แค่กลัว AI แย่งงาน ก็เปลี่ยนชีวิต ผลกระทบรถบรรทุกไร้คนขับเริ่มก่อนถูกเลิกจ้าง

งานวิจัยจากนักวิจัยมหาวิทยาลัย Vanderbilt ในสหรัฐฯ พบประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลกระทบของรถยนต์ไร้คนขับต่อแรงงาน นั่นคือ
แม้เทคโนโลยียังไม่ได้เข้ามาแทนที่คนจำนวนมากจริง ๆ แต่เพียงแค่คนเชื่อว่างานของตัวเองอาจหายไปในอนาคต ก็สามารถทำให้พฤติกรรมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปแล้ว
งานวิจัยดังกล่าวถูกนำเสนอโดยสำนักงานผู้แทนธนาคารแห่งเกาหลีในกรุงวอชิงตัน ผ่านการพูดถึงผลการศึกษาที่ชื่อ
End of the Road? Autonomous Vehicles and Displacement Risk
1. คนรุ่นใหม่เริ่มไม่อยากเข้าสู่อาชีพขับรถบรรทุก
หนึ่งในผลที่เห็นชัดที่สุดคือ
จำนวนคนที่เข้ามาใหม่ในอาชีพขับรถบรรทุกลดลงในพื้นที่ที่ผู้คนรับรู้เรื่องรถยนต์ไร้คนขับมากขึ้น
ในสหรัฐฯ ผู้ที่ต้องการขับรถบรรทุกเชิงพาณิชย์ต้องมีใบอนุญาต Commercial Driver's License หรือ CDL โดยงานวิจัยพบว่า พื้นที่ที่มีการทดลองใช้รถไร้คนขับมาก หรือผู้คนได้รับข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ผ่านโซเชียลมีเดียมาก มีสัดส่วนผู้สมัครขอใบอนุญาตดังกล่าวลดลง
ตัวอย่างเช่น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีการให้บริการโรโบแท็กซี่ สัดส่วนการได้รับใบอนุญาตขับรถเชิงพาณิชย์ลดลงประมาณ
0.6–1.0 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่รถไร้คนขับจะเข้ามา
ส่วนในนิวยอร์ก หากระดับการรับรู้เกี่ยวกับรถไร้คนขับเพิ่มขึ้น 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัดส่วนการได้รับใบอนุญาตขับรถเชิงพาณิชย์ลดลง
0.23 จุดเปอร์เซ็นต์
ที่น่าสนใจคือผลกระทบชัดเจนเป็นพิเศษในกลุ่มคนอายุ
42 ปีหรือต่ำกว่า ซึ่งมีสัดส่วนการได้รับใบอนุญาตลดลง
0.41 จุดเปอร์เซ็นต์
เหตุผลที่เป็นไปได้คือ คนหนุ่มสาวมีเวลาทำงานเหลืออีกหลายสิบปี จึงอาจมองว่าไม่คุ้มที่จะลงทุนเวลาและเงินเพื่อเข้าสู่อาชีพที่พวกเขาคิดว่าอาจถูก AI และระบบขับขี่อัตโนมัติแทนที่ในอนาคต
2. คนที่อยู่ในอาชีพอยู่แล้ว กลับทำงานมากขึ้น
สำหรับคนที่เป็นคนขับรถบรรทุกอยู่แล้ว การเปลี่ยนอาชีพไม่ใช่เรื่องง่าย งานวิจัยจึงพบพฤติกรรมอีกแบบหนึ่ง
ในพื้นที่ที่ผู้คนรับรู้ถึงความเสี่ยงจากรถไร้คนขับมากขึ้น คนขับรถบรรทุกมีแนวโน้ม
เพิ่มเวลาทำงาน
เมื่อระดับการรับรู้เกี่ยวกับรถไร้คนขับเพิ่มขึ้น 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ของคนขับรถบรรทุกเพิ่มขึ้นประมาณ
1%
แนวคิดหนึ่งที่นักวิจัยใช้ในการอธิบายพฤติกรรมนี้คือ คนขับรถอาจพยายามหาเงินและเก็บเงินเพิ่มในช่วงที่ยังมีงานทำ เพื่อสร้างเงินสำรองเอาไว้รับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต
พูดง่าย ๆ คือ
ยังไม่ถูกไล่ออก แต่เริ่มเตรียมตัวเหมือนว่าอาจตกงานในวันหนึ่ง
3. ความกลัวยังส่งผลต่อการก่อหนี้
ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะเรื่องการทำงาน แต่ยังลามไปถึงการตัดสินใจทางการเงิน
คนขับรถบรรทุกในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากการใช้งานรถไร้คนขับสูง มีแนวโน้ม
ยื่นขอสินเชื่อบ้านลดลง
เหตุผลที่เป็นไปได้คือ หากไม่มั่นใจว่ารายได้ในอนาคตจะมั่นคงหรือไม่ การตัดสินใจก่อหนี้ระยะยาว เช่น การซื้อบ้านด้วยสินเชื่อ ก็กลายเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากขึ้น
ดังนั้นเทคโนโลยีจึงอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ
ก่อนที่จะเกิดการเลิกจ้างครั้งใหญ่เสียอีก
4. ความกังวลยังสะท้อนออกมาทางการใช้จ่าย
งานวิจัยยังพบว่า ครัวเรือนของคนขับรถบรรทุกในพื้นที่ที่มีการรับรู้ถึงภัยจากรถไร้คนขับสูง มีรายจ่ายเกี่ยวกับ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
นักวิจัยมองว่าความเครียดและความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในการทำงานอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ควรเข้าใจว่าเป็น
ความสัมพันธ์ที่พบจากข้อมูล ไม่ได้หมายความว่างานวิจัยพิสูจน์ได้โดยตรงว่าความกลัวรถไร้คนขับเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้คนใช้จ่ายกับสินค้าดังกล่าวมากขึ้น
5. ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “รถไร้คนขับแย่งงานแล้ว”
สิ่งที่งานวิจัยนี้น่าสนใจคือ มันไม่ได้ชี้เพียงว่า AI หรือรถไร้คนขับกำลังเข้ามาแทนที่แรงงาน
แต่ชี้ให้เห็นว่า
ความคาดหวังว่าตัวเองอาจถูกแทนที่ในอนาคต ก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้ตั้งแต่วันนี้
คนที่ยังไม่ได้เข้าสู่อาชีพอาจเลือกไม่เข้ามาเลย
คนที่อยู่ในอาชีพอาจทำงานเพิ่มเพื่อเก็บเงิน
บางคนอาจหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ระยะยาว
และบางครัวเรือนอาจมีพฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนไปจากความเครียด
นี่ทำให้ผลกระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจอาจไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์เดียวแบบ “บริษัทนำหุ่นยนต์มาแล้วคนถูกเลิกจ้าง” แต่สามารถค่อย ๆ เกิดขึ้นผ่าน
การเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของผู้คนล่วงหน้า
บริบทเพิ่มเติม
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการมองผลกระทบของ AI ในวงกว้าง เพราะหากแรงงานเชื่อว่าอาชีพใดอาชีพหนึ่งมีความเสี่ยงสูงในอนาคต คนรุ่นใหม่อาจลดการเข้าสู่อาชีพนั้นตั้งแต่ต้น ขณะที่คนที่ทำงานอยู่แล้วอาจเร่งเก็บเงินหรือหลีกเลี่ยงการลงทุนระยะยาว
ดังนั้น เมื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากระบบอัตโนมัติ
การดูเฉพาะจำนวนคนที่ถูกเลิกจ้างอาจไม่เพียงพอ เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่เทคโนโลยียังไม่ได้เข้ามาแทนที่แรงงานอย่างเต็มรูปแบบ
สรุป
ข่าวนี้ไม่ได้บอกว่า “รถไร้คนขับแย่งงานคนขับรถบรรทุกไปแล้วจำนวนมหาศาล” แต่บอกว่า
เพียงแค่ความกลัวว่าจะถูกแทนที่ ก็สามารถทำให้ตลาดแรงงานและพฤติกรรมทางการเงินของคนเปลี่ยนไปก่อนที่การแทนที่จริงจะเกิดขึ้น
ข้อมูลจากข่าวต้นฉบับ อ้างอิงงานวิจัยของนักวิจัยมหาวิทยาลัย Vanderbilt ที่สำนักงานผู้แทนธนาคารแห่งเกาหลีในกรุงวอชิงตันนำมาเผยแพร่ รวมถึงตัวเลขเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ ชั่วโมงทำงาน การขอสินเชื่อบ้าน และการใช้จ่ายของครัวเรือนคนขับรถบรรทุก
#อันนี้เป็นของคนขับรถบรรทุกในสหรัฐฯ ส่วนตัวไม่แน่ใจว่ารถยนต์ไร้คนขับมันดีขนาดที่ต้องกังวลเรื่องถูกแทนที่หรือเปล่า แต่จากที่อ่านคิดว่ามีผลอยู่นะ
ที่มา (เอไอสรุป)
edaily
แค่กลัว AI แย่งงาน ก็เปลี่ยนชีวิต ผลกระทบรถบรรทุกไร้คนขับเริ่มก่อนถูกเลิกจ้าง
งานวิจัยจากนักวิจัยมหาวิทยาลัย Vanderbilt ในสหรัฐฯ พบประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลกระทบของรถยนต์ไร้คนขับต่อแรงงาน นั่นคือ แม้เทคโนโลยียังไม่ได้เข้ามาแทนที่คนจำนวนมากจริง ๆ แต่เพียงแค่คนเชื่อว่างานของตัวเองอาจหายไปในอนาคต ก็สามารถทำให้พฤติกรรมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปแล้ว
งานวิจัยดังกล่าวถูกนำเสนอโดยสำนักงานผู้แทนธนาคารแห่งเกาหลีในกรุงวอชิงตัน ผ่านการพูดถึงผลการศึกษาที่ชื่อ End of the Road? Autonomous Vehicles and Displacement Risk
1. คนรุ่นใหม่เริ่มไม่อยากเข้าสู่อาชีพขับรถบรรทุก
หนึ่งในผลที่เห็นชัดที่สุดคือ จำนวนคนที่เข้ามาใหม่ในอาชีพขับรถบรรทุกลดลงในพื้นที่ที่ผู้คนรับรู้เรื่องรถยนต์ไร้คนขับมากขึ้น
ในสหรัฐฯ ผู้ที่ต้องการขับรถบรรทุกเชิงพาณิชย์ต้องมีใบอนุญาต Commercial Driver's License หรือ CDL โดยงานวิจัยพบว่า พื้นที่ที่มีการทดลองใช้รถไร้คนขับมาก หรือผู้คนได้รับข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ผ่านโซเชียลมีเดียมาก มีสัดส่วนผู้สมัครขอใบอนุญาตดังกล่าวลดลง
ตัวอย่างเช่น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีการให้บริการโรโบแท็กซี่ สัดส่วนการได้รับใบอนุญาตขับรถเชิงพาณิชย์ลดลงประมาณ 0.6–1.0 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่รถไร้คนขับจะเข้ามา
ส่วนในนิวยอร์ก หากระดับการรับรู้เกี่ยวกับรถไร้คนขับเพิ่มขึ้น 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัดส่วนการได้รับใบอนุญาตขับรถเชิงพาณิชย์ลดลง 0.23 จุดเปอร์เซ็นต์
ที่น่าสนใจคือผลกระทบชัดเจนเป็นพิเศษในกลุ่มคนอายุ 42 ปีหรือต่ำกว่า ซึ่งมีสัดส่วนการได้รับใบอนุญาตลดลง 0.41 จุดเปอร์เซ็นต์
เหตุผลที่เป็นไปได้คือ คนหนุ่มสาวมีเวลาทำงานเหลืออีกหลายสิบปี จึงอาจมองว่าไม่คุ้มที่จะลงทุนเวลาและเงินเพื่อเข้าสู่อาชีพที่พวกเขาคิดว่าอาจถูก AI และระบบขับขี่อัตโนมัติแทนที่ในอนาคต
2. คนที่อยู่ในอาชีพอยู่แล้ว กลับทำงานมากขึ้น
สำหรับคนที่เป็นคนขับรถบรรทุกอยู่แล้ว การเปลี่ยนอาชีพไม่ใช่เรื่องง่าย งานวิจัยจึงพบพฤติกรรมอีกแบบหนึ่ง
ในพื้นที่ที่ผู้คนรับรู้ถึงความเสี่ยงจากรถไร้คนขับมากขึ้น คนขับรถบรรทุกมีแนวโน้ม เพิ่มเวลาทำงาน
เมื่อระดับการรับรู้เกี่ยวกับรถไร้คนขับเพิ่มขึ้น 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ของคนขับรถบรรทุกเพิ่มขึ้นประมาณ 1%
แนวคิดหนึ่งที่นักวิจัยใช้ในการอธิบายพฤติกรรมนี้คือ คนขับรถอาจพยายามหาเงินและเก็บเงินเพิ่มในช่วงที่ยังมีงานทำ เพื่อสร้างเงินสำรองเอาไว้รับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต
พูดง่าย ๆ คือ ยังไม่ถูกไล่ออก แต่เริ่มเตรียมตัวเหมือนว่าอาจตกงานในวันหนึ่ง
3. ความกลัวยังส่งผลต่อการก่อหนี้
ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะเรื่องการทำงาน แต่ยังลามไปถึงการตัดสินใจทางการเงิน
คนขับรถบรรทุกในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากการใช้งานรถไร้คนขับสูง มีแนวโน้ม ยื่นขอสินเชื่อบ้านลดลง
เหตุผลที่เป็นไปได้คือ หากไม่มั่นใจว่ารายได้ในอนาคตจะมั่นคงหรือไม่ การตัดสินใจก่อหนี้ระยะยาว เช่น การซื้อบ้านด้วยสินเชื่อ ก็กลายเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากขึ้น
ดังนั้นเทคโนโลยีจึงอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ ก่อนที่จะเกิดการเลิกจ้างครั้งใหญ่เสียอีก
4. ความกังวลยังสะท้อนออกมาทางการใช้จ่าย
งานวิจัยยังพบว่า ครัวเรือนของคนขับรถบรรทุกในพื้นที่ที่มีการรับรู้ถึงภัยจากรถไร้คนขับสูง มีรายจ่ายเกี่ยวกับ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
นักวิจัยมองว่าความเครียดและความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในการทำงานอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ควรเข้าใจว่าเป็น ความสัมพันธ์ที่พบจากข้อมูล ไม่ได้หมายความว่างานวิจัยพิสูจน์ได้โดยตรงว่าความกลัวรถไร้คนขับเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้คนใช้จ่ายกับสินค้าดังกล่าวมากขึ้น
5. ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “รถไร้คนขับแย่งงานแล้ว”
สิ่งที่งานวิจัยนี้น่าสนใจคือ มันไม่ได้ชี้เพียงว่า AI หรือรถไร้คนขับกำลังเข้ามาแทนที่แรงงาน
แต่ชี้ให้เห็นว่า ความคาดหวังว่าตัวเองอาจถูกแทนที่ในอนาคต ก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้ตั้งแต่วันนี้
คนที่ยังไม่ได้เข้าสู่อาชีพอาจเลือกไม่เข้ามาเลย
คนที่อยู่ในอาชีพอาจทำงานเพิ่มเพื่อเก็บเงิน
บางคนอาจหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ระยะยาว
และบางครัวเรือนอาจมีพฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนไปจากความเครียด
นี่ทำให้ผลกระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจอาจไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์เดียวแบบ “บริษัทนำหุ่นยนต์มาแล้วคนถูกเลิกจ้าง” แต่สามารถค่อย ๆ เกิดขึ้นผ่าน การเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของผู้คนล่วงหน้า
บริบทเพิ่มเติม
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการมองผลกระทบของ AI ในวงกว้าง เพราะหากแรงงานเชื่อว่าอาชีพใดอาชีพหนึ่งมีความเสี่ยงสูงในอนาคต คนรุ่นใหม่อาจลดการเข้าสู่อาชีพนั้นตั้งแต่ต้น ขณะที่คนที่ทำงานอยู่แล้วอาจเร่งเก็บเงินหรือหลีกเลี่ยงการลงทุนระยะยาว
ดังนั้น เมื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากระบบอัตโนมัติ การดูเฉพาะจำนวนคนที่ถูกเลิกจ้างอาจไม่เพียงพอ เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่เทคโนโลยียังไม่ได้เข้ามาแทนที่แรงงานอย่างเต็มรูปแบบ
สรุป
ข่าวนี้ไม่ได้บอกว่า “รถไร้คนขับแย่งงานคนขับรถบรรทุกไปแล้วจำนวนมหาศาล” แต่บอกว่า เพียงแค่ความกลัวว่าจะถูกแทนที่ ก็สามารถทำให้ตลาดแรงงานและพฤติกรรมทางการเงินของคนเปลี่ยนไปก่อนที่การแทนที่จริงจะเกิดขึ้น
ข้อมูลจากข่าวต้นฉบับ อ้างอิงงานวิจัยของนักวิจัยมหาวิทยาลัย Vanderbilt ที่สำนักงานผู้แทนธนาคารแห่งเกาหลีในกรุงวอชิงตันนำมาเผยแพร่ รวมถึงตัวเลขเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ ชั่วโมงทำงาน การขอสินเชื่อบ้าน และการใช้จ่ายของครัวเรือนคนขับรถบรรทุก
#อันนี้เป็นของคนขับรถบรรทุกในสหรัฐฯ ส่วนตัวไม่แน่ใจว่ารถยนต์ไร้คนขับมันดีขนาดที่ต้องกังวลเรื่องถูกแทนที่หรือเปล่า แต่จากที่อ่านคิดว่ามีผลอยู่นะ
ที่มา (เอไอสรุป) edaily