5 เครื่องดื่มสมุนไพรยอดฮิต! เลือกให้ถูก ช่วยดูแลร่างกายได้มากกว่าที่คิด!



เวลาเดินตลาดหรือเข้าร้านอาหารบางที่ มักจะมีเครื่องดื่มสมุนไพรมีให้เลือกเยอะมากครับ
กระเจี๊ยบ
เก๊กฮวย
ขิง
ตะไคร้
ใบเตย
หลายคนเห็นคำว่า “สมุนไพร” ก็รู้สึกทันทีว่า
“อันนี้สุขภาพดีแน่ ๆ ดื่มได้เต็มที่”

แต่เดี๋ยวก่อนครับ
สมุนไพรอาจมีสารพฤกษเคมีและประโยชน์บางอย่างจริง แต่ถ้าแก้วนั้นใส่น้ำตาล 4–5 ช้อน ประโยชน์ที่ตั้งใจเอาไว้ก็โดนน้ำหวานแซงหน้าไปก่อนแล้ว
ดังนั้นวันนี้ผมไม่ได้จะบอกว่าเครื่องดื่มพวกนี้รักษาโรคอะไร แต่จะพามาดูว่า แต่ละตัวเด่นตรงไหน แล้วเลือกดื่มยังไงให้ได้ประโยชน์มากกว่าน้ำตาลครับ

1. น้ำกระเจี๊ยบ — ตัวน่าสนใจสำหรับคนที่อยากดูแลความดัน

กระเจี๊ยบแดงเป็นตัวที่มีข้อมูลในคนค่อนข้างน่าสนใจครับ โดยเฉพาะเรื่อง ความดันโลหิต
ในกระเจี๊ยบมีสารกลุ่ม polyphenols และ anthocyanins ซึ่งเป็นสารสีแดงตามธรรมชาติ และมีงานวิจัยรวมหลายการศึกษาพบว่า การดื่มกระเจี๊ยบอย่างสม่ำเสมอสัมพันธ์กับความดันที่ลดลงได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่เดิมมีความดันค่อนข้างสูงอยู่แล้วครับ

แต่ปัญหาของกระเจี๊ยบบ้านเราคือ
เปรี้ยวหนึ่งที น้ำตาลตามมาสามทัพพี
ถ้าทำเอง ผมแนะนำให้ต้มแล้วค่อย ๆ ลดความหวานลง
จากหวานปกติ
→ หวานครึ่งหนึ่ง
→ หวานน้อย
→ จนบางคนดื่มแบบไม่เติมน้ำตาลได้เลย

ถ้าคุมความดันอยู่แล้วและกินยาลดความดันด้วย ก็ไม่ต้องดื่มกระเจี๊ยบเข้ม ๆ หลายลิตรเพื่อหวังให้ความดันลงนะครับ
ให้มันเป็น เครื่องดื่มเสริมในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เอามาแทนยา

2. เก๊กฮวย — ดื่มสดชื่นได้ แต่คำว่า “เก๊กฮวย” ไม่ได้แปลว่า “น้ำหวานสุขภาพ”

เก๊กฮวยเป็นเครื่องดื่มที่คนไทยคุ้นมากครับ
ร้านข้าวมันไก่
ร้านก๋วยเตี๋ยว
ร้านอาหารจีน
มีแทบทุกที่

ดอกเก๊กฮวยมีสารพฤกษเคมีหลายชนิด รวมถึงกลุ่ม flavonoids แต่ข้อมูลในคนเรื่องผลต่อโรคต่าง ๆ ยังไม่ได้แน่นพอที่จะใช้เก๊กฮวยเป็นตัวรักษาโรคครับ
ดังนั้นสิ่งที่ผมสนใจกว่าเวลาเลือกดื่มคือ
“ใส่น้ำตาลเท่าไหร่?”
เพราะเก๊กฮวยหนึ่งขวดที่หวานจัด ก็ยังเป็นเครื่องดื่มน้ำตาลสูงได้เหมือนน้ำหวานครับ

ถ้าอยากดื่ม
เลือกหวานน้อย
ไม่เติมไซรัป
หรือชงเองแล้วลดน้ำตาล
แบบนี้เรายังได้ความหอม สดชื่น และลดน้ำหวานในแต่ละวันได้
อย่าให้คำว่า “ดอกไม้” ทำให้ลืมดูน้ำตาลในแก้วครับ

3. น้ำขิง — เหมาะมากกับคนที่ชอบแน่นท้อง คลื่นไส้ หรืออาหารไม่ค่อยลง

ขิงเป็นสมุนไพรที่ผมชอบเพราะค่อนข้างใช้ในชีวิตจริงได้ง่ายครับ
ขิงมีสารสำคัญอย่าง gingerols และ shogaols ซึ่งมีการศึกษามากพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องอาการคลื่นไส้
เวลาแน่นท้องหรือรู้สึกพะอืดพะอม น้ำขิงอุ่น ๆ บางคนรู้สึกสบายท้องขึ้นได้

แต่รูปแบบที่ผมชอบคือ
ขิงสด + น้ำร้อน
ไม่ใช่
น้ำขิงหนึ่งแก้ว
น้ำตาลสามช้อน
ปาท่องโก๋อีกสองตัว
แบบนั้นขิงอาจยังอยู่ครับ
แต่เรื่องน้ำตาลกับพลังงานก็ตามมาด้วย
ถ้าชอบรสหวาน ลองลดลงทีละนิด หรือใส่มะนาวเล็กน้อยเพิ่มกลิ่นก็ได้

และถ้ากินยาหลายชนิด โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด การดื่มสมุนไพรเข้มข้นหรือใช้สารสกัดปริมาณสูงควรบอกแพทย์หรือเภสัชกรด้วย เพราะสมุนไพรสามารถมีปฏิกิริยากับยาได้ครับ

4. น้ำตะไคร้ — ตัวช่วยเปลี่ยนจากน้ำหวานมาเป็นเครื่องดื่มกลิ่นหอม

ตะไคร้ผมชอบตรงนี้เลยครับ
มันทำให้น้ำธรรมดามีกลิ่นและรสขึ้นมา โดยไม่จำเป็นต้องหวาน
ต้มน้ำกับตะไคร้
ใส่ใบเตยเล็กน้อย
ดื่มอุ่นหรือแช่เย็นก็ได้

สำหรับคนที่ติดน้ำหวานเพราะรู้สึกว่าน้ำเปล่า “จืดเกิน” การใช้น้ำสมุนไพรไม่หวานมาช่วยเปลี่ยนนิสัยตรงนี้ ผมว่ามีประโยชน์มากกว่าการพยายามตามหาว่าตะไคร้ “ล้างพิษ” ได้แค่ไหน
เพราะคำว่า Detox หรือล้างสารพิษ ถูกใช้เกินจริงกับสมุนไพรเยอะครับ
ตับกับไตเรามีหน้าที่จัดการสารต่าง ๆ อยู่แล้ว
สิ่งที่น้ำตะไคร้ทำได้ดีแบบชีวิตจริงคือ
ช่วยให้เราดื่มน้ำเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องเติมน้ำตาลเยอะ
อันนี้ผมว่าคุ้มกว่าครับ

5. ชาคาโมมายล์ — เหมาะกับช่วงเย็นสำหรับคนที่อยากลดคาเฟอีน

ถ้าช่วงเย็นยังอยากมีเครื่องดื่มอุ่น ๆ สักแก้ว แต่ไม่อยากได้ชา กาแฟ หรือคาเฟอีนเพิ่ม ผมชอบคาโมมายล์ครับ
จุดเด่นของมันคือ ไม่มีคาเฟอีนตามธรรมชาติ และหลายคนใช้เป็นเครื่องดื่มช่วงก่อนนอนเพราะกลิ่นและบรรยากาศช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

แต่ถ้าถามว่า
“ดื่มแล้วแก้นอนไม่หลับได้เลยไหม?”
ผมยังไม่พูดแบบนั้นครับ
แต่ถ้าใช้แบบนี้
หนึ่งแก้วอุ่น ๆ ตอนเย็น
ไม่เติมน้ำตาล
เอามาแทนกาแฟแก้วค่ำ
ผมว่ามีประโยชน์ในเชิงพฤติกรรมมากครับ

เพราะบางทีสิ่งที่ช่วยการนอนไม่ใช่สมุนไพรวิเศษ
แต่คือ เราเลิกเติมคาเฟอีนเข้าร่างกายตอนสองทุ่มต่างหาก


ถ้าให้เลือกตามเป้าหมาย ผมจะจำง่าย ๆ แบบนี้ครับ
• อยากดูแล ความดัน → กระเจี๊ยบแดงน่าสนใจ
• อยากได้เครื่องดื่ม หอม สดชื่น → เก๊กฮวยแบบหวานน้อย
• แน่นท้องหรือพะอืดพะอม → น้ำขิงอุ่น
• อยากเลิกติดน้ำหวาน → น้ำตะไคร้ไม่หวาน
• อยากได้เครื่องดื่มช่วงเย็นแบบ ไม่มีคาเฟอีน → คาโมมายล์

แต่ไม่ว่าจะเลือกตัวไหน ผมอยากให้ดู 3 อย่างก่อนเลยครับ
น้ำตาลเท่าไหร่
ดื่มแทนน้ำเปล่าหรือดื่มเสริมน้ำหวาน
แล้วกินยาประจำอะไรอยู่หรือเปล่า
เพราะสมุนไพรเป็นธรรมชาติครับ
แต่คำว่า “ธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่าไม่มีฤทธิ์ ไม่มีผลข้างเคียง หรือไม่มีปฏิกิริยากับยา สมุนไพรบางชนิดสามารถมีผลต่อยาและร่างกายได้จริงครับ

แล้วแบบไหนที่ผมไม่ค่อยเชียร์?
น้ำสมุนไพรที่หวานจนแทบเป็นน้ำเชื่อมครับ
กระเจี๊ยบหวานจัด
เก๊กฮวยหวานจัด
น้ำขิงสำเร็จรูปหวานมาก
น้ำตะไคร้เติมไซรัป
ดื่มทุกวันแล้วบอกว่า
“ผมไม่กินน้ำอัดลมนะ กินแต่สมุนไพร”
บางทีน้ำตาลต่างกันไม่เยอะครับ
ลองพลิกฉลากดู น้ำตาลต่อขวด ก่อน
บางคนตกใจเลยว่า เครื่องดื่มที่ซื้อเพราะคำว่า “สุขภาพ” จริง ๆ หวานกว่าที่คิดเยอะ

เครื่องดื่มสมุนไพรมีข้อดีครับ แต่ไม่ต้องยกให้เป็นยาครอบจักรวาล
กระเจี๊ยบมีข้อมูลน่าสนใจเรื่องความดัน
ขิงเหมาะกับคนที่อยากได้เครื่องดื่มอุ่นและมีข้อมูลเรื่องคลื่นไส้
เก๊กฮวยกับตะไคร้ช่วยเป็นทางเลือกแทนน้ำหวานได้ถ้าไม่เติมน้ำตาลเยอะ
ส่วนคาโมมายล์เหมาะกับช่วงเย็นสำหรับคนที่อยากลดคาเฟอีน
สิ่งที่ผมห่วงที่สุดไม่ใช่สมุนไพรในแก้วครับ
แต่คือ น้ำตาลที่ตักตามลงไป

ถ้าจะเริ่มง่าย ๆ เลือกสมุนไพรที่ชอบหนึ่งอย่าง ต้มเอง ลดหวานลงครึ่งหนึ่งก่อน แล้วค่อย ๆ ฝึกลิ้นให้ชิน
จากน้ำหวานหนึ่งแก้วทุกวัน
กลายเป็นน้ำสมุนไพรไม่หวานหรือหวานน้อย
แค่นี้ก็เป็นการเปลี่ยนที่มีประโยชน์กับสุขภาพจริงมากกว่าตามหาสูตรล้างพิษแพง ๆ แล้วครับ


ที่มา  หมอเจด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่