หุ้นไทยเริ่มแผ่ว! FUND FLOW ต่างชาติชะลอ เปิด 4 ปัจจัยกดดัน สกัด Upside หลังพุ่งแรง 29% ใน 7 เดือน
Keypoints :
- ตลาดหุ้นไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวและเสน่ห์ลดลง หลังสร้างผลตอบแทนสูงถึง 29% ในช่วง 7 เดือนแรก โดยแรงหนุนสำคัญจาก Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติเริ่มแผ่วลง
- ปัจจัยกดดันประการแรกคือ Momentum ที่เริ่มอ่อนแรงลงตามกราฟ RRG ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดอาจไม่สามารถทำผลงานได้โดดเด่นกว่าตลาดโลกเหมือนที่ผ่านมา
- ปัจจัยที่สองคือ Fund Flow ต่างชาติที่เริ่มไหลออก เนื่องจากสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ทำให้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในฐานะแหล่งพักเงิน (Safe Haven) ลดลง และเกิดแรงขายทำกำไร
- ปัจจัยที่สามคือแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ดัชนีหุ้นจะปรับตัวขึ้นก็ตาม จึงลดแรงจูงใจในการลงทุน
- ปัจจัยสุดท้ายคือความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กลับมากดดัน Sentiment ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจและเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนสินทรัพย์ไทย
ตลาดหุ้นไทย เริ่มส่งสัญญาณ “เสน่ห์ลดลง” หลังสร้างผลตอบแทนโดดเด่นเกือบ 29% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 จนติดกลุ่มตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงของโลก และได้แรงหนุนสำคัญจาก FUND FLOW ต่างชาติ ล่าสุดโมเมนตัมเริ่มชะลอ ขณะที่แรงซื้อจากต่างชาติเริ่มแผ่ว หลังความเสี่ยงสงครามคลี่คลาย ประกอบกับเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าและความไม่แน่นอนทางการเมืองกลับมากดดัน SENTIMENT
นักวิเคราะห์แนะลดการไล่ซื้อดัชนี เน้นหุ้น DOMESTIC ที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจในประเทศ โดยเลือก CPALL, MTC และ THAI เป็น TOP PICK
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี หุ้นไทย สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นเกือบ 29% และขึ้นมาอยู่ในกลุ่มตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดของโลก โดยได้รับแรงหนุนจาก FUND FLOW ต่างชาติ
รวมถึงบทบาทของตลาดหุ้นไทยในฐานะแหล่งพักเงินช่วงที่ความเสี่ยงสงครามเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป และเห็นสัญญาณว่าเสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยกำลังลดลงจาก 4 ปัจจัยสำคัญ
MOMENTUM ใน RRG เริ่มอ่อนแรง: แม้ตลาดหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนย้อนหลังที่โดดเด่น แต่ตำแหน่งใน RELATIVE ROTATION GRAPH เริ่มสะท้อนว่า MOMENTUM กำลังชะลอลง และมีแนวโน้มเคลื่อนจากช่วง LEADING ไปสู่ WEAKENING จึงเป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้ OUTPERFORM ตลาดโลกต่อเนื่องเหมือนในช่วงก่อนหน้า และมีโอกาสกลับไปเคลื่อนไหวใกล้เคียงตลาดภูมิภาคหรือสหรัฐมากขึ้น
FUND FLOW เริ่มไหลออกเมื่อสงครามผ่อนคลาย: แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติในช่วงก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งพักเงินในช่วงที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์สงครามเริ่มผ่อนคลาย ความต้องการถือหุ้นไทยในฐานะ SAFE HAVEN จึงลดลง ส่งผลให้ FUND FLOW พลิกจากการซื้อสะสมเป็นการทยอยขายสุทธิ และเพิ่มโอกาสเกิดแรงขายทำกำไรหลัง SET ปรับขึ้นมาแรง ดังนั้น หากไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาทดแทน ตลาดอาจเผชิญข้อจำกัดด้าน UPSIDE ในระยะสั้น
BOND YIELD ต่ำ แต่เงินบาทอาจอ่อนค่า: BOND YIELD ไทยอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นที่มีภาระดอกเบี้ยสูง และช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ในมุมของนักลงทุนต่างชาติ BOND YIELD ที่ต่ำและโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยที่จำกัด ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศยังไม่น่าสนใจ และอาจกดดันให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ผลที่ตามมาคือ นักลงทุนต่างชาติอาจขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้น เช่น หุ้นบวก 3% แต่เงินบาทอ่อนค่าในระดับใกล้เคียงกัน ผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นดอลลาร์อาจเหลือไม่มาก จึงลดแรงจูงใจในการนำเงินกลับเข้ามาลงทุน
การเมืองกลับมากวนใจเล็กน้อย: ความไม่แน่นอนทางการเมืองเริ่มกลับมาเป็นปัจจัยรบกวน SENTIMENT ทั้งจากกระบวนการพิจารณาคดีทางการเมือง ประเด็นเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และการเปิดประชุมรัฐสภา แม้ยังไม่ใช่ความเสี่ยงที่รุนแรงพอจะเปลี่ยนแนวโน้มตลาดทันที แต่สามารถทำให้นักลงทุนชะลอการเพิ่มน้ำหนักลงทุน และเพิ่มส่วนลดความเสี่ยงต่อสินทรัพย์ไทยในระยะสั้นได้
กลยุทธ์: ลดการไล่ซื้อดัชนี เน้นหุ้น DOMESTIC ได้แก่ CPALL, CRC, DOHOME, ERW, CENTEL, BA, THAI, BDMS, BH, MTC, SAWAD และ TIDLOR โดย TOP PICK เลือก CPALL, MTC และ THAI
ที่มา
หุ้นไทยเริ่มแผ่ว! FUND FLOW ต่างชาติชะลอ เปิด 4 ปัจจัยกดดัน
หุ้นไทยเริ่มแผ่ว! FUND FLOW ต่างชาติชะลอ เปิด 4 ปัจจัยกดดัน สกัด Upside หลังพุ่งแรง 29% ใน 7 เดือน
Keypoints :
- ตลาดหุ้นไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวและเสน่ห์ลดลง หลังสร้างผลตอบแทนสูงถึง 29% ในช่วง 7 เดือนแรก โดยแรงหนุนสำคัญจาก Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติเริ่มแผ่วลง
- ปัจจัยกดดันประการแรกคือ Momentum ที่เริ่มอ่อนแรงลงตามกราฟ RRG ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดอาจไม่สามารถทำผลงานได้โดดเด่นกว่าตลาดโลกเหมือนที่ผ่านมา
- ปัจจัยที่สองคือ Fund Flow ต่างชาติที่เริ่มไหลออก เนื่องจากสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ทำให้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในฐานะแหล่งพักเงิน (Safe Haven) ลดลง และเกิดแรงขายทำกำไร
- ปัจจัยที่สามคือแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ดัชนีหุ้นจะปรับตัวขึ้นก็ตาม จึงลดแรงจูงใจในการลงทุน
- ปัจจัยสุดท้ายคือความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กลับมากดดัน Sentiment ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจและเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนสินทรัพย์ไทย
ตลาดหุ้นไทย เริ่มส่งสัญญาณ “เสน่ห์ลดลง” หลังสร้างผลตอบแทนโดดเด่นเกือบ 29% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 จนติดกลุ่มตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงของโลก และได้แรงหนุนสำคัญจาก FUND FLOW ต่างชาติ ล่าสุดโมเมนตัมเริ่มชะลอ ขณะที่แรงซื้อจากต่างชาติเริ่มแผ่ว หลังความเสี่ยงสงครามคลี่คลาย ประกอบกับเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าและความไม่แน่นอนทางการเมืองกลับมากดดัน SENTIMENT
นักวิเคราะห์แนะลดการไล่ซื้อดัชนี เน้นหุ้น DOMESTIC ที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจในประเทศ โดยเลือก CPALL, MTC และ THAI เป็น TOP PICK
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี หุ้นไทย สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นเกือบ 29% และขึ้นมาอยู่ในกลุ่มตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดของโลก โดยได้รับแรงหนุนจาก FUND FLOW ต่างชาติ
รวมถึงบทบาทของตลาดหุ้นไทยในฐานะแหล่งพักเงินช่วงที่ความเสี่ยงสงครามเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป และเห็นสัญญาณว่าเสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยกำลังลดลงจาก 4 ปัจจัยสำคัญ
MOMENTUM ใน RRG เริ่มอ่อนแรง: แม้ตลาดหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนย้อนหลังที่โดดเด่น แต่ตำแหน่งใน RELATIVE ROTATION GRAPH เริ่มสะท้อนว่า MOMENTUM กำลังชะลอลง และมีแนวโน้มเคลื่อนจากช่วง LEADING ไปสู่ WEAKENING จึงเป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้ OUTPERFORM ตลาดโลกต่อเนื่องเหมือนในช่วงก่อนหน้า และมีโอกาสกลับไปเคลื่อนไหวใกล้เคียงตลาดภูมิภาคหรือสหรัฐมากขึ้น
FUND FLOW เริ่มไหลออกเมื่อสงครามผ่อนคลาย: แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติในช่วงก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งพักเงินในช่วงที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์สงครามเริ่มผ่อนคลาย ความต้องการถือหุ้นไทยในฐานะ SAFE HAVEN จึงลดลง ส่งผลให้ FUND FLOW พลิกจากการซื้อสะสมเป็นการทยอยขายสุทธิ และเพิ่มโอกาสเกิดแรงขายทำกำไรหลัง SET ปรับขึ้นมาแรง ดังนั้น หากไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาทดแทน ตลาดอาจเผชิญข้อจำกัดด้าน UPSIDE ในระยะสั้น
BOND YIELD ต่ำ แต่เงินบาทอาจอ่อนค่า: BOND YIELD ไทยอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นที่มีภาระดอกเบี้ยสูง และช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ในมุมของนักลงทุนต่างชาติ BOND YIELD ที่ต่ำและโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยที่จำกัด ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศยังไม่น่าสนใจ และอาจกดดันให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ผลที่ตามมาคือ นักลงทุนต่างชาติอาจขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้น เช่น หุ้นบวก 3% แต่เงินบาทอ่อนค่าในระดับใกล้เคียงกัน ผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นดอลลาร์อาจเหลือไม่มาก จึงลดแรงจูงใจในการนำเงินกลับเข้ามาลงทุน
การเมืองกลับมากวนใจเล็กน้อย: ความไม่แน่นอนทางการเมืองเริ่มกลับมาเป็นปัจจัยรบกวน SENTIMENT ทั้งจากกระบวนการพิจารณาคดีทางการเมือง ประเด็นเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และการเปิดประชุมรัฐสภา แม้ยังไม่ใช่ความเสี่ยงที่รุนแรงพอจะเปลี่ยนแนวโน้มตลาดทันที แต่สามารถทำให้นักลงทุนชะลอการเพิ่มน้ำหนักลงทุน และเพิ่มส่วนลดความเสี่ยงต่อสินทรัพย์ไทยในระยะสั้นได้
กลยุทธ์: ลดการไล่ซื้อดัชนี เน้นหุ้น DOMESTIC ได้แก่ CPALL, CRC, DOHOME, ERW, CENTEL, BA, THAI, BDMS, BH, MTC, SAWAD และ TIDLOR โดย TOP PICK เลือก CPALL, MTC และ THAI
ที่มา