“ทำไมเราไม่กินเนื้อคน?” แน่นอนว่านี่เป็นคำถามสุดประหลาดที่คนยุคปัจจุบันไม่ถามกัน แต่ในเชิงวิชาการคำถามนี้เป็นคำถามคลาสสิกและน่าสนใจเสมอ
.
เราอาจเคยได้ยินสิ่งที่เรียกว่า 'มนุษย์กินคน' แต่ในความเป็นจริง ภาพของ 'มนุษย์กินคน' เป็นภาพของยุคอาณานิคมที่คนตะวันตก 'กล่าวหา' คนพื้นเมืองนอกโลกตะวันตกว่าป่าเถื่อน และมีวิถีชีวิตที่ล้ำเส้นทางศีลธรรม (แบบชาวคริสต์) มากๆ ซึ่งก็เป็นการสร้างความชอบธรรมให้คนตะวันตกเข้ายึดพื้นที่ และ 'เปลี่ยน' ให้คนพื้นเมืองมีความศิวิไลซ์ขึ้น
.
ความเป็นจริง ในโลกของมานุษยวิทยา ไม่มีหลักฐานใดๆ ว่ากลุ่มชนใดในโลก 'กินคน' เป็นอาหารหลัก และนี่เองนำมาสู่งานวิจัย ‘ทำไมมนุษย์ไม่กินเนื้อคน’ ที่เพิ่งวงในวารสาร PNAS ปลายเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา
.
งานชิ้นนี้ตั้งคำถามได้น่าสนใจมาก คือเขาบอกว่า ในยุคที่มนุษย์ล่าสัตว์เป็นอาหาร จริงๆ การล่ามนุษย์ด้วยกันมากินนั้นง่ายกว่าการล่าสัตว์ใหญ่อื่นๆ มาก และร่างกายมนุษย์ก็มีพลังงานและสารอาหารที่มนุษย์ต้องการครบถ้วน คือมองในเชิง 'ต้นทุน' และ 'โภชนาการ' มันไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่มนุษย์จะไม่ล่ามนุษย์ด้วยกันเพื่อกิน
.
ทั้งนี้ก็ต้องเข้าใจอีกว่าในอดีตนั้นไม่มีความคิดแบบมนุษยนิยม มนุษย์ไม่ได้มอง 'คนกลุ่มอื่น' เป็น 'มนุษย์เหมือนกัน' แต่มองว่าไม่ได้ต่างจากสัตว์ และทำให้โลกยุคโบราณ การฆ่าฟันกันเองนับเป็นเรื่องปกติมาก เพราะแม้ว่าการ 'ห้ามฆ่าคน' จะเป็นข้อห้ามพื้นฐานทางศาสนา แต่มนุษย์โบราณก็ไม่ได้นับมนุษย์ทุกคนเป็น 'คน' ที่ห้ามฆ่า และนี่เองก็ทำให้การจับเชลยสงครามมาเป็นทาสและปฏิบัติราวกับไม่ใช่คน เป็นเรื่องปกติ เพราะมันไม่มีคอนเซ็ปต์ว่าคนกลุ่มอื่นๆ ก็เป็นคนเหมือนกับตนเอง
.
แต่กระนั้นก็ตาม แม้ว่าคนโบราณจะไม่ได้มองว่าคนกลุ่มอื่น 'เป็นคนเหมือนตนเอง' แต่พวกเขาก็มี 'ข้อห้าม' ในการกินคนกันเองด้วยเช่นกัน
.
พูดง่ายๆ คำถามของนักวิจัยคือ ถ้าคนในอดีตรบกัน ฆ่ากันเป็นเรื่องปกติ แล้วทำไมจึงไม่จับศัตรูมากินเป็นอาหาร? เพราะสารอาหารในร่างกายมนุษย์นั้นมันครบถ้วนจริงๆ
.
เราได้คำตอบนี้จากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
.
คำตอบเร็วๆ ก็คือ ร่างกายมนุษย์มีโรคติดเชื้อมากมายที่ติดต่อกับมนุษย์ด้วยกันได้ ดังนั้นการจับมนุษย์ด้วยกันมาทำเป็นอาหาร มันจึงเพิ่มความเสี่ยงโรคระบาดอย่างมหาศาล เพราะบางทีถึงจะกินแบบ 'ปรุงสุก' ทั้งหมด คนที่ชำแหละและโดนเลือด หรือสารคัดหลั่งสารพัดของมนุษย์ ก็อาจติดโรคต่างๆ มาได้อยู่ดี และในยุคโบราณก็ไม่มียารักษาพวกโรคติดเชื้อใดๆ ทั้งนั้น
.
แต่เหนือไปกว่านั้น ถ้าเอาแบบความรู้สมัยใหม่สุดๆ การกินเนื้อมนุษย์แม้ว่าจะชำแหละแบบสะอาด และปรุงสุก ก็ยังไม่รอดจาก 'โรคกลุ่มพริออน' ซึ่งเกิดจากโปรตีนกลายพันธุ์ (โปรตีนชื่อ ‘พริออน’ เป็นที่มาของชื่อโรค) ที่แฝงอยู่ในเนื้อของผู้เป็นโรค
.
ผลลัพธ์คือคนที่กินเข้าไป โปรตีนในร่างกายจะกลายพันธุ์และเป็นโรคนี้ไปด้วย และจุดเด่นของโรคนี้ก็คือ มันเกิดจากโครงสร้างโปรตีนที่บิดเบี้ยว ไม่ได้เกิดจาก 'เชื้อโรค' และที่สำคัญมัน 'ฆ่าด้วยความร้อน' ไม่ได้ จะปรุงสุกหรือตุ๋นจนเปื่อยแค่ไหน กินเข้าไปก็ไม่รอด โดยโรคกลุ่มนี้ที่คนปัจจุบันรู้จักดีสุดคือ 'โรควัวบ้า'
.
โรคนี้พบได้น้อยแต่มันพบในมนุษย์เช่นกัน ถึงแม้เป็นแล้วจะไม่ระบาด แต่มันจะระบาดได้ทันทีถ้ามนุษย์กินเนื้อคนที่เป็นโรคกลุ่มนี้ หรือพูดอีกแบบ เอาเข้าจริงข้อห้ามการกินเนื้อคนก็อาจเป็นภูมิปัญญาโบราณ ในการป้องกันการระบาดของโรคก็เป็นได้
.
ทั้งนี้หากมองอีกแง่หนึ่งในเชิงวิวัฒนาการก็คือ ในอดีตก็อาจมีกลุ่มคนที่หัวใส ล่ามนุษย์มากินเป็นอาหารหลัก แต่สุดท้ายในระยะยาว คนกลุ่มนี้ก็น่าจะตายไปหมดจากโรคระบาดต่างๆ ตั้งแต่โรคติดเชื้อ ที่ระบาดได้แน่ๆ จากการปรุงไม่สุก หรือถ้าปรุงสุก พวกโรคกลุ่มพริออนก็ยังเล่นงานได้อยู่ดี และที่จริงเราอาจพูดถึงโรคที่ปัจจุบันเราไม่รู้จักด้วยซ้ำ เพราะมันตายไปพร้อมกับมนุษย์กินคนกลุ่มสุดท้ายไปแล้ว
.
ดังนั้นข้อสรุปงานวิจัยก็คือ เราจะมองเนื้อมนุษย์แต่ในเชิงคุณค่าทางอาหารไม่ได้ มันมีปัญหาด้านโรคภัยที่จริงจังมากอยู่ และแม้ว่าเราจะจัดการพวก 'โรคติดเชื้อ' ได้ แต่ 'โรคกลุ่มพริออน' ที่ทุกวันนี้ยังไม่มีทางรักษา ก็ยังคงระบาดไปได้จากการกินเนื้อมนุษย์ที่เป็นโรคนี้อยู่ดี
.
ดังนั้นเราก็กลับมาที่คำตอบเดิมๆ ว่า เราไม่ควรจะกินเนื้อมนุษย์ ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ถึงโลกจะดิสโทเปียจัดๆ เพราะภาวะโลกร้อน จนผลิตอาหารไม่พอเพียงต่อความต้องการแบบไซไฟคลาสสิก ‘Soylent Green’ ก็ตาม
.
CR #BrandThink
⬇️🔗
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ https://www.facebook.com/brandthink.me/photos/society-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0-%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A3/1635853701436293/?set=a.811136580574680
ทำไมเราไม่กินเนื้อคน?สาเหตุที่ทุกวันนี้ไม่มีเผ่า ‘มนุษย์กินคน’ เพราะกลุ่มคนที่ทำแบบนั้น น่าจะ ‘ติดโรค’ ตายกันไปหมดแล้ว?
.
เราอาจเคยได้ยินสิ่งที่เรียกว่า 'มนุษย์กินคน' แต่ในความเป็นจริง ภาพของ 'มนุษย์กินคน' เป็นภาพของยุคอาณานิคมที่คนตะวันตก 'กล่าวหา' คนพื้นเมืองนอกโลกตะวันตกว่าป่าเถื่อน และมีวิถีชีวิตที่ล้ำเส้นทางศีลธรรม (แบบชาวคริสต์) มากๆ ซึ่งก็เป็นการสร้างความชอบธรรมให้คนตะวันตกเข้ายึดพื้นที่ และ 'เปลี่ยน' ให้คนพื้นเมืองมีความศิวิไลซ์ขึ้น
.
ความเป็นจริง ในโลกของมานุษยวิทยา ไม่มีหลักฐานใดๆ ว่ากลุ่มชนใดในโลก 'กินคน' เป็นอาหารหลัก และนี่เองนำมาสู่งานวิจัย ‘ทำไมมนุษย์ไม่กินเนื้อคน’ ที่เพิ่งวงในวารสาร PNAS ปลายเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา
.
งานชิ้นนี้ตั้งคำถามได้น่าสนใจมาก คือเขาบอกว่า ในยุคที่มนุษย์ล่าสัตว์เป็นอาหาร จริงๆ การล่ามนุษย์ด้วยกันมากินนั้นง่ายกว่าการล่าสัตว์ใหญ่อื่นๆ มาก และร่างกายมนุษย์ก็มีพลังงานและสารอาหารที่มนุษย์ต้องการครบถ้วน คือมองในเชิง 'ต้นทุน' และ 'โภชนาการ' มันไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่มนุษย์จะไม่ล่ามนุษย์ด้วยกันเพื่อกิน
.
ทั้งนี้ก็ต้องเข้าใจอีกว่าในอดีตนั้นไม่มีความคิดแบบมนุษยนิยม มนุษย์ไม่ได้มอง 'คนกลุ่มอื่น' เป็น 'มนุษย์เหมือนกัน' แต่มองว่าไม่ได้ต่างจากสัตว์ และทำให้โลกยุคโบราณ การฆ่าฟันกันเองนับเป็นเรื่องปกติมาก เพราะแม้ว่าการ 'ห้ามฆ่าคน' จะเป็นข้อห้ามพื้นฐานทางศาสนา แต่มนุษย์โบราณก็ไม่ได้นับมนุษย์ทุกคนเป็น 'คน' ที่ห้ามฆ่า และนี่เองก็ทำให้การจับเชลยสงครามมาเป็นทาสและปฏิบัติราวกับไม่ใช่คน เป็นเรื่องปกติ เพราะมันไม่มีคอนเซ็ปต์ว่าคนกลุ่มอื่นๆ ก็เป็นคนเหมือนกับตนเอง
.
แต่กระนั้นก็ตาม แม้ว่าคนโบราณจะไม่ได้มองว่าคนกลุ่มอื่น 'เป็นคนเหมือนตนเอง' แต่พวกเขาก็มี 'ข้อห้าม' ในการกินคนกันเองด้วยเช่นกัน
.
พูดง่ายๆ คำถามของนักวิจัยคือ ถ้าคนในอดีตรบกัน ฆ่ากันเป็นเรื่องปกติ แล้วทำไมจึงไม่จับศัตรูมากินเป็นอาหาร? เพราะสารอาหารในร่างกายมนุษย์นั้นมันครบถ้วนจริงๆ
.
เราได้คำตอบนี้จากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
.
คำตอบเร็วๆ ก็คือ ร่างกายมนุษย์มีโรคติดเชื้อมากมายที่ติดต่อกับมนุษย์ด้วยกันได้ ดังนั้นการจับมนุษย์ด้วยกันมาทำเป็นอาหาร มันจึงเพิ่มความเสี่ยงโรคระบาดอย่างมหาศาล เพราะบางทีถึงจะกินแบบ 'ปรุงสุก' ทั้งหมด คนที่ชำแหละและโดนเลือด หรือสารคัดหลั่งสารพัดของมนุษย์ ก็อาจติดโรคต่างๆ มาได้อยู่ดี และในยุคโบราณก็ไม่มียารักษาพวกโรคติดเชื้อใดๆ ทั้งนั้น
.
แต่เหนือไปกว่านั้น ถ้าเอาแบบความรู้สมัยใหม่สุดๆ การกินเนื้อมนุษย์แม้ว่าจะชำแหละแบบสะอาด และปรุงสุก ก็ยังไม่รอดจาก 'โรคกลุ่มพริออน' ซึ่งเกิดจากโปรตีนกลายพันธุ์ (โปรตีนชื่อ ‘พริออน’ เป็นที่มาของชื่อโรค) ที่แฝงอยู่ในเนื้อของผู้เป็นโรค
.
ผลลัพธ์คือคนที่กินเข้าไป โปรตีนในร่างกายจะกลายพันธุ์และเป็นโรคนี้ไปด้วย และจุดเด่นของโรคนี้ก็คือ มันเกิดจากโครงสร้างโปรตีนที่บิดเบี้ยว ไม่ได้เกิดจาก 'เชื้อโรค' และที่สำคัญมัน 'ฆ่าด้วยความร้อน' ไม่ได้ จะปรุงสุกหรือตุ๋นจนเปื่อยแค่ไหน กินเข้าไปก็ไม่รอด โดยโรคกลุ่มนี้ที่คนปัจจุบันรู้จักดีสุดคือ 'โรควัวบ้า'
.
โรคนี้พบได้น้อยแต่มันพบในมนุษย์เช่นกัน ถึงแม้เป็นแล้วจะไม่ระบาด แต่มันจะระบาดได้ทันทีถ้ามนุษย์กินเนื้อคนที่เป็นโรคกลุ่มนี้ หรือพูดอีกแบบ เอาเข้าจริงข้อห้ามการกินเนื้อคนก็อาจเป็นภูมิปัญญาโบราณ ในการป้องกันการระบาดของโรคก็เป็นได้
.
ทั้งนี้หากมองอีกแง่หนึ่งในเชิงวิวัฒนาการก็คือ ในอดีตก็อาจมีกลุ่มคนที่หัวใส ล่ามนุษย์มากินเป็นอาหารหลัก แต่สุดท้ายในระยะยาว คนกลุ่มนี้ก็น่าจะตายไปหมดจากโรคระบาดต่างๆ ตั้งแต่โรคติดเชื้อ ที่ระบาดได้แน่ๆ จากการปรุงไม่สุก หรือถ้าปรุงสุก พวกโรคกลุ่มพริออนก็ยังเล่นงานได้อยู่ดี และที่จริงเราอาจพูดถึงโรคที่ปัจจุบันเราไม่รู้จักด้วยซ้ำ เพราะมันตายไปพร้อมกับมนุษย์กินคนกลุ่มสุดท้ายไปแล้ว
.
ดังนั้นข้อสรุปงานวิจัยก็คือ เราจะมองเนื้อมนุษย์แต่ในเชิงคุณค่าทางอาหารไม่ได้ มันมีปัญหาด้านโรคภัยที่จริงจังมากอยู่ และแม้ว่าเราจะจัดการพวก 'โรคติดเชื้อ' ได้ แต่ 'โรคกลุ่มพริออน' ที่ทุกวันนี้ยังไม่มีทางรักษา ก็ยังคงระบาดไปได้จากการกินเนื้อมนุษย์ที่เป็นโรคนี้อยู่ดี
.
ดังนั้นเราก็กลับมาที่คำตอบเดิมๆ ว่า เราไม่ควรจะกินเนื้อมนุษย์ ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ถึงโลกจะดิสโทเปียจัดๆ เพราะภาวะโลกร้อน จนผลิตอาหารไม่พอเพียงต่อความต้องการแบบไซไฟคลาสสิก ‘Soylent Green’ ก็ตาม
.
CR #BrandThink
⬇️🔗
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้