...เมื่อประมาณ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา ..ผมทดลองโทรเล่นๆไปที่วัดป่าอดุลยาราม จ. ขอนแก่น เพราะมีข้อเสนอแนวคิดบางอย่างเพื่อยุติข้อพิพาทกรณีที่ดิน ระหว่างวัดกับทายาท ที่กำลังเป็นข่าวตอนนี้ ซึ่งทุกๆคนคงเห็นอยู่แล้ว
...ผมแค่อยากลองโทรดูเล่นๆ ดูเหมือนว่า ผู้รับสายจะเป็นตัวเจ้าอาวาสเอง (ฟังจากเสียงพูดและลีลาการคุย)
...ผมบอกว่า ผมเป็นคนธรรมดาๆคนหนึ่ง อยู่เมืองนอก เห็นข่าวข้อพิพาทแล้ว รู้สึกไม่สบายใจ อยากจะเสนอแนวทางแก้ไข ให้ปัญหาผ่อนเบาไป หรือ จบลง
...ผมเสนอว่า ทางวัด น่าจะยอมตัดแบ่งที่ดินบางส่วน คือ 5 ไร่ ส่วนที่เป็นสำนักชี คืนกลับให้พวกทายาทเขาไปบ้าง เพื่อเรื่องราวจะได้สงบลง และ เป็นการแสดงความมีมเตตาของคณะสงฆ์ ที่ได้ที่ดินของเขามาฟรีๆ
...ผลคือ เจ้าอาวาสไม่ยอมฟังข้อเสนอของผมเลย แกเสียงแข็งเป๊ะ ยืนยันหนักแน่นว่า ชนะทางคดีแล้วทุกๆศาล จะคืนทำไม ??
...ผมก็พยายามจะยกข้ออ้าง จะอธิบายว่า ในเมื่อที่ดินนี้ วัดได้มาฟรีๆ ไม่ขาดทุนใดๆเลย จะยอมแบ่งสละคืนไปบ้างไม่ดีหรือ จะยึดมั่นถือมั่นอะไรนักหนา และ เป็นการแสดงความมีเมตตากรุณาของทางวัดให้สังคมได้เห็น สังคมยิ่งจะให้ความเห็นใจ และมีศรัทธากับวัดเพิ่มขึ้นมาก ในฐานะที่วัดแสดงความปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับทรัพย์สินทางโลกียะ และในนอาคต อาจจะมีคนใจบุญถวายที่ให้วัดเพิ่มขึ้น ก็อาจจะเป็นได้ และในวินัยปิฏก ก็เคยมีตัวอย่าง กรณีที่พระในสมัยพุทธกาล มอบจีวรให้พระอื่นๆ ภายหลังเกิดความเสียดาย ทวงคืน ..ก็ทำได้ คล้ายๆจะถือว่า กรรมสิทธิ์ในของที่มอบให้คนอื่นๆไปแล้ว ยังสามารถทวงกรรมสิทธิ์นั้นคืนมาได้ .. ผู้ที่รับของมาแล้ว เมื่อโดนทวงคืน ก็ควรคืนของกลับให้ไป ...หมายถึงว่า การมอบสิ่งของหรืออะไรก็ตาม ให้คนอื่นๆ แต่ผู้ให้ ยังมีสิทธิบางส่วน ที่อาจจะทวงคืนกลับทีหลังได้ และ ผู้ที่ได้ของไป ถ้าโดนทวงคืน ก็ควรต้องมอบของกลับคืนเจ้าของเดิมไป ... หรือ อาจจะไม่ยอมคืน ก็ได้ เพราะถือว่า ของเปลี่ยนมือ เปลี่ยนกรรมสิทธิ์แล้ว.../ แต่ ผมไม่ทันได้เอ่ยปากอธิบาย เจ้าอาวาสรีบวางหูไปก่อน..เฮ้อ ๆ เสียดาย
...แต่ ตามหลักกฏหมายของสังคมโลก หรือ สังคมไทย ที่บัญญัติไว้...ระบุว่า ของที่ให้ไปแล้วโดยเสน่หา ไม่อาจะทวงคืนได้ ยกเว้น ผู้รับ ต่อมาในภายหลังแสดงอาการเนรคุณ หรือ หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงต่อผู้ให้..แบบนี้ ผู้ให้ก็มีสิทธิทวงคืนกลับได้...ซึ่งศาลจะตัดสินให้สิ่งของ(หรือกรรมสิทธิ์)นั้น กลับคืนกลับไปเป็นของเจ้าของเดิม
## ผมทดลองโทรคุยกับเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามว่า ให้ยอมตัดแบ่งคืนให้เขาบ้างสัก 5 ไร่ ส่วนที่เป็นของแม่ชี..ปรากฏว่า..##
...ผมแค่อยากลองโทรดูเล่นๆ ดูเหมือนว่า ผู้รับสายจะเป็นตัวเจ้าอาวาสเอง (ฟังจากเสียงพูดและลีลาการคุย)
...ผมบอกว่า ผมเป็นคนธรรมดาๆคนหนึ่ง อยู่เมืองนอก เห็นข่าวข้อพิพาทแล้ว รู้สึกไม่สบายใจ อยากจะเสนอแนวทางแก้ไข ให้ปัญหาผ่อนเบาไป หรือ จบลง
...ผมเสนอว่า ทางวัด น่าจะยอมตัดแบ่งที่ดินบางส่วน คือ 5 ไร่ ส่วนที่เป็นสำนักชี คืนกลับให้พวกทายาทเขาไปบ้าง เพื่อเรื่องราวจะได้สงบลง และ เป็นการแสดงความมีมเตตาของคณะสงฆ์ ที่ได้ที่ดินของเขามาฟรีๆ
...ผลคือ เจ้าอาวาสไม่ยอมฟังข้อเสนอของผมเลย แกเสียงแข็งเป๊ะ ยืนยันหนักแน่นว่า ชนะทางคดีแล้วทุกๆศาล จะคืนทำไม ??
...ผมก็พยายามจะยกข้ออ้าง จะอธิบายว่า ในเมื่อที่ดินนี้ วัดได้มาฟรีๆ ไม่ขาดทุนใดๆเลย จะยอมแบ่งสละคืนไปบ้างไม่ดีหรือ จะยึดมั่นถือมั่นอะไรนักหนา และ เป็นการแสดงความมีเมตตากรุณาของทางวัดให้สังคมได้เห็น สังคมยิ่งจะให้ความเห็นใจ และมีศรัทธากับวัดเพิ่มขึ้นมาก ในฐานะที่วัดแสดงความปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับทรัพย์สินทางโลกียะ และในนอาคต อาจจะมีคนใจบุญถวายที่ให้วัดเพิ่มขึ้น ก็อาจจะเป็นได้ และในวินัยปิฏก ก็เคยมีตัวอย่าง กรณีที่พระในสมัยพุทธกาล มอบจีวรให้พระอื่นๆ ภายหลังเกิดความเสียดาย ทวงคืน ..ก็ทำได้ คล้ายๆจะถือว่า กรรมสิทธิ์ในของที่มอบให้คนอื่นๆไปแล้ว ยังสามารถทวงกรรมสิทธิ์นั้นคืนมาได้ .. ผู้ที่รับของมาแล้ว เมื่อโดนทวงคืน ก็ควรคืนของกลับให้ไป ...หมายถึงว่า การมอบสิ่งของหรืออะไรก็ตาม ให้คนอื่นๆ แต่ผู้ให้ ยังมีสิทธิบางส่วน ที่อาจจะทวงคืนกลับทีหลังได้ และ ผู้ที่ได้ของไป ถ้าโดนทวงคืน ก็ควรต้องมอบของกลับคืนเจ้าของเดิมไป ... หรือ อาจจะไม่ยอมคืน ก็ได้ เพราะถือว่า ของเปลี่ยนมือ เปลี่ยนกรรมสิทธิ์แล้ว.../ แต่ ผมไม่ทันได้เอ่ยปากอธิบาย เจ้าอาวาสรีบวางหูไปก่อน..เฮ้อ ๆ เสียดาย
...แต่ ตามหลักกฏหมายของสังคมโลก หรือ สังคมไทย ที่บัญญัติไว้...ระบุว่า ของที่ให้ไปแล้วโดยเสน่หา ไม่อาจะทวงคืนได้ ยกเว้น ผู้รับ ต่อมาในภายหลังแสดงอาการเนรคุณ หรือ หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงต่อผู้ให้..แบบนี้ ผู้ให้ก็มีสิทธิทวงคืนกลับได้...ซึ่งศาลจะตัดสินให้สิ่งของ(หรือกรรมสิทธิ์)นั้น กลับคืนกลับไปเป็นของเจ้าของเดิม