☕ ดื่ม "กาแฟแก้วแรก" เช้าเกินไป อาจเป็นต้นเหตุของภาวะ "พลังหมดก๊อก" ในช่วงบ่าย

สำหรับหลายๆ คน พอตื่นนอนตอนเช้าก็คงหนีไม่พ้นการคว้า "กาแฟ" สักแก้วเพื่อปลุกสมองให้พร้อมทำงานใช่ไหมคะ หากตกบ่ายมาแล้วรู้สึกใจหวิวๆ กระวนกระวาย สมาธิหลุด หรือหมดพลังอย่างรวดเร็วจนอยากหลับ เบื้องหลังความอ่อนเพลียกะทันหันนี้อาจมาจากการที่เราเติมคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกายเร็วเกินไปนั่นเองค่ะ วันนี้บลูโซนจะพามาไขความลับของนาฬิกาชีวิต เพื่อให้เราดื่มกาแฟได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสดชื่นไปตลอดทั้งวันกันค่ะ
.
⏰ "คอร์ติซอล" นาฬิกาปลุกธรรมชาติของร่างกาย
ทันทีที่เราลืมตาตื่น ร่างกายจะมีกลไกธรรมชาติที่คอยปลุกให้เราตื่นตัว โดยจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า "คอร์ติซอล" (Cortisol) ออกมา ซึ่งระดับของฮอร์โมนตัวนี้จะพุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงประมาณ 30-45 นาทีแรกของวันค่ะ ฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่เสมือน "กาแฟธรรมชาติ" ที่สูบฉีดพลังงานให้เรามีแรงลุกไปเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสดใส
.
📉 สาดคาเฟอีนผิดจังหวะ พาแบตเตอรี่ร่วงช่วงบ่าย
ในจังหวะที่ร่างกายกำลังเร่งเครื่องด้วยคอร์ติซอลอย่างเต็มที่ หากเราสาด "คาเฟอีน" เข้าไปซ้อนทับ ระบบต่างๆ จะถูกกระตุ้นจนทำงานหนักเกินขีดจำกัด (Overstimulated) แทนที่จะได้ความสดชื่นเพิ่มขึ้น กลับกลายเป็นการไปรบกวนกลไกธรรมชาติของฮอร์โมนค่ะ เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ฤทธิ์ของทั้งคอร์ติซอลและคาเฟอีนที่เคยพุ่งสูง จะจับมือกันลดฮวบลงมาพร้อมๆ กัน ส่งผลให้เกิดภาวะ "Crash" หรืออาการแบตหมดกะทันหัน ทำให้เรารู้สึกตื้อ มึนงง และอ่อนเพลียจนต้องรีบหาของหวานหรือกาแฟแก้วที่สองมาเติมด่วนๆ ค่ะ
.
⏱️ ช่วงเวลาทองของการดื่มกาแฟ
เพื่อหลีกเลี่ยงอาการพลังหมดก๊อก เราสามารถปรับจังหวะการดื่มกาแฟให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตได้ค่ะ ช่วงเวลาที่เหมาะสมและแนะนำให้ดื่มที่สุดคือ "09.30 – 11.30 น." หรือหลังจากตื่นนอนไปแล้วอย่างน้อย 1.5 - 2 ชั่วโมง เพราะเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลเริ่มลดลง คาเฟอีนจึงสามารถเข้าไปรับไม้ต่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยให้เราตื่นตัวแบบนุ่มนวล โฟกัสงานได้ยาวนานยิ่งขึ้นค่ะ ส่วนช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงคือ 08.00-09.00 น. ช่วงหลังมื้อเที่ยง 12.00-13.00 น. และช่วงเย็นหลัง 16.00 น. เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับในเวลากลางคืนนะคะ
.
💡 ทริคปรับพฤติกรรม ดึงความสดชื่นให้อยู่ยาวตลอดวัน
การปรับเปลี่ยนกิจวัตรยามเช้าเพียงเล็กน้อย จะช่วยคืนสมดุลให้ร่างกายและลดความเหนื่อยล้าได้ดีเยี่ยมเลยค่ะ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ
1️⃣ เติมความชุ่มชื้นด้วยน้ำเปล่าก่อนเสมอ
เมื่อตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ควรทำคือการดื่มน้ำเปล่าสัก 1 แก้วเพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปตลอดทั้งคืน ปล่อยให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลได้ทำหน้าที่ปลุกคุณอย่างเต็มที่ก่อน แล้วค่อยเตรียมตัวชงกาแฟแก้วโปรดในลำดับถัดไปค่ะ
2️⃣ ขยับเวลาดื่มกาแฟแก้วแรกออกไป
ลองให้เวลาร่างกายได้ตื่นด้วยตัวเองก่อนสัก 1-2 ชั่วโมง จากนั้นจึงค่อยดื่มกาแฟ วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะร่างกายดื้อคาเฟอีน และป้องกันอาการใจสั่นจากการถูกกระตุ้นมากเกินไปได้อย่างเห็นผลค่ะ
3️⃣ เลี่ยงกาแฟพร้อมมื้ออาหารเที่ยง
การดื่มกาแฟควบคู่กับมื้ออาหารกลางวัน หรือช่วง 12.00-13.00 น. มักจะไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหารบางชนิด และอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึมหลังทานข้าว (Food Coma) รุนแรงขึ้น หากต้องการความสดชื่นในช่วงบ่าย แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่า หรือขยับร่างกายยืดเส้นยืดสายแทนค่ะ
.
การปรับเวลาดื่มกาแฟช่วยแก้ปัญหาความอ่อนเพลียระหว่างวันได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ แต่หากใครที่รู้สึกว่าเซลล์ในร่างกายอ่อนล้าสะสม พักผ่อนเท่าไหร่ก็ยังตื่นมาไม่สดชื่น มีอาการพลังหมดก๊อกอยู่บ่อยๆ การฟื้นฟูระบบพลังงานจากภายในคือคำตอบที่ยั่งยืนค่ะ
.
ที่มา:Bluzone
☕ ดื่ม "กาแฟแก้วแรก" เช้าเกินไป อาจเป็นต้นเหตุของภาวะ "พลังหมดก๊อก" ในช่วงบ่าย
สำหรับหลายๆ คน พอตื่นนอนตอนเช้าก็คงหนีไม่พ้นการคว้า "กาแฟ" สักแก้วเพื่อปลุกสมองให้พร้อมทำงานใช่ไหมคะ หากตกบ่ายมาแล้วรู้สึกใจหวิวๆ กระวนกระวาย สมาธิหลุด หรือหมดพลังอย่างรวดเร็วจนอยากหลับ เบื้องหลังความอ่อนเพลียกะทันหันนี้อาจมาจากการที่เราเติมคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกายเร็วเกินไปนั่นเองค่ะ วันนี้บลูโซนจะพามาไขความลับของนาฬิกาชีวิต เพื่อให้เราดื่มกาแฟได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสดชื่นไปตลอดทั้งวันกันค่ะ
.
⏰ "คอร์ติซอล" นาฬิกาปลุกธรรมชาติของร่างกาย
ทันทีที่เราลืมตาตื่น ร่างกายจะมีกลไกธรรมชาติที่คอยปลุกให้เราตื่นตัว โดยจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า "คอร์ติซอล" (Cortisol) ออกมา ซึ่งระดับของฮอร์โมนตัวนี้จะพุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงประมาณ 30-45 นาทีแรกของวันค่ะ ฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่เสมือน "กาแฟธรรมชาติ" ที่สูบฉีดพลังงานให้เรามีแรงลุกไปเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสดใส
.
📉 สาดคาเฟอีนผิดจังหวะ พาแบตเตอรี่ร่วงช่วงบ่าย
ในจังหวะที่ร่างกายกำลังเร่งเครื่องด้วยคอร์ติซอลอย่างเต็มที่ หากเราสาด "คาเฟอีน" เข้าไปซ้อนทับ ระบบต่างๆ จะถูกกระตุ้นจนทำงานหนักเกินขีดจำกัด (Overstimulated) แทนที่จะได้ความสดชื่นเพิ่มขึ้น กลับกลายเป็นการไปรบกวนกลไกธรรมชาติของฮอร์โมนค่ะ เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ฤทธิ์ของทั้งคอร์ติซอลและคาเฟอีนที่เคยพุ่งสูง จะจับมือกันลดฮวบลงมาพร้อมๆ กัน ส่งผลให้เกิดภาวะ "Crash" หรืออาการแบตหมดกะทันหัน ทำให้เรารู้สึกตื้อ มึนงง และอ่อนเพลียจนต้องรีบหาของหวานหรือกาแฟแก้วที่สองมาเติมด่วนๆ ค่ะ
.
⏱️ ช่วงเวลาทองของการดื่มกาแฟ
เพื่อหลีกเลี่ยงอาการพลังหมดก๊อก เราสามารถปรับจังหวะการดื่มกาแฟให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตได้ค่ะ ช่วงเวลาที่เหมาะสมและแนะนำให้ดื่มที่สุดคือ "09.30 – 11.30 น." หรือหลังจากตื่นนอนไปแล้วอย่างน้อย 1.5 - 2 ชั่วโมง เพราะเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลเริ่มลดลง คาเฟอีนจึงสามารถเข้าไปรับไม้ต่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยให้เราตื่นตัวแบบนุ่มนวล โฟกัสงานได้ยาวนานยิ่งขึ้นค่ะ ส่วนช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงคือ 08.00-09.00 น. ช่วงหลังมื้อเที่ยง 12.00-13.00 น. และช่วงเย็นหลัง 16.00 น. เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับในเวลากลางคืนนะคะ
.
💡 ทริคปรับพฤติกรรม ดึงความสดชื่นให้อยู่ยาวตลอดวัน
การปรับเปลี่ยนกิจวัตรยามเช้าเพียงเล็กน้อย จะช่วยคืนสมดุลให้ร่างกายและลดความเหนื่อยล้าได้ดีเยี่ยมเลยค่ะ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ
1️⃣ เติมความชุ่มชื้นด้วยน้ำเปล่าก่อนเสมอ
เมื่อตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ควรทำคือการดื่มน้ำเปล่าสัก 1 แก้วเพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปตลอดทั้งคืน ปล่อยให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลได้ทำหน้าที่ปลุกคุณอย่างเต็มที่ก่อน แล้วค่อยเตรียมตัวชงกาแฟแก้วโปรดในลำดับถัดไปค่ะ
2️⃣ ขยับเวลาดื่มกาแฟแก้วแรกออกไป
ลองให้เวลาร่างกายได้ตื่นด้วยตัวเองก่อนสัก 1-2 ชั่วโมง จากนั้นจึงค่อยดื่มกาแฟ วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะร่างกายดื้อคาเฟอีน และป้องกันอาการใจสั่นจากการถูกกระตุ้นมากเกินไปได้อย่างเห็นผลค่ะ
3️⃣ เลี่ยงกาแฟพร้อมมื้ออาหารเที่ยง
การดื่มกาแฟควบคู่กับมื้ออาหารกลางวัน หรือช่วง 12.00-13.00 น. มักจะไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหารบางชนิด และอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึมหลังทานข้าว (Food Coma) รุนแรงขึ้น หากต้องการความสดชื่นในช่วงบ่าย แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่า หรือขยับร่างกายยืดเส้นยืดสายแทนค่ะ
.
การปรับเวลาดื่มกาแฟช่วยแก้ปัญหาความอ่อนเพลียระหว่างวันได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ แต่หากใครที่รู้สึกว่าเซลล์ในร่างกายอ่อนล้าสะสม พักผ่อนเท่าไหร่ก็ยังตื่นมาไม่สดชื่น มีอาการพลังหมดก๊อกอยู่บ่อยๆ การฟื้นฟูระบบพลังงานจากภายในคือคำตอบที่ยั่งยืนค่ะ
.
ที่มา:Bluzone