เปิดตำนานคำว่า "O.K." จากมุกตลกสุดแป้ก สู่คำติดปากคนทั่วโลก
คุณเคยสงสัยไหมว่า คำสั้นๆเพียงสองพยางค์อย่าง "O.K." ที่เราใช้กันจนเป็นนิสัยในทุกๆวัน ไม่ว่าจะในที่ทำงาน เพื่อนฝูง หรือการสื่อสารออนไลน์ มีความเป็นมาอย่างไร
เรื่องราวของมันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด แต่กลับซ่อนไว้ด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยเหตุบังเอิญ
จุดเริ่มต้นจาก "ความขี้เล่น" ในยุค 1800
ย้อนกลับไปเกือบ 200 ปีที่แล้วในสหรัฐอเมริกา ผู้คนในยุคนั้นมีวัฒนธรรมการเล่นคำที่สนุกสนานและกวนประสาทเล็กน้อย พวกเขามักจะจงใจเขียนคำให้ผิดเพี้ยนไปจากหลักไวยากรณ์เพื่อความตลกขบขัน เช่น การเขียนคำว่า "Perfect" เป็น "Purfect" หรือ "Knowledge" เป็น "Nolage"
️จุดกำเนิดที่แท้จริงของ O.K. มาจากวลี "All Correct" ซึ่งถูกมือดีนำมาเขียนล้อเลียนเป็น "Oll Korrect" ก่อนจะย่อให้เหลือเพียงอักษรตัวแรกคือ "O.K." เพื่อนำไปลงในหน้าหนังสือพิมพ์ โดยไม่มีใครคาดคิดว่ามุกตลกเล็กๆ น้อยๆ นี้ จะกลายเป็นคำศัพท์ที่เป็นสากลที่สุดในโลกในเวลาต่อมา
การเมืองและป้ายหาเสียงที่ทำให้ "O.K." แจ้งเกิด
️คำนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างเมื่อปี ค.ศ. 1840 ในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ Martin Van Buren ผู้สมัครชิงตำแหน่งมีฉายาว่า "Old Kinderhook" ซึ่งเมื่อนำมาทำเป็นอักษรย่อ ก็ตรงกับ "O.K." พอดี
ผู้สนับสนุนของเขาจึงจัดตั้ง "OK Club" ขึ้นมา และนำคำนี้ไปพิมพ์บนป้ายหาเสียงและสื่อต่างๆ ทั่วประเทศ แม้ว่า Martin Van Buren จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง แต่คำว่า O.K. กลับได้รับความนิยมอย่างมหาศาล เพราะผู้คนจำได้ง่ายและติดปากไปแล้ว
️อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้คำว่า O.K. ครองโลก คือเทคโนโลยี "โทรเลข" ในสมัยนั้น การส่งข้อความมีค่าใช้จ่ายตามจำนวนคำ ดังนั้นคำที่สั้น กระชับ และสื่อความหมายชัดเจนอย่าง O.K. จึงกลายเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด
ไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของโลก การพูดว่า O.K. เป็นอันเข้าใจได้ทันทีว่าคือการยอมรับ ตกลง หรือสถานการณ์ทุกอย่างเรียบร้อยดี
บทเรียนจาก O.K. สอนให้เรารู้ว่า บางครั้งสิ่งสำคัญหรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อาจเริ่มต้นจากเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่มุกตลกที่คาดไม่ถึง
OK O.K.