เคยรู้สึกแปลกไหมคะ? เราทุกคนเกลียดการกลั่นแกล้ง เกลียดความรุนแรงในโรงเรียน และอยากให้ลูกหลานอยู่ในที่ที่ปลอดภัย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น หลายครั้งเรากลับบอกเด็กว่า "ช่างมันเถอะ แค่เอาตัวรอดให้ได้ก็พอ" การเพิกเฉยนี้...กำลังสร้างสังคมที่เราเกลียดอยู่หรือเปล่า?
เนื้อหาบทความ:
มีคำกล่าวหนึ่งที่ว่า
"ถ้าอยากได้สังคมแบบไหน เราก็ควรสร้างสังคมรอบตัวให้เป็นแบบนั้น" แต่ในความเป็นจริง เรากลับพบเห็นความย้อนแย้งมากมาย โดยเฉพาะในรั้วโรงเรียนที่ควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) สำหรับเด็กๆ แต่กลับเต็มไปด้วยการบูลลี่ การกลั่นแกล้ง และการล่วงละเมิด เมื่อเราในฐานะผู้ใหญ่หรือแม้แต่เพื่อนร่วมสังคมเลือกที่จะ "เมินเฉย" ปล่อยผ่าน และบอกให้เด็กที่ถูกกระทำอดทนเพื่อเอาตัวรอด นั่นเท่ากับเรากำลังยื่นใบอนุญาตให้ความรุนแรงนี้ดำเนินต่อไป
การที่เราเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาอย่างรุนแรงต่อเด็กทั้งสองฝั่ง ฝั่งเด็กที่ชอบรังแกคนอื่น จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ว่า "พฤติกรรมนี้สังคมยอมรับ" ไม่มีใครกล้าหือ ไม่มีใครเอาผิด พวกเขาจะยิ่งได้ใจและทำมันต่อไป ส่วนเด็กที่ถูกกระทำล่ะ? พวกเขาจะค่อยๆ ซึมซับความเจ็บปวดและตีความไปว่า "ตนเองเป็นฝ่ายผิด ตนเองไม่มีคุณค่าพอที่จะได้รับการปกป้อง" ซึ่งบาดแผลนี้อาจฝังลึก จนก่อเหตุการณ์อันไม่คาดคิด นำมาซึ่งความสูญเสีย จนแทบสะท้อนให้เห็นว่าสังคมนี้กำลังบิดเบี้ยวไปขนาดไหน เด็กแค่นี้ทำได้ขนาดนี้ ต้องโดนบีบคั้นขนาดไหน ถึงคิดทำแบบนี้
ความจริงที่น่าเศร้าคือ เราทุกคนไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่เรากลับยอมรับมันด้วยความเงียบ การไม่ส่งเสียงเมื่อเห็นความไม่ถูกต้อง คือการสมรู้ร่วมคิดรูปแบบหนึ่ง หากเราต้องการสังคมที่ดี มีความเห็นอกเห็นใจ เราต้องเริ่มจากการเลิกยอมจำนนต่อสังคมที่เราไม่ต้องการ สอนลูกหลานให้รู้จักสิทธิ์ของตนเอง สอนให้กล้าที่จะเป็นกระบอกเสียง (Active Bystander) เมื่อเห็นเพื่อนถูกรังแก และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ใหญ่ต้องพร้อมที่จะรับฟังและปกป้องพวกเขาอย่างแท้จริง
ผู้เขียน หดหู่ใจมาก ไม่เข้าข้างใคร แค่อยากสะท้อนให้เห็นว่าตอนนี้สังคมมันป่วย และต้องการหมอ ต้องการคนรอบข้างทุกคนช่วยกันนะ 🤍
"อยากได้สังคมแบบไหน ให้สร้างแบบนั้น" ทำไมการเมินเฉยต่อการบูลลี่ การกลั่นแกล้ง ถึงเท่ากับการยอมรับและทำร้ายเด็กทางอ้อม?
เนื้อหาบทความ:
มีคำกล่าวหนึ่งที่ว่า "ถ้าอยากได้สังคมแบบไหน เราก็ควรสร้างสังคมรอบตัวให้เป็นแบบนั้น" แต่ในความเป็นจริง เรากลับพบเห็นความย้อนแย้งมากมาย โดยเฉพาะในรั้วโรงเรียนที่ควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) สำหรับเด็กๆ แต่กลับเต็มไปด้วยการบูลลี่ การกลั่นแกล้ง และการล่วงละเมิด เมื่อเราในฐานะผู้ใหญ่หรือแม้แต่เพื่อนร่วมสังคมเลือกที่จะ "เมินเฉย" ปล่อยผ่าน และบอกให้เด็กที่ถูกกระทำอดทนเพื่อเอาตัวรอด นั่นเท่ากับเรากำลังยื่นใบอนุญาตให้ความรุนแรงนี้ดำเนินต่อไป
การที่เราเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาอย่างรุนแรงต่อเด็กทั้งสองฝั่ง ฝั่งเด็กที่ชอบรังแกคนอื่น จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ว่า "พฤติกรรมนี้สังคมยอมรับ" ไม่มีใครกล้าหือ ไม่มีใครเอาผิด พวกเขาจะยิ่งได้ใจและทำมันต่อไป ส่วนเด็กที่ถูกกระทำล่ะ? พวกเขาจะค่อยๆ ซึมซับความเจ็บปวดและตีความไปว่า "ตนเองเป็นฝ่ายผิด ตนเองไม่มีคุณค่าพอที่จะได้รับการปกป้อง" ซึ่งบาดแผลนี้อาจฝังลึก จนก่อเหตุการณ์อันไม่คาดคิด นำมาซึ่งความสูญเสีย จนแทบสะท้อนให้เห็นว่าสังคมนี้กำลังบิดเบี้ยวไปขนาดไหน เด็กแค่นี้ทำได้ขนาดนี้ ต้องโดนบีบคั้นขนาดไหน ถึงคิดทำแบบนี้
ความจริงที่น่าเศร้าคือ เราทุกคนไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่เรากลับยอมรับมันด้วยความเงียบ การไม่ส่งเสียงเมื่อเห็นความไม่ถูกต้อง คือการสมรู้ร่วมคิดรูปแบบหนึ่ง หากเราต้องการสังคมที่ดี มีความเห็นอกเห็นใจ เราต้องเริ่มจากการเลิกยอมจำนนต่อสังคมที่เราไม่ต้องการ สอนลูกหลานให้รู้จักสิทธิ์ของตนเอง สอนให้กล้าที่จะเป็นกระบอกเสียง (Active Bystander) เมื่อเห็นเพื่อนถูกรังแก และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ใหญ่ต้องพร้อมที่จะรับฟังและปกป้องพวกเขาอย่างแท้จริง
ผู้เขียน หดหู่ใจมาก ไม่เข้าข้างใคร แค่อยากสะท้อนให้เห็นว่าตอนนี้สังคมมันป่วย และต้องการหมอ ต้องการคนรอบข้างทุกคนช่วยกันนะ 🤍