[CR] No.219 ล่าม : The Thai Interpreter (2569) : เมื่อภาษาทำให้เธอไร้เสียง คำแปลของฉันจะเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องอิสรภาพให้


- ก่อนจะได้รับเชิญให้ไปชมรอบสื่อกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้เห็นภาพ Poster ใน Feed จึงอดอนุมานกับตนเองขึ้นมาว่าตกลงนี่เป็นหนังไทยหรือต่างประเทศ ? เพราะในภาพที่เห็นมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอยู่ร่วมกันใน Flame เดียวกัน จนพอได้ดูจริงจึงถึงบางอ้อจากที่อ่านทั้งเรื่องย่อและดู Trailer รวมทั้งทำพิธี Q&A ร่วมกับผู้กำกับ นักแสดง และคุณเอ๋  เบญจวรรณ ภูมิแสน ในฐานะเจ้าของเรื่องราวที่ถูกนำมาสร้างบนโลกภาพยนตร์ทันทีว่าเป็นไปตามชื่อเรื่องที่ตัวผู้กำกับ Christopher Gosch เลือกหยิบเรื่องราวของเธอมาถ่ายทอดในแบบ Based on True Story และ Inspiration ผ่านมุมมองของคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกาออกมาอย่างงดงาม ซื่อตรงและจริงใจต่อการสัมผัสความหมายของอาชีพ ล่าม ที่ผมไม่เคยทราบ Details เบื้องลึกมาก่อน

- แล้วการเข้าฉายของเรื่องนี้มาคาบเกี่ยวกับช่วงที่มีข่าวคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียกับพ่อแม่ลูกชาวไทยพอดีตรงที่สื่อได้ให้พื้นที่กับอาชีพหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการไขคดี นั่นคือ ล่าม จนทำให้ผมเพิ่งได้ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของอาชีพนี้ว่า อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง ก่อนจะค่อย ๆ เห็นภาพของหน้าที่มากขึ้นเมื่อได้ดูหนัง ขณะเดียวกันตัวเรื่องถ่ายทอดปมในส่วนของหลังบ้านผ่าน ลดาวัลย์ นางเอกของเรื่องออกมาได้ลึกและหลากมิติเช่นกัน เพราะเมื่อนำเสนอผ่านมุมมองของคนไทยที่จากมาตุภูมิมาใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนมานาน มักจะมีภาวะคิดถึงบ้าน หรือ Homesick  ด้วยการนำเอาวัฒนธรรมของตนเองมาปฏิบัติในบ้านเขา ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ประเพณี หรือ ภาษา ที่ใช้ในการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ร่วมกันจนก่อตัวเป็นชุมชนต่อให้ยังสื่อสารกับคนในชาติที่ไปอยู่ไม่ได้ก็ตามที ฉะนั้นการมี ล่าม จึงจำเป็นและสำคัญต่อการติดต่อสื่อสารรวมถึงเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างผู้คนที่มีสัญชาติต่างกันให้สามารถแลกเปลี่ยนและเข้าหากันได้อย่างเปิดเผย

- ในส่วนของเรื่องราวที่ดูไปตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 46 นาที โดยรวมว่าหนังโฟกัสที่ตัวของคุณ  ลดาวัลย์ เป็นหลัก แต่พอกลับเปิดเรื่องมาด้วยชนวนเหตุสำคัญจากตัวละครอีกคนอย่าง  นุช สาวไทยที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบกลางถนนเนื่องจากมีเอี่ยวกับคดีการค้ามนุษย์จนเธอส่งเสียงร้องด้วยคำถามที่ฟังแล้วสะเทือนใจตามว่า “มีใครพูดไทยได้มั้ย ?” จากตรงนี้หนังจึงค่อย ๆ เทน้ำหนักในเวลาต่อมาระหว่างการทำหน้าที่ล่ามในชั้นศาล ร่วมกับ George ทนายความของนุช กับ ชีวิตส่วนตัวของคุณลดาวัลย์หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ด้วยการเล่าสลับไปมาที่ดูง่ายและสะดวกต่อการเรียบเรียง Events ที่กำลัง Run ไปแบบคาบเกี่ยว แม้มีมึนกับการ แวะไปสำรวจอีกมุมจนเผลอวูบโดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ Nicholas สามีของเธอแต่กลับมาลืมตาดูต่อเพราะมีการพูดถึง Case อื่น ๆ ที่เธอเคยช่วยเหลือจนกลายเป็นปมสะสมจากความกดทับที่ค่อย ๆ ผลักให้ตัวคุณลดาวัลย์อยากลาออกจากอาชีพนี้ ถึงอย่างนั้นยังสามารถรับสารที่หนังต้องการนำเสนอได้อยู่ดีว่า เบื้องหลังบทบาทของ ล่ามที่ดูเหมือนเป็นเพียงคนกลางในการแปลภาษา ยังมีเรื่องราว ความรู้สึก และแรงกดดันอีกมากมายที่ต้องแบกรับอยู่เบื้องหลัง

- ส่วนหนึ่งที่น่าติดตามด้วยเพราะนักแสดงแต่ละท่านส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการแสดงมาก่อน ถ้าไม่นับคุณฮีน ศศิธร ที่ผมคุ้นหน้าอยู่คนเดียวจากหนังเรื่อง ตะลุมพุก วาตภัยล้างแผ่นดิน (2545)  จึงทำให้ผมซึมซับไปกับเรื่องราวที่ไหลมาอย่างเรียบง่ายในเชิง Promote วัฒนธรรมที่แฝงกลิ่นอายความตึงเครียดจากขั้นตอนการพิจารณาคดีที่ Continue ไปค่อนข้างเข้มข้นโดยไม่ต้องยึดติดกับหัวโขนว่าใครเป็นดารา  ซึ่งผมมองว่าตรงนี้เป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ทำให้เรื่อง Run ไปตามหน้างานได้อย่างลื่นไหล โดยไม่ได้เร่งรีบเกินไป เพราะแต่ละท่านสามารถถ่ายทอดบทบาทที่ได้รับออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นนางเอกของเรื่องอย่างคุณแพรรี่ สกลกานต์, คุณฮีน ศศิธร , คุณ Ernest Walker หรือคุณสิทธิกร กัญญะไย ที่รับบทเป็นสมหมาย 1 ใน Case คนไทยที่เคยช่วยเหลือไปจนถึงผฝีมือการผู้กำกับอย่างคุณ Christopher Gosch เอง จนบางช่วงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูนักแสดงมืออาชีพประชันฝีมือกันอยู่จริง ๆ

- บางช่วงสังเกตว่าเหมือนกำลังดูหนังสารคดีกับหนังทดลองตามวิถีหนังนอกกระแสผสมกันอยู่จากการตั้งกล้องก็ดี การเลือกใช้โทนภาพก็ดี หรือแม้แต่การตัดต่อที่มีความเก่าไปทางเชยแต่กระนั้นไม่ใช่ปัญหาในเมื่อหนังมีประเด็นแข็งแรงและมีความตั้งใจพยายามสะท้อนอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมและความเชื่อผ่านแนวทางการเล่าที่วางตัวอยู่ระหว่างความเป็นหนังกฎหมายกับหนังแนวสารคดีชีวประวัติ โดยมีโหมดดราม่าคอย Support ให้ปมมีมิติหลาย Layers มากขึ้นออกมาให้ดีที่สุด ทั้งการพาไปสำรวจภัยมืดในสังคมกระทั่งระบบกระบวนการทางกฎหมายของอเมริกาที่ถูกส่งผ่านบทสนทนากระทั่งเพลงประกอบที่คุ้นหูตามสิ่งที่ตัวลดาวัลย์ต้องเผชิญทั้งในปัจจุบันและอดีตจนทำให้เราเห็นใจต่อภาระที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่จนแบกแทบไม่ไหวเพราะการเข้าไปช่วยเหลือคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐในฐานะคนแปลภาษา แถมคนที่ถูกกระทำยังเป็นคนชาติเดียวกันอีกมันเลยเกิดความเกื้อกูลระหว่างหน้าที่กับสามัญสำนึกของความเป็นคนที่ผมรู้สึกว่าเธอเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่หุ่นยนต์หรือ AI ที่คอยรับคำสั่งแล้วทำตามที่สั่งก่อนจบกันไป ซึ่งทำให้บทสรุปก่อนจากเป็นสิ่งที่พอคาดการณ์ได้อยู่ว่าจะมา Way ไหน ถึงมีบางจังหวะเอะใจในตรรกะของตัวละครขึ้นแต่พอคิดดูแล้วหันกลับไปมองในบ้านเราที่เป็นอยู่เลยไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเธอถึงตัดสินใจไปแบบนั้น

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่