ย้อนสถิติ ความรุนแรงในโรงเรียน บั่นทอนสุขภาพจิตเยาวชนไทย ปี 2568 สบส.สำรวจพบ เยาวชนไทย พบ 65.54% เคยมีประสบการณ์ถูกบูลลี






ย้อนสถิติ ความรุนแรงในโรงเรียน บั่นทอนสุขภาพจิตเยาวชนไทย ปี 2568 สบส.สำรวจพบ เยาวชนไทย พบ 65.54% เคยมีประสบการณ์ถูกบูลลี่ ด้านสภาองค์กรผู้บริโภค เผยผลสำรวจ 4 มิติความรุนแรงในโรงเรียน

อ่านต่อได้ที่ : https://www.thairath.co.th/scoop/infographic/2951346

#ความรุนแรงในโรงเรียน #การบูลลี่ #เฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์




ย้อนสถิติ ความรุนแรงในโรงเรียน บั่นทอนสุขภาพจิตเยาวชนไทย


ย้อนสถิติ ความรุนแรงในโรงเรียน บั่นทอนสุขภาพจิตเยาวชนไทย ปี 2568 สบส.สำรวจพบ เยาวชนไทย พบ 65.54% เคยมีประสบการณ์ถูกบูลลี่ ด้านสภาองค์กรผู้บริโภค เผยผลสำรวจ 4 มิติความรุนแรงในโรงเรียน

จากกรณี วันที่ 7 ส.ค. 69 เกิดเหตุเด็กนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี กราดยิงในพื้นที่บริเวณโรงเรียนและที่บ้านพักก่อนจบชีวิตตัวเอง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 8 ราย (โรงเรียน 6 ราย บ้าน 2 ราย) บาดเจ็บ 22 ราย

เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ บ้างก็สันนิษฐานว่าเกิดจากการถูกบูลลี่ หรือความรุนแรงในโรงเรียนหรือไม่ ?

ข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ที่ทำการสำรวจไว้เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ถึงประเด็นความรุนแรงในโรงเรียน โดยสำรวจกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 7-25 ปี จำนวน 41,944 คนในปี 2568 พบว่า กว่า 65.54% เคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้ง ความรุนแรงเหล่านั้น ส่งผลให้ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างมาก มากกว่า 1 ใน 4 มีความคิดทำร้ายตัวเอง แสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้งรังแก มักจะได้รับผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจในระยะยาว




ขณะที่สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ทำการสำรวจ เมื่อวันที่ 8-22 เม.ย.2568 จากผู้ตอบแบบสอบถาม 798 คน พบว่า 42% หรือ 337 คน เคยมีประสบการณ์หรือพบเห็นความรุนแรงในโรงเรียน จำแนกได้เป็น 4 มิติหลัก คือ

ความรุนแรงทางกาย (337 คน)
พบว่า การตี เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมากที่สุดถึง 62.6% ตามด้วยการต่อย 52.8% และการเตะ 37.7% สะท้อนถึงการใช้อำนาจและกำลังโดยไม่เหมาะสม

ความรุนแรงวาจา (335 คน)
พูดจาทำร้ายจิตใจ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด 68.7% รองลงมาคือ การนินทาและคำพูดเสียดสี 63.3% และการล้อเลียนรูปร่างหรือบุคลิก 52.8% สะท้อนการลดทอนคุณค่าของผู้อื่น

ความรุนแรงทางสังคม (337 คน)
ล้อเลียนหรือทำให้อับอายต่อหน้าคนจำนวนมาก และการพูดลับหลัง ปล่อยข่าวลือ เกิดขึ้นในอัตราเท่ากันที่ 50.1% การกีดกันออกจากกลุ่ม 31.8% สะท้อนถึงการใช้สังคมในการทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว

การรังแกในโลกไซเบอร์ (326 คน)
การโพสต์ข้อความด่าทอหรือเหยียดหยาม 27.6% พบมากที่สุด รองลงมาคือ การปล่อยข่าวลือ 13.5% และการกีดกันออกจากกลุ่มออนไลน์ 12.9% สะท้อนถึงการใช้เครื่องมือไซเบอร์ในการรังแก

ขณะที่มุมมองของนักเรียนที่เข้าร่วมสำรวจ 798 คน มีความเห็นว่า ต้นเหตุหลักของปัญหา เกิดจากนักเรียนด้วยกันเอง 92.3% ตามมาด้วยอิทธิพลจากสังคมและสื่อ 27.9% ครูหรือบุคลากรในโรงเรียน 17.5%

ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ปัญหาเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย โดยผลสำรวจจาก สบส. และสภาผู้บริโภค ได้สะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในโรงเรียนซึ่งควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยในการเรียนรู้และเติบโต





6 ข้อเสนอจากเยาวชน ครู และผู้ปกครอง


อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ได้รวบรวมเสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วน ผ่านแบบสำรวจและเวทีสาธารณะ นำไปสู่การสังเคราะห์ข้อเสนอสำคัญ 6 ประการ ถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อผลักดันให้โรงเรียนไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน ดังนี้

1.สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ ด้วยการจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ อบรมครูให้ดูแลนักเรียนเชิงลึก พร้อมระบบติดตามผู้มีความเสี่ยง

2.ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ปลอดภัย เพิ่มมาตรการความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น ห้องน้ำมิดชิด คุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า–ยาเสพติด และป้องกันบุคคลภายนอก

3.รับมือไซเบอร์บูลลี่อย่างจริงจัง บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและความรุนแรงในโลกออนไลน์ลงในหลักสูตร และอบรมครูให้เข้าใจปัญหา

4.คุ้มครองสิทธิเด็กและเปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วม จัดให้มีช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย ให้นักเรียนและสภานักเรียนมีบทบาทเฝ้าระวังและสื่อสารปัญหา

5.เสริมบทบาทครอบครัวในการดูแลสุขภาพจิต ให้ความรู้ผู้ปกครองเรื่องภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย

6.พัฒนาการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาและป้องกันการคุกคามทางเพศ จัดอบรมครู–นักเรียนให้เข้าใจเรื่องสิทธิในร่างกาย ความหลากหลายทางเพศ และตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาในโรงเรียน

โดยข้อเสนอเหล่านี้เกิดจากการรวบรวมจากหลายภาคส่วน เพราะการสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องทำร่วมกันหลายฝ่าย เพื่อให้เด็กได้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่