ยอดขายเดือนละ 150,000 บาท ถือว่า SME โตจนต้องเข้าสู่ระบบ VAT แล้วจริงหรือ?

ผมทำธุรกิจ SME อยู่หลายประเภทครับ แต่ละธุรกิจผมไม่สามารถลงไปทำเองและดูแลเองได้ทั้งหมด จึงต้องจ้างพนักงานมาช่วยดำเนินงาน

ที่ผ่านมา ผมเคยได้ยินว่า หากธุรกิจมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องเข้าสู่ระบบ VAT

ตอนแรกที่ได้ยินคำว่า “1.8 ล้านบาท” ผมรู้สึกว่าเป็นยอดขายที่ค่อนข้างสูง ธุรกิจที่ทำได้ขนาดนั้นก็น่าจะเติบโตและมีกำไรมากพอสมควรแล้ว

แต่พอลองหารออกมาเป็นรายเดือน กลับเท่ากับยอดขายเฉลี่ยเพียงประมาณ 150,000 บาทต่อเดือน

และที่สำคัญ ตัวเลขนี้คือ “รายรับ” ไม่ใช่ “กำไร”

สมมติว่าร้านหนึ่งมียอดขายเดือนละ 160,000 บาท แต่ต้องจ่ายค่าเช่า ค่าแรงและประกันสังคมพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ ค่าการตลาด ค่าระบบ และค่าใช้จ่ายจิปาถะต่าง ๆ รวมเดือนละ 130,000–150,000 บาท

สุดท้ายเจ้าของอาจเหลือกำไรจริงเพียงหลักหมื่น หรือบางเดือนแทบไม่เหลือเลย ใหนจะต้องแบกรับความเสี่ยงต่างๆอีกมากมาย แต่ในทางกฎหมาย ธุรกิจอาจถึงจุดที่ต้องเข้าสู่ระบบ VAT แล้ว

สำหรับผม ปัญหาไม่ได้มีเพียงเรื่อง VAT 7% เท่านั้นครับ

เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว สิ่งที่ตามมาคืองานเอกสาร การออกใบกำกับภาษี การจัดเก็บหลักฐาน การแยกภาษีซื้อและภาษีขาย การยื่นแบบทุกเดือน ค่าบริการสำนักงานบัญชี ค่าซอฟต์แวร์ และเวลาที่เจ้าของต้องใช้ตรวจสอบความถูกต้อง

เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทางตรงกับเวลาที่เสียไป ธุรกิจของผมมีต้นทุนเกี่ยวกับระบบบัญชีและภาษีรวมกันปีหนึ่งเกือบแสนบาท

สำหรับบริษัทที่มีกำไรมาก ต้นทุนจำนวนนี้อาจไม่สูง แต่สำหรับ SME ที่มียอดขายเพียงปีละประมาณ 1.8–2 ล้านบาท เงินเกือบแสนบาทอาจเป็นกำไรส่วนสำคัญของทั้งปี

บางคนอาจบอกว่า “ก็จ้างสำนักงานบัญชีให้ทำสิ จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก”

ผมเองก็เคยคิดแบบนั้นครับ

ช่วงที่ยังไม่มีความรู้ด้านบัญชี ผมจ้างสำนักงานบัญชีและฝากความหวังไว้กับผู้เชี่ยวชาญ เพราะคิดว่าเขาเรียนมาและทำงานด้านนี้โดยตรง ก็น่าจะดูแลได้ดีกว่าเจ้าของกิจการอย่างผม

ผมส่งเอกสารตามที่ร้องขอ และเชื่อว่างานทุกอย่างได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง

แต่สุดท้าย เมื่อผมเริ่มตรวจสอบรายละเอียดด้วยตัวเอง กลับพบความผิดพลาดและข้อมูลที่ไม่ตรงกันหลายจุด บางเรื่องสะสมต่อเนื่องมานานเพราะผมเชื่อว่าผู้รับจ้างดูแลให้อยู่แล้ว

ผมไม่ขอลงรายละเอียดหรือระบุชื่อ เพราะแต่ละสำนักงานมีคุณภาพแตกต่างกัน และประสบการณ์ของผมไม่ได้หมายความว่าสำนักงานบัญชีทุกแห่งจะเป็นเช่นเดียวกัน

แต่มันทำให้ผมได้บทเรียนราคาแพงว่า

ต่อให้เราจ้างผู้เชี่ยวชาญ เจ้าของกิจการก็ยังเป็นคนที่ต้องรับผลกระทบเมื่อข้อมูลผิด ภาษีผิด หรือยื่นเอกสารไม่ถูกต้อง

ในทางปฏิบัติ การเรียกร้องให้ผู้ให้บริการรับผิดชอบก็ไม่ได้ง่ายเสมอไป ต้องดูทั้งสัญญา ขอบเขตงาน หลักฐาน ความเสียหาย และความคุ้มค่าของการดำเนินการ

คำว่า “จ้างสำนักงานบัญชีแล้วจบ” จึงไม่จริงสำหรับผมครับ

แต่ปัญหาคือ เจ้าของ SME ที่เพิ่งมีรายรับแตะ 1.8 ล้านบาท จะมีกำไรมากพอจ้างนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีคุณภาพสูงได้แค่ไหน?

ถ้าเลือกบริการราคาถูกก็อาจต้องรับความเสี่ยงด้านคุณภาพ แต่ถ้าจะจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีระบบตรวจสอบรัดกุม ค่าใช้จ่ายก็อาจสูงเกินกำลังของธุรกิจขนาดเล็ก

สุดท้าย ผมซึ่งทำหน้าที่บริหารธุรกิจ วางแผนการตลาด ดูแลพนักงาน ควบคุมต้นทุน และหาลูกค้า ยังต้องกลับไปเรียนเรื่องบัญชีและภาษีเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถตรวจสอบงานของคนที่ผมจ้างมาทำบัญชีได้อีกชั้นหนึ่ง

ฟังแล้วซับซ้อนไหมครับ?

เจ้าของกิจการต้องหาเงินมาจ่ายค่าทำบัญชี แล้วก็ยังต้องไปเรียนบัญชีเพื่อมาตรวจงานบัญชีอีกที

แน่นอนครับ ผมไม่ได้หมายความว่า SME ไม่ควรเสียภาษี หรือสนับสนุนให้ใครหลีกเลี่ยงภาษี การทำธุรกิจอย่างถูกต้องและโปร่งใสเป็นสิ่งที่ควรทำ

แต่คำถามของผมคือ

เกณฑ์รายรับ 1.8 ล้านบาทต่อปี ยังเหมาะสมกับต้นทุนธุรกิจ ค่าแรง ค่าเช่า และค่าครองชีพในปัจจุบันหรือไม่?

เพราะรายรับ 1.8 ล้านบาทไม่ได้แปลว่าเจ้าของมีกำไร 1.8 ล้านบาท และไม่ได้หมายความว่าธุรกิจมีเงินเพียงพอจะรองรับต้นทุนและความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด

โดยเฉพาะธุรกิจ B2C ที่ขายให้ผู้บริโภคทั่วไป การบวก VAT เพิ่มในราคาสินค้าหรือบริการอาจทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแพงขึ้นทันที

แต่ถ้าไม่กล้าขึ้นราคา เจ้าของก็อาจต้องนำ VAT ออกจากราคาขายเดิม ซึ่งเท่ากับว่ารายได้สุทธิของธุรกิจลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายอื่นยังเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นทุกปี

ในมุมหนึ่ง ระบบ VAT ช่วยให้ธุรกิจมีมาตรฐาน มีเอกสารตรวจสอบได้ และเตรียมพร้อมสำหรับการขยายตัว

แต่อีกมุมหนึ่ง หากระบบมีต้นทุนและความซับซ้อนสูงเกินไป มันอาจทำให้ผู้ประกอบการบางรายไม่กล้าโต ไม่กล้ารับงานเพิ่ม หรือพยายามรักษารายรับไม่ให้ข้ามเส้น 1.8 ล้านบาท

ผมจึงอยากขอฟังประสบการณ์จากเจ้าของกิจการ นักบัญชี และผู้ที่เคยผ่านจุดนี้ครับ

1. ตอนรายรับใกล้ถึง 1.8 ล้านบาท คุณเตรียมตัวอย่างไร?
2. หลังจด VAT คุณขึ้นราคา 7% หรือออก VAT จากราคาเดิม?
3. ลูกค้าลดลงหรือไม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่ขายให้บุคคลทั่วไป?
4. ค่าใช้จ่ายด้านบัญชี ภาษี และระบบเพิ่มขึ้นประมาณเท่าไร?
5. เคยพบปัญหาจากสำนักงานบัญชีหรือไม่ และแก้ไขอย่างไร?
6. คุณคิดว่าเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทยังเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันหรือควรทบทวน?

ผมอยากให้กระทู้นี้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงครับ ไม่ได้ต้องการโจมตีสำนักงานบัญชีหรือหน่วยงานใด แต่อยากให้เห็นชีวิตอีกด้านของ SME ว่า

การเข้าสู่ระบบ VAT ไม่ได้มีต้นทุนเพียงภาษี 7% แต่ยังมีต้นทุนของความรู้ เวลา ระบบ และความเสี่ยงจากความผิดพลาดที่เจ้าของกิจการต้องแบกรับด้วย

บางครั้งธุรกิจไม่ได้กลัวการเสียภาษีครับ

ธุรกิจกลัวว่า หลังจากทำทุกอย่างถูกต้อง จ่ายทุกค่าใช้จ่าย และรับความเสี่ยงทั้งหมดแล้ว จะยังเหลือกำไรมากพอให้เดินหน้าต่อหรือไม่

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่