อิหร่านถูกสงสัยว่าแฮกระบบน้ำประปาในสหรัฐฯ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ทางการสหรัฐฯ กำลังสอบสวนเหตุโจมตีทางไซเบอร์ที่พุ่งเป้าระบบน้ำประปาและระบบบำบัดน้ำเสียใน อย่างน้อย 7–12 รัฐ ทั่วประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ข่าวกรองและผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า อิหร่านน่าจะเป็นผู้ลงมือ แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ
เกิดอะไรขึ้น?
ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 ระบบน้ำประปาในรัฐมินนิโซตาถูกโจมตีมากกว่า 30 แห่งติดต่อกัน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเปลี่ยนไปควบคุมระบบด้วยมือชั่วคราว
เหตุการณ์ลามไปรัฐอื่น ๆ อย่าง มิชิแกน และอีกหลายรัฐ จนอย่างน้อย 12 รัฐ รายงานว่าถูกโจมตีในรูปแบบเดียวกัน
ผู้โจมตีใช้วิธีเจาะเข้าไปใน ระบบควบคุมอุตสาหกรรม (Programmable Logic Controllers หรือ PLCs) ที่ใช้ควบคุมการทำงานของระบบน้ำและน้ำเสีย ทำให้สามารถเปลี่ยนการตั้งค่าหรือปิดระบบได้
ยังไม่มีรายงานว่าน้ำปนเปื้อนหรือเกิดอันตรายต่อสุขภาพประชาชน แต่เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นการทดสอบขีดความสามารถและสร้างผลกระทบเชิงจิตวิทยา
ทำไมถึงสงสัยอิหร่าน?
รูปแบบการโจมตีตรงกับกลุ่มแฮกเกอร์ที่เคยเชื่อมโยงกับอิหร่าน เช่น กลุ่ม CyberAv3ngers ที่สหรัฐฯ เคยระบุว่าได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน (IRGC)
ไม่มีแรงจูงใจทางการเงิน ซึ่งต่างจากแฮกเกอร์อาชญากรรมทั่วไปที่มักเรียกค่าไถ่ ทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นการโจมตีโดยรัฐชาติ (state-sponsored)
เกิดขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านสูงขึ้น หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อประมาณ 5 เดือนก่อนหน้า
หน่วยงานความมั่นคงสหรัฐฯ เคยออกคำเตือนล่วงหน้า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ว่ากลุ่มแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับอิหร่านกำลังเล็งเป้าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบน้ำ พลังงาน และรัฐบาล
ปฏิกิริยาจากทางการสหรัฐฯ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามลดความกังวลโดยบอกว่าไม่โทษอิหร่าน และกล่าวหาว่ารัฐมินนิโซตาจัดการระบบไม่ดีเอง แต่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองภายในรัฐบาลยังคงมองว่าอิหร่านเป็นผู้ต้องสงสัยหลัก
FBI, CISA, NSA และ EPA ออกประกาศเตือนร่วมกันให้หน่วยงานประปาทั่วประเทศตรวจสอบระบบและเพิ่มมาตรการความปลอดภัย
ทางการยัง ไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ ว่าอิหร่านเป็นผู้ลงมือ เนื่องจากการสอบสวนยังอยู่ระหว่างดำเนินการและต้องการหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน
ผลกระทบต่อคนทั่วไป
น้ำประปายังปลอดภัยใช้ได้ตามปกติ ในพื้นที่ที่ถูกโจมตี เจ้าหน้าที่ยังไม่พบการปนเปื้อนหรืออันตรายต่อสุขภาพ
เป็นสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญกำลังตกเป็นเป้า ของสงครามไซเบอร์ระหว่างประเทศ ประชาชนควรติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
แสดงให้เห็นว่าสงครามสมัยใหม่ไม่จำกัดอยู่แค่สนามรบ แต่ขยายมาถึงระบบสาธารณูปโภคที่คนใช้ในชีวิตประจำวัน
สรุปสั้น ๆ
มีแฮกเกอร์เจาะระบบน้ำประปาในหลายรัฐของสหรัฐฯ ทางการสงสัยว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลัง เพราะรูปแบบการโจมตีตรงกับกลุ่มที่เคยเชื่อมโยงกับอิหร่าน และเกิดในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียด แต่ยังไม่มีน้ำปนเปื้อนหรืออันตรายต่อประชาชน เหตุการณ์นี้ถือเป็น “สัญญาณเตือน” ว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญกำลังตกเป็นเป้าของสงครามไซเบอร์
กลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือโดน “แฮ็กกลับ”
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้นักวิจัยสหรัฐฯ เจาะเซิร์ฟเวอร์ พบข้อมูลการโจมตีบริษัททั่วโลก 1,640 แห่ง
เรื่องนี้เรียกได้ว่า “โจรโดนโจรแฮ็กกลับ” เพราะกลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือที่เคยโจมตีบริษัททั่วโลก กลับถูกนักวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของสหรัฐฯ เจาะเข้าเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง จนได้ข้อมูลการโจมตีจำนวนมหาศาล
1. นักวิจัยแอบเข้าไปในระบบแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ
Vangelis Stykas ซึ่งเป็น CTO ของบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Kumio ใช้เวลาประมาณ 22 เดือน เจาะเข้าไปในเซิร์ฟเวอร์ของกลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือกลุ่มหนึ่ง
สิ่งที่เขาได้มาคือข้อมูลเกี่ยวกับการแฮ็กขนาดใหญ่ถึงประมาณ 5 TB
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้นักวิจัยสามารถย้อนดูได้ว่า แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือเคยโจมตีใครบ้าง และโจมตีอย่างไร
2. พบเหยื่อถึง 1,640 บริษัทใน 57 ประเทศ
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด พบว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์นี้โจมตีบริษัทใน 57 ประเทศ รวมอย่างน้อย 1,640 บริษัท
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ มีประมาณ 700–800 บริษัท ที่ได้รับความเสียหายรุนแรง เช่น
แฮ็กเกอร์ได้สิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบสูงสุด
ขโมยกุญแจสำหรับเข้าถึงกระเป๋าหรือระบบคริปโต
สามารถเข้าไปควบคุมระบบภายในของบริษัทได้
พูดง่าย ๆ คือ ไม่ใช่แค่ขโมยข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่บางกรณี แฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงระบบสำคัญของบริษัทได้เลย
3. วิธีที่ใช้บ่อยคือ “ปลอมตัวเป็นบริษัทรับสมัครงาน”
หนึ่งในวิธีที่กลุ่มนี้ใช้บ่อยมากเรียกว่า Contagious Interview
วิธีการค่อนข้างแนบเนียน
แฮ็กเกอร์ → ติดต่อโปรแกรมเมอร์ → เสนองานเงินเดือนสูง → ให้ทำ Coding Test → ให้ดาวน์โหลดโปรแกรม → โปรแกรมมีมัลแวร์ → เครื่องติดมัลแวร์
เหยื่อจึงคิดว่ากำลังสมัครงานหรือทำแบบทดสอบเขียนโปรแกรม แต่จริง ๆ แล้วกำลังเปิดประตูให้แฮ็กเกอร์เข้าคอมพิวเตอร์ของตัวเอง
วิธีนี้เชื่อมโยงกับกลุ่ม Lazarus ซึ่งเป็นเครือข่ายแฮ็กเกอร์ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ
4. บางครั้งแฮ็กเกอร์ไม่ได้โจมตีบริษัทโดยตรง
กรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผู้รับเหมาภายนอก ของบริษัทบางรายถูกแฮ็ก
คนกลุ่มนี้อาจมีสิทธิ์เข้าระบบของบริษัทหลายแห่งพร้อมกัน ดังนั้นเมื่อแฮ็กเกอร์ยึดบัญชีของผู้รับเหมารายเดียวได้ ก็อาจใช้สิทธิ์นั้นเข้าไปยังบริษัทอื่น ๆ ต่อได้
นักวิจัยระบุว่าพบผู้รับเหมาบางรายที่มีสิทธิ์เข้าถึง บริษัทมากถึง 30 แห่ง
5. มีบริษัทใหญ่หลายแห่งตกเป็นเป้าหมาย
ข้อมูลที่ค้นพบระบุว่าผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายมีทั้งหน่วยงานรัฐและบริษัทขนาดใหญ่ เช่น
หน่วยงานภายใต้รัฐบาลท้องถิ่นในเบลเยียม
บริษัทคริปโต Coinbase
ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนจีน Oppo
บริษัทเทคโนโลยีญี่ปุ่น Aeon Smart Technology
โรงพยาบาลเด็ก Boston Children's Hospital ในสหรัฐฯ
ไม่ได้หมายความว่าทุกองค์กรที่กล่าวถึงจะได้รับความเสียหายในระดับเดียวกัน แต่สะท้อนว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์ไม่ได้เลือกเฉพาะบริษัทเล็ก ๆ
6. สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ “แฮ็กเกอร์ถูกแฮ็กกลับ”
ปกติเรามักได้ยินข่าวว่าเกาหลีเหนือโจมตีบริษัทหรือรัฐบาลประเทศอื่น
แต่กรณีนี้กลับด้านกัน
แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ → โจมตีบริษัททั่วโลก
แต่ในขณะเดียวกัน
นักวิจัยความปลอดภัยสหรัฐฯ → แอบเจาะเข้าเซิร์ฟเวอร์ของแฮ็กเกอร์ → ได้ข้อมูล 5 TB → รู้ว่าแฮ็กเกอร์เคยโจมตีใครบ้าง
ทำให้สามารถเปิดเผยภาพรวมของปฏิบัติการที่ดำเนินมานานถึง เกือบ 2 ปี
สรุปสั้น ๆ
นักวิจัยไซเบอร์สหรัฐฯ ใช้เวลาเกือบ 2 ปี เจาะระบบกลับเข้าไปในเซิร์ฟเวอร์ของกลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือได้สำเร็จ
พบข้อมูลมหาศาล 5 TB แฉว่ามีบริษัททั่วโลกถึง 1,640 แห่งใน 57 ประเทศตกเป็นเป้าหมายการโจมตี
แฮ็กเกอร์ใช้วิธีหลอกเป้าหมายอย่างแนบเนียนผ่านการรับสมัครงานปลอม แล้วให้โหลดโปรแกรมทดสอบที่แฝงมัลแวร์
มีถึง 700-800 องค์กร (รวมถึงบริษัทใหญ่ระดับโลก) ที่เสียหายหนัก โดนยึดสิทธิ์ผู้ดูแลระบบและขโมยคริปโต
เหตุการณ์ "โจรถูกแฮ็กกลับ" ครั้งนี้ ช่วยเปิดโปงรูปแบบปฏิบัติการลับและเครือข่ายทั้งหมดที่ทำมานานเกือบ 2 ปี
ข่าวนี้ไม่ได้หมายความว่า
“แฮ็กเกาหลีเหนือแล้วหยุดเครือข่ายได้ทั้งหมด” แต่เป็นการที่นักวิจัยสามารถเจาะเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มแฮ็กเกอร์กลุ่มหนึ่ง และเก็บหลักฐานจำนวนมหาศาลออกมาได้
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนทั่วไปคือ
การสมัครงานออนไลน์อาจกลายเป็นช่องทางให้แฮ็กเกอร์เข้าบริษัทได้ โดยเฉพาะการให้ผู้สมัครดาวน์โหลดโปรแกรมหรือไฟล์เพื่อทำแบบทดสอบเขียนโค้ด
ดังนั้น หากบริษัทหรือคนสมัครงานได้รับ
Coding Test ที่ต้องดาวน์โหลดโปรแกรมแปลก ๆ จากแหล่งที่ไม่รู้จัก ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะวิธีนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบการโจมตีที่กลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือใช้จริง ๆ
ที่มา (เอไอสรุป)
v.daum
#การเจาะระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำ ไฟ พลังงาน ถือเป็นเรื่องอันตราย ซึ่งวิธีที่นิยมส่วนใหญ่ก็เป็นหลอกให้ลงโปรแกรมโดยยื่นข้อเสนอพิเศษในการหลอก หรือสร้างเว็ปปลอมเพื่อให้กรอกข้อมูล แต่บ้านเราถึงข้อมูลหลายอย่างก็หลุดไปพอสมควรแล้ว แต่ก็ต้องระวังบ้างอ่ะนะ
ภัยไซเบอร์ระอุ! สหรัฐฯ เจอแฮ็กระบบน้ำ ขณะที่เกาหลีเหนือเจาะ 1,640 บริษัททั่วโลก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
กลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือโดน “แฮ็กกลับ”
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
สรุปสั้น ๆ
นักวิจัยไซเบอร์สหรัฐฯ ใช้เวลาเกือบ 2 ปี เจาะระบบกลับเข้าไปในเซิร์ฟเวอร์ของกลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือได้สำเร็จ
พบข้อมูลมหาศาล 5 TB แฉว่ามีบริษัททั่วโลกถึง 1,640 แห่งใน 57 ประเทศตกเป็นเป้าหมายการโจมตี
แฮ็กเกอร์ใช้วิธีหลอกเป้าหมายอย่างแนบเนียนผ่านการรับสมัครงานปลอม แล้วให้โหลดโปรแกรมทดสอบที่แฝงมัลแวร์
มีถึง 700-800 องค์กร (รวมถึงบริษัทใหญ่ระดับโลก) ที่เสียหายหนัก โดนยึดสิทธิ์ผู้ดูแลระบบและขโมยคริปโต
เหตุการณ์ "โจรถูกแฮ็กกลับ" ครั้งนี้ ช่วยเปิดโปงรูปแบบปฏิบัติการลับและเครือข่ายทั้งหมดที่ทำมานานเกือบ 2 ปี
ข่าวนี้ไม่ได้หมายความว่า “แฮ็กเกาหลีเหนือแล้วหยุดเครือข่ายได้ทั้งหมด” แต่เป็นการที่นักวิจัยสามารถเจาะเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มแฮ็กเกอร์กลุ่มหนึ่ง และเก็บหลักฐานจำนวนมหาศาลออกมาได้
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนทั่วไปคือ การสมัครงานออนไลน์อาจกลายเป็นช่องทางให้แฮ็กเกอร์เข้าบริษัทได้ โดยเฉพาะการให้ผู้สมัครดาวน์โหลดโปรแกรมหรือไฟล์เพื่อทำแบบทดสอบเขียนโค้ด
ดังนั้น หากบริษัทหรือคนสมัครงานได้รับ Coding Test ที่ต้องดาวน์โหลดโปรแกรมแปลก ๆ จากแหล่งที่ไม่รู้จัก ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะวิธีนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบการโจมตีที่กลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือใช้จริง ๆ
ที่มา (เอไอสรุป) v.daum
#การเจาะระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำ ไฟ พลังงาน ถือเป็นเรื่องอันตราย ซึ่งวิธีที่นิยมส่วนใหญ่ก็เป็นหลอกให้ลงโปรแกรมโดยยื่นข้อเสนอพิเศษในการหลอก หรือสร้างเว็ปปลอมเพื่อให้กรอกข้อมูล แต่บ้านเราถึงข้อมูลหลายอย่างก็หลุดไปพอสมควรแล้ว แต่ก็ต้องระวังบ้างอ่ะนะ