะตกอยู่ที่ผู้ใช้งานทั่วไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทำไมการแบนครั้งนี้ถึงน่ากังวล
1. ประเมินต้นทุนต่ำเกินจริงไปมาก
EU ประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอุปกรณ์จะอยู่ที่ราว 3-4 พันล้านยูโร(ประมาณราวๆ 114,000 ถึง 153,000 ล้านบาท) แต่กลุ่มผู้ให้บริการเครือข่าย (ค่ายมือถือ) แย้งว่าตัวเลขจริงอาจพุ่งทะลุไปถึง 3-4 หมื่นล้านยูโร(ประมาณราวๆ 1,148,000 ถึง 1,531,000 ล้านบาท) เพราะ EU ประเมินแค่ส่วนของโครงข่ายมือถือ แต่ลืมคิดต้นทุนของอินเทอร์เน็ตบ้านและระบบสายส่งข้อมูลหลักไปด้วย
2. ตลาดจะถูกผูกขาดโดย 2 บริษัท
หากเทคโนโลยีจีนถูกแบน ตลาดอุปกรณ์โทรคมนาคมในยุโรปจะตกไปอยู่ในมือของ Ericsson และ Nokia ทันที โดยสองบริษัทนี้จะครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันสูงถึง 95% เมื่อไร้คู่แข่งจากจีน มีการคาดการณ์ว่าราคาอุปกรณ์เครือข่ายจะเพิ่มขึ้นราว 24% จากการแข่งขันในตลาดที่ลดลง
3. ผลกระทบตกที่ประชาชน (เน็ตช้า-สัญญาณแย่)
เมื่อต้นทุนการวางโครงข่ายแพงขึ้น แต่ค่ายมือถือไม่สามารถ "ขึ้นค่าบริการ" กับลูกค้าได้ง่ายๆ เนื่องจากการแข่งขันที่สูง สิ่งที่พวกเขาจะทำคือ "การลดและชะลอการลงทุน" แทน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเราโดยตรง คือ
การขยายโครงข่าย 5G จะล่าช้าออกไป
การวางสายอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ (เน็ตบ้าน) จะถูกเลื่อน
พื้นที่รอบนอกเมืองหรือชนบทอาจประสบปัญหาการขยายโครงข่ายอาจล่าช้า โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล
4. กระทบเศรษฐกิจภาพรวม
อินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วมีผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การที่การพัฒนาโครงข่ายชะลอตัวลง จะส่งผลให้การเติบโตของ GDP ลดลงตามไปด้วย สรุปคือผู้บริโภคอาจไม่ได้จ่ายบิลแพงขึ้น แต่จะเสียโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจแทน
5. เปลี่ยนความเสี่ยง เป็นอีกความเสี่ยง
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แม้ความกังวลด้านความมั่นคงจะเป็นเรื่องจริง แต่การแบนแบบเหมารวมอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะแทนที่จะกระจายความเสี่ยงให้มีผู้ให้บริการหลากหลาย ยุโรปกลับกำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ด้วยการพึ่งพาอุปกรณ์จากเพียง 2 บริษัทเท่านั้น
สรุปใจความสำคัญ
นโยบายแบนอุปกรณ์จีนของ EU แม้จะทำไปเพื่อความมั่นคง แต่สุดท้ายแล้วผลกระทบหนักสุดอาจตกอยู่ที่ประชาชนทั่วไป ที่จะต้องทนใช้อินเทอร์เน็ตที่พัฒนาช้าลงและสัญญาณที่อาจไม่ครอบคลุมเหมือนเดิม
#การแบนอุปกรณ์ huawei ในยุโรปอาจต้องใช้งบ 10 เท่า จากที่คาดการณ์ไว้ และอาจจะเน็ตช้าสัญญาณแย่ลงกว่าเดิมอ่ะนะ
ที่มา (เอไอสรุป) e15.cz