ที่มา : จากหนังสือ “พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย” ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
กิจในอริยสัจ ๔
คือ หน้าที่อันจะพึงกระทำต่อ อริยสัจ ๔ แต่ละอย่าง ดังนี้
.
๑.
ทุกข์ คู่กับกิจ คือ “ปริญญา” ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรกําหนดรู้ ดังนั้น ทุกข์ และธรรมทั้งหลายที่อยู่ในจําพวกปัญหา หรือเป็นที่ตั้งแห่งปัญหา จึงรวมเรียกว่า “ปริญไญยธรรม” (ธรรมที่ควรกําหนดรู้)
.
๒.
สมุทัย คู่กับกิจ คือ “ปหานะ” ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรละ หรือกําจัด ดังนั้น ตัณหา และธรรมจําพวกที่ทําให้เกิดปัญหา เป็นเหตุแห่งทุกข์ เช่น อวิชชา โลภะ โทสะ อุปาทาน เป็นต้น จึงเรียกรวมว่า “ปหาตัพพธรรม” (ธรรมที่ควรละ)
.
๓.
นิโรธ คู่กับกิจ คือ “สัจฉิกิริยา” ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรทําให้แจ้ง หรือควรบรรลุ ดังนั้น นิพพาน และ ธรรมจําพวกที่เป็นจุดหมาย หรือเป็นที่แก้ปัญหา จึงเรียกรวมว่า “สัจฉิกาตัพพธรรม” (ธรรมที่ควรทําให้แจ้ง)
.
๔.
มรรค คู่กับกิจ คือ “ภาวนา” ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรเจริญ คือปฏิบัติดําเนินการ ดังนั้น มรรคามีองค์ ๘ และธรรมทั้งหลายที่เป็นพวกข้อปฏิบัติ เป็นวิธีการเพื่อเข้าถึงจุดหมาย จึงรวมเรียกว่า “ภาเวตัพพธรรม” (ธรรม ที่ควรเจริญ)
.
ธรรมทั้งหมด หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงบรรดามี ย่อมจัดรวมเข้าในประเภทใดประเภทหนึ่ง แห่งธรรม ๔ จําพวกนี้ ไม่มีเหลือ
.
ในมรรคาแห่งความดับทุกข์ หรือปฏิบัติการแก้ปัญหาทั้งหลาย ตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด ตั้งแต่ภายนอกจนถึงลึกซึ้งภายใน ผู้ศึกษาที่สนใจ อาจคอยจับธรรมที่ตนเกี่ยวข้อง จัดเข้าในธรรม ๔ ประเภทนี้ได้เสมอ เช่น ในการปฏิบัติขั้นถึงแก่น เอาแต่สาระ พระพุทธเจ้าเคยทรงแสดงธรรม ๔ ประเภทไว้ ดังนี้
.
๑.
(ทุกข์) ปริญไญยธรรม(ธรรมที่ควรกําหนดูรู้) ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕
๒.
(สมุทัย) ปหาตัพพธรรม (ธรรมที่ควรละ) ได้แก่ อวิชชา และ ภวตัณหา
๓.
(นิโรธ) สัจฉิกาตัพพธรรม (ธรรมที่ควรทําให้แจ้ง) ได้แก่ วิชชา และ วิมุตติ
๔.
(มรรค) ภาเวตัพพธรรม (ธรรม ที่ควรเจริญ) ได้แก่ สมถะ และ วิปัสสนา
.
แนวอธิบาย อริยสัจ ๔ โดยสังเขป(อุปมา)
อรรถกถาได้เปรียบเทียบอริยสัจ ๔ ไว้เป็นข้ออุปมานัยต่างๆ มีบางข้อน่าสนใจ เช่น
.
ทุกข์ เหมือนโรค
สมุทัย เหมือนสมุฏฐานของโรค
นิโรธ เหมือนความหายโรค
มรรค เหมือนยาบําบัดโรค
.
ทุกข์ เหมือนทุพภิกขภัย
สมุทัย เหมือนฝนแล้ง
นิโรธ เหมือนภาวะอุดมสมบูรณ์
มรรค เหมือนฝนดี
.
ทุกข์ เหมือนภัย
สมุทัย เหมือนเหตุแห่งภัย
นิโรธ เหมือนความพ้นภัย
มรรค เหมือนอุบายให้พ้นภัย
.
ทุกข์ เหมือนของหนัก
สมุทัย เหมือนการแบกของหนักไว้
นิโรธ เหมือนการวางของหนักลงได้
มรรค เหมือนอุบายวิธีที่จะเอาของหนักลงวาง
.
ที่มา : จากหนังสือ “พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย” ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
อย่าให้ “กิจในอริยสัจ ๔” กลายเป็นการฟังธรรมหรือศึกษาพระไตรปิฎกเพียงอย่างเดียว
กิจในอริยสัจ ๔
คือ หน้าที่อันจะพึงกระทำต่อ อริยสัจ ๔ แต่ละอย่าง ดังนี้
.
๑. ทุกข์ คู่กับกิจ คือ “ปริญญา” ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรกําหนดรู้ ดังนั้น ทุกข์ และธรรมทั้งหลายที่อยู่ในจําพวกปัญหา หรือเป็นที่ตั้งแห่งปัญหา จึงรวมเรียกว่า “ปริญไญยธรรม” (ธรรมที่ควรกําหนดรู้)
.
๒.สมุทัย คู่กับกิจ คือ “ปหานะ” ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรละ หรือกําจัด ดังนั้น ตัณหา และธรรมจําพวกที่ทําให้เกิดปัญหา เป็นเหตุแห่งทุกข์ เช่น อวิชชา โลภะ โทสะ อุปาทาน เป็นต้น จึงเรียกรวมว่า “ปหาตัพพธรรม” (ธรรมที่ควรละ)
.
๓.นิโรธ คู่กับกิจ คือ “สัจฉิกิริยา” ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรทําให้แจ้ง หรือควรบรรลุ ดังนั้น นิพพาน และ ธรรมจําพวกที่เป็นจุดหมาย หรือเป็นที่แก้ปัญหา จึงเรียกรวมว่า “สัจฉิกาตัพพธรรม” (ธรรมที่ควรทําให้แจ้ง)
.
๔.มรรค คู่กับกิจ คือ “ภาวนา” ในฐานะเป็นสิ่งที่ควรเจริญ คือปฏิบัติดําเนินการ ดังนั้น มรรคามีองค์ ๘ และธรรมทั้งหลายที่เป็นพวกข้อปฏิบัติ เป็นวิธีการเพื่อเข้าถึงจุดหมาย จึงรวมเรียกว่า “ภาเวตัพพธรรม” (ธรรม ที่ควรเจริญ)
.
ธรรมทั้งหมด หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงบรรดามี ย่อมจัดรวมเข้าในประเภทใดประเภทหนึ่ง แห่งธรรม ๔ จําพวกนี้ ไม่มีเหลือ
.
ในมรรคาแห่งความดับทุกข์ หรือปฏิบัติการแก้ปัญหาทั้งหลาย ตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด ตั้งแต่ภายนอกจนถึงลึกซึ้งภายใน ผู้ศึกษาที่สนใจ อาจคอยจับธรรมที่ตนเกี่ยวข้อง จัดเข้าในธรรม ๔ ประเภทนี้ได้เสมอ เช่น ในการปฏิบัติขั้นถึงแก่น เอาแต่สาระ พระพุทธเจ้าเคยทรงแสดงธรรม ๔ ประเภทไว้ ดังนี้
.
๑. (ทุกข์) ปริญไญยธรรม(ธรรมที่ควรกําหนดูรู้) ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕
๒.(สมุทัย) ปหาตัพพธรรม (ธรรมที่ควรละ) ได้แก่ อวิชชา และ ภวตัณหา
๓.(นิโรธ) สัจฉิกาตัพพธรรม (ธรรมที่ควรทําให้แจ้ง) ได้แก่ วิชชา และ วิมุตติ
๔.(มรรค) ภาเวตัพพธรรม (ธรรม ที่ควรเจริญ) ได้แก่ สมถะ และ วิปัสสนา
.
แนวอธิบาย อริยสัจ ๔ โดยสังเขป(อุปมา)
อรรถกถาได้เปรียบเทียบอริยสัจ ๔ ไว้เป็นข้ออุปมานัยต่างๆ มีบางข้อน่าสนใจ เช่น
.
ทุกข์ เหมือนโรค
สมุทัย เหมือนสมุฏฐานของโรค
นิโรธ เหมือนความหายโรค
มรรค เหมือนยาบําบัดโรค
.
ทุกข์ เหมือนทุพภิกขภัย
สมุทัย เหมือนฝนแล้ง
นิโรธ เหมือนภาวะอุดมสมบูรณ์
มรรค เหมือนฝนดี
.
ทุกข์ เหมือนภัย
สมุทัย เหมือนเหตุแห่งภัย
นิโรธ เหมือนความพ้นภัย
มรรค เหมือนอุบายให้พ้นภัย
.
ทุกข์ เหมือนของหนัก
สมุทัย เหมือนการแบกของหนักไว้
นิโรธ เหมือนการวางของหนักลงได้
มรรค เหมือนอุบายวิธีที่จะเอาของหนักลงวาง
.
ที่มา : จากหนังสือ “พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย” ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )