ตอนสมัยเราเด็ก ๆ ประมาณ 10-12 ขวบ ป้าแท้ ๆ กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไร แค่ได้ยินพ่อแม่เล่าว่าป้าเป็นคนขี้ใจน้อย ขี้น้อยใจ ถูกลูก ๆ เถียง รุมว่า สามีก็ไม่เข้าข้าง คล้อยไปกับลูกด้วย คือว่าเมียตลอด ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรค่ะ ฟังแล้วก็เฉย ๆ นะ ยังไม่คิดเยอะ
แต่ตอนนี้ มีลูกแล้ว มีบางช่วงก็แอบคิดถึงป้าเรา ที่โดดน้ำฆ่าตัวตาย และเริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น/เป็นแบบนั้น
เพราะปัจจุบันมีบางช่วงบางเวลาที่เราแอบมีความคิดบางอย่างแบบเขาเหมือนกัน
คือคิดว่า จะเอายังงัยกับชีวิตตัวเองดี ต่อจากนี้ไป จะจากไปแบบหนีหายไป !! แบบ...ตัดใจ ไม่พบเจอ ไม่ติดต่อกันอีก ถือว่าที่ผ่านมา เราทำหน้าที่แม่เต็มที่และดีที่สุดแล้ว และทิ้งเงินไว้ให้เค้าเรียนต่อ ป.ตรีซักก้อนนึง แล้วเดินออกจากชีวิตเขาไป (รวมถึงสามีเราด้วย) ไปใช้ชีวิตของตัวเองเงียบ ๆ คนเดียว ด้วยเงินเก็บที่มีอยู่ โดยไม่ต้องอยู่ด้วยกันให้เจ็บช้ำน้ำใจ หรือว่าเราต้องมานั่งเสียใจ แอบร้องไห้อะไรอีก ซึ่งเราก็มีภาวะอาการโรคซึมเศร้า ที่ปัจจุบันรับยาและกินยาอยู่ทุกวัน ถึงจะไม่มาก วันละครั้ง ๆ ละครึ่งเม็ด (เพราะกินมากกว่านี้ไม่ได้ จะทำให้เหมือนป็นคนเฉื่อยชา และง่วงนอนตลอดเวลา หมอปรับยาให้เหลือครึ่งเม็ด จึงใช้ชีวิตปกติได้) แต่บางช่วงบางเวลาหากเราถูกปฎิบัติไม่ดี จากคนรอบข้าง ความรู้สึกเราจะดิ่งมาก จะย้ำคิดกับเรื่องนั้น ๆ เศร้า มีแอบร้องไห้ ท้อแท้ และไม่มีกระจิตกระใจทำอะไร
เรื่องมีอยู่ว่า ลูกเราพูดไม่เพาะกับเราเลยค่ะ ปกติไม่มีหางเสียง ทั้ง ๆ ที่ตอนเค้าเด็ก ๆ เริ่มพูดได้ความที่เป็นเด็ก ผช. เวลาเราพูดกับเค้าจะลงท้าย คำว่า “ ครับ ” กับเค้าทุกครั้ง ตั้งแต่เค้าอยู่อนุบาล แต่เค้าไม่เคยพูดคำลงท้ายนี้กับเราเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยกเว้นพูดประชดเรา น้ำเสียงที่พูดแข็งกระด้างตลอดเวลา (เราเคยได้ยินเค้าคุยกับคนคุยของเค้า เวลาพูดน้ำเสียงยังฟังดูดีกว่าการพูดกับเราซึ่งเป็นแม่แท้ ๆ ด้วยซ้ำ ) พูดกับเราหางเสียงไม่มีไม่ว่า ยังมีหางเสียงคำว่า “ วะ ” (ไม่ได้แบบชัดถ้อยชัดคำ แต่ก็คือรู้ว่าเป็นคำนี้) ติดมาด้วยทุกครั้ง เป็นแบบนี้มานานแล้วค่ะ และหนักมากเมื่อเริ่มเรียนมัธยม เมื่อเริ่มเป็นวัยรุ่น ( เราได้ยินเค้าคุยกับคนคุยของเค้า น้ำเสียงที่พูดด้วย อ่อนโยน และฟังดูดีกว่าพูดกับแม่เยอะเลย ) นอกจากนี้ยังมีอย่างอื่นอีกเยอะ เช่น เถียง เสียงดัง ไม่ยอม ถ้าเราเผลอตีแขนเขาไปเบา ๆ คือจะสวนกลับโดยทันทีไม่แบบไหนก็แบบหนึ่ง บอกให้ช่วยทำอะไร ก่อนทำ (หรือบางทีไม่ทำ) ก็ชี้หน้าเราบอกว่า มีลูกมาเพื่อให้มาเป็น คนรับใช้ หรือเป็นทาสใช่มั๊ย?
ทุกกิริยาที่เค้าแสดงใส่เรา จะแสดงแบบอ่อนโยน ตอนที่อยากจะได้สิ่งของอะไรซักอย่าง ซึ่งปัจจุบันเราไม่ได้ซื้อให้แล้ว เพราะถือว่ามีครบทุกอย่างแล้ว ยกเว้นอย่างเดียวคือ มอเตอร์ไซค์ซึ่งเรายืนยันเด็ดขาดว่าไม่ซื้อให้ และพ่วงด้วยว่า หากเรียน ระดับ ป.ตรี จะมีเงินให้ใช้เรียน ทั้งหมดประมาณ 1.2-1.5 ล. ถ้าจำนวนนี้ ใช้แบบประหยัด บริหารจัดการแบบดี ๆ มีเงินเหลือ คือยกให้ทั้งหมด แต่ถ้าไม่พอ ให้ไปหากู้ กยศ.เอา
อีกไม่เกิน 3 ปีเราก็จะเกษียณจากการทำงานแล้วค่ะ เรามีเงินที่แบ่งเป็นส่วน ๆ เอาไว้ ว่าส่วนไหนเพื่ออะไร และมีส่วนใช้จ่ายบั้นปลายหลังเกษ๊ยณอีกส่วนนึง และมีเงินที่จะซื้อบ้านมือสองเงินสด สำหรับบั้นปลายของตัวเอง และได้ให้เค้าอาศัยอยู่ในอนาคตด้วย (เพราะเราสังหรณ์ว่าเค้าไม่น่าจะมีปัญญาซื้อบ้านเองได้ในอนาคต) ส่วนนี้ไม่ได้กระทบ เงินเก็บเพื่อเกษียณของเรานะคะ ถ้าเราไม่ได้ใช้ส่วนนี้ ก็จะทำให้เงินเก็บเพื่อเกษียณของเราบวกเพิ่มขึ้นค่ะ
เราเข้ามาตั้งกระทู้ ระบาย และอยากได้ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากแม่ ๆ หรืออาจจะจากคนที่มีประสบการณ์ในเรื่องอย่างนี้ เพราะก่อนหน้าเราถาม AI ก็จะได้คำตอบ คำปลอบใจแบบสวย ๆ คือความเข้าอกเข้าใจและเห็นใจเรา และขอให้เราอดทน แต่เราอยากได้แนวทาง / ความเห็นจากคนจริง ๆ บ้าง เผื่อจะทำให้เราตกผลึกความคิดของตัวเราเองได้ดีกว่านี้ และเตรียมแผน หรือเตรียมตัว แต่เนิ่น ๆ
ปล. ลูกจะปฎิบัติกับสามีเรา ดีกว่าเรามากเลยค่ะ แทบไม่มีคำพูด/กิริยาไม่ดีเลย หรือมีแต่น้อยกว่าเยอะ และเรากับสามีไม่ค่อยยุ่งกันค่ะ เหมือนต่างคนต่างอยู่กันมากกว่า ต่างคนต่างทำหน้าที่พ่อแม่กันไป ส่วนเรื่องการเงิน 100% เราเป็นคนทำงาน ส่วนสามีอยู่บ้าน ดูแลอาหารการกิน เสื้อผ้า และรับส่งไป รร. (ตั้งแต่เราลาคลอดครบ 3 เดือน สามีก็ลาออกจากงานมารับช่วงเลี้ยงลูกต่อ จนถึงทุกวันนี้ค่ะ) ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบ้านและค่าใช้จ่ายสามีและลูกเรารับผิดชอบ
อยากระบายเรื่องลูกชาย อายุ 15 ปี (ยาวหน่อยนะคะ)
แต่ตอนนี้ มีลูกแล้ว มีบางช่วงก็แอบคิดถึงป้าเรา ที่โดดน้ำฆ่าตัวตาย และเริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น/เป็นแบบนั้น
เพราะปัจจุบันมีบางช่วงบางเวลาที่เราแอบมีความคิดบางอย่างแบบเขาเหมือนกัน
คือคิดว่า จะเอายังงัยกับชีวิตตัวเองดี ต่อจากนี้ไป จะจากไปแบบหนีหายไป !! แบบ...ตัดใจ ไม่พบเจอ ไม่ติดต่อกันอีก ถือว่าที่ผ่านมา เราทำหน้าที่แม่เต็มที่และดีที่สุดแล้ว และทิ้งเงินไว้ให้เค้าเรียนต่อ ป.ตรีซักก้อนนึง แล้วเดินออกจากชีวิตเขาไป (รวมถึงสามีเราด้วย) ไปใช้ชีวิตของตัวเองเงียบ ๆ คนเดียว ด้วยเงินเก็บที่มีอยู่ โดยไม่ต้องอยู่ด้วยกันให้เจ็บช้ำน้ำใจ หรือว่าเราต้องมานั่งเสียใจ แอบร้องไห้อะไรอีก ซึ่งเราก็มีภาวะอาการโรคซึมเศร้า ที่ปัจจุบันรับยาและกินยาอยู่ทุกวัน ถึงจะไม่มาก วันละครั้ง ๆ ละครึ่งเม็ด (เพราะกินมากกว่านี้ไม่ได้ จะทำให้เหมือนป็นคนเฉื่อยชา และง่วงนอนตลอดเวลา หมอปรับยาให้เหลือครึ่งเม็ด จึงใช้ชีวิตปกติได้) แต่บางช่วงบางเวลาหากเราถูกปฎิบัติไม่ดี จากคนรอบข้าง ความรู้สึกเราจะดิ่งมาก จะย้ำคิดกับเรื่องนั้น ๆ เศร้า มีแอบร้องไห้ ท้อแท้ และไม่มีกระจิตกระใจทำอะไร
เรื่องมีอยู่ว่า ลูกเราพูดไม่เพาะกับเราเลยค่ะ ปกติไม่มีหางเสียง ทั้ง ๆ ที่ตอนเค้าเด็ก ๆ เริ่มพูดได้ความที่เป็นเด็ก ผช. เวลาเราพูดกับเค้าจะลงท้าย คำว่า “ ครับ ” กับเค้าทุกครั้ง ตั้งแต่เค้าอยู่อนุบาล แต่เค้าไม่เคยพูดคำลงท้ายนี้กับเราเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยกเว้นพูดประชดเรา น้ำเสียงที่พูดแข็งกระด้างตลอดเวลา (เราเคยได้ยินเค้าคุยกับคนคุยของเค้า เวลาพูดน้ำเสียงยังฟังดูดีกว่าการพูดกับเราซึ่งเป็นแม่แท้ ๆ ด้วยซ้ำ ) พูดกับเราหางเสียงไม่มีไม่ว่า ยังมีหางเสียงคำว่า “ วะ ” (ไม่ได้แบบชัดถ้อยชัดคำ แต่ก็คือรู้ว่าเป็นคำนี้) ติดมาด้วยทุกครั้ง เป็นแบบนี้มานานแล้วค่ะ และหนักมากเมื่อเริ่มเรียนมัธยม เมื่อเริ่มเป็นวัยรุ่น ( เราได้ยินเค้าคุยกับคนคุยของเค้า น้ำเสียงที่พูดด้วย อ่อนโยน และฟังดูดีกว่าพูดกับแม่เยอะเลย ) นอกจากนี้ยังมีอย่างอื่นอีกเยอะ เช่น เถียง เสียงดัง ไม่ยอม ถ้าเราเผลอตีแขนเขาไปเบา ๆ คือจะสวนกลับโดยทันทีไม่แบบไหนก็แบบหนึ่ง บอกให้ช่วยทำอะไร ก่อนทำ (หรือบางทีไม่ทำ) ก็ชี้หน้าเราบอกว่า มีลูกมาเพื่อให้มาเป็น คนรับใช้ หรือเป็นทาสใช่มั๊ย?
ทุกกิริยาที่เค้าแสดงใส่เรา จะแสดงแบบอ่อนโยน ตอนที่อยากจะได้สิ่งของอะไรซักอย่าง ซึ่งปัจจุบันเราไม่ได้ซื้อให้แล้ว เพราะถือว่ามีครบทุกอย่างแล้ว ยกเว้นอย่างเดียวคือ มอเตอร์ไซค์ซึ่งเรายืนยันเด็ดขาดว่าไม่ซื้อให้ และพ่วงด้วยว่า หากเรียน ระดับ ป.ตรี จะมีเงินให้ใช้เรียน ทั้งหมดประมาณ 1.2-1.5 ล. ถ้าจำนวนนี้ ใช้แบบประหยัด บริหารจัดการแบบดี ๆ มีเงินเหลือ คือยกให้ทั้งหมด แต่ถ้าไม่พอ ให้ไปหากู้ กยศ.เอา
อีกไม่เกิน 3 ปีเราก็จะเกษียณจากการทำงานแล้วค่ะ เรามีเงินที่แบ่งเป็นส่วน ๆ เอาไว้ ว่าส่วนไหนเพื่ออะไร และมีส่วนใช้จ่ายบั้นปลายหลังเกษ๊ยณอีกส่วนนึง และมีเงินที่จะซื้อบ้านมือสองเงินสด สำหรับบั้นปลายของตัวเอง และได้ให้เค้าอาศัยอยู่ในอนาคตด้วย (เพราะเราสังหรณ์ว่าเค้าไม่น่าจะมีปัญญาซื้อบ้านเองได้ในอนาคต) ส่วนนี้ไม่ได้กระทบ เงินเก็บเพื่อเกษียณของเรานะคะ ถ้าเราไม่ได้ใช้ส่วนนี้ ก็จะทำให้เงินเก็บเพื่อเกษียณของเราบวกเพิ่มขึ้นค่ะ
เราเข้ามาตั้งกระทู้ ระบาย และอยากได้ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากแม่ ๆ หรืออาจจะจากคนที่มีประสบการณ์ในเรื่องอย่างนี้ เพราะก่อนหน้าเราถาม AI ก็จะได้คำตอบ คำปลอบใจแบบสวย ๆ คือความเข้าอกเข้าใจและเห็นใจเรา และขอให้เราอดทน แต่เราอยากได้แนวทาง / ความเห็นจากคนจริง ๆ บ้าง เผื่อจะทำให้เราตกผลึกความคิดของตัวเราเองได้ดีกว่านี้ และเตรียมแผน หรือเตรียมตัว แต่เนิ่น ๆ
ปล. ลูกจะปฎิบัติกับสามีเรา ดีกว่าเรามากเลยค่ะ แทบไม่มีคำพูด/กิริยาไม่ดีเลย หรือมีแต่น้อยกว่าเยอะ และเรากับสามีไม่ค่อยยุ่งกันค่ะ เหมือนต่างคนต่างอยู่กันมากกว่า ต่างคนต่างทำหน้าที่พ่อแม่กันไป ส่วนเรื่องการเงิน 100% เราเป็นคนทำงาน ส่วนสามีอยู่บ้าน ดูแลอาหารการกิน เสื้อผ้า และรับส่งไป รร. (ตั้งแต่เราลาคลอดครบ 3 เดือน สามีก็ลาออกจากงานมารับช่วงเลี้ยงลูกต่อ จนถึงทุกวันนี้ค่ะ) ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบ้านและค่าใช้จ่ายสามีและลูกเรารับผิดชอบ