เครียดทีไร
มือเหมือนมี GPS ครับ
ตรงไปหาขนม
เปิดตู้เย็น
สั่งของทอด
ทั้งที่เมื่อกี้เพิ่งกินข้าวไป
บางคนก็งงว่า
“นี่เราหิวจริง หรือแค่อยากกินเพราะเครียด?”
อันนี้มีคำอธิบายทางร่างกายครับ และเราเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า Stress Eating หรือการกินเพื่อตอบสนองต่อความเครียดและอารมณ์ มากกว่าความหิวจริงของร่างกาย ไม่ได้แปลว่าใจไม่แข็งนะครับ
เวลาคนเราเครียด สมอง ฮอร์โมน ระบบรางวัล และพฤติกรรมการกินมันเปลี่ยนได้จริง
ปัญหาคือ ถ้าใช้ของกินเป็นที่พักใจทุกครั้ง วันหนึ่งความเครียดอาจยังอยู่ แต่พุง น้ำตาล และไขมันกลับเพิ่มมาด้วย วันนี้ผมเลยอยากชวนแยกให้ชัดว่า “หิวจริง” กับ “หิวเพราะเครียด” ต่างกันยังไง และรับมือแบบไหนได้บ้างครับ
1. Stress Eating คืออะไร?
Stress Eating คือการกินเพื่อตอบสนองต่ออารมณ์ครับ
อาจเกิดตอน
เครียด
กังวล
เหนื่อย
เบื่อ
เหงา
หรือรู้สึกกดดัน
จุดสำคัญคือ ร่างกายอาจไม่ได้ขาดพลังงานจริง ๆ แต่สมองกำลังมองหาอะไรบางอย่างที่จะทำให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว
ของกิน โดยเฉพาะของหวาน ของทอด หรืออาหารที่เราชอบ จึงกลายเป็นทางลัดที่สมองหยิบมาใช้
บางคนเลยไม่ได้ “หิว” ครับ
แต่กำลัง “อยากรู้สึกดีขึ้น”
2. ทำไมพอเครียด ถึงอยากของหวาน ของทอด ของกรุบกรอบ?
เวลาเครียด ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนและระบบประสาทครับ
ตัวที่คนได้ยินบ่อยคือ Cortisol
ถ้าความเครียดเกิดเป็นช่วงสั้น ๆ ความอยากอาหารอาจเปลี่ยนได้ไม่เหมือนกันในแต่ละคน
แต่ถ้าเครียดเรื้อรัง โดยเฉพาะร่วมกับนอนน้อย สมองส่วนที่เกี่ยวกับ “รางวัล” จะตอบสนองต่ออาหารพลังงานสูงได้มากขึ้น
เราจึงมักไม่ได้อยากกินแตงกวาตอนเครียดครับ
สิ่งที่สมองเรียกร้องมักเป็น
เค้ก
ช็อกโกแลต
มันฝรั่งทอด
ของทอด
น้ำหวาน
เพราะอาหารเหล่านี้ให้ความรู้สึกพึงพอใจได้เร็ว
แต่ข้อเสียคือ ความรู้สึกดีนั้นมักอยู่ไม่นานครับ พอเครียดกลับมา ความอยากก็กลับมาอีก กลายเป็นวงจร เครียด → กิน → ดีขึ้นชั่วคราว → เครียดอีก → กินอีก
3. แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า “หิวจริง” หรือ “หิวเพราะเครียด”?
ผมชอบให้ลองหยุดถามตัวเองก่อนหยิบของกินครับ
หิวจริง มักจะค่อย ๆ มา
กินอาหารธรรมดาก็ได้
พออิ่มแล้วหยุดได้
ไม่ได้ต้องการอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งแบบเจาะจงมาก
แต่ หิวเพราะเครียด มักจะมาเร็วครับ
อยู่ดี ๆ ก็อยากกินทันที
อยากของเฉพาะ เช่น หวาน เค็ม มัน
กินอิ่มแล้วก็ยังอยากกินต่อ
บางคนกินเสร็จแล้วรู้สึกผิดอีก
คำถามง่ายที่สุดคือ
“ถ้าตอนนี้มีข้าวกับไข่ต้มให้กิน เราเอาไหม?”
ถ้าคำตอบคือ “ไม่เอา แต่อยากเค้กมาก”
อันนี้อาจไม่ใช่ความหิวจากท้องแล้วครับ
4. Stress Eating ไม่ได้น่ากลัวเพราะกินขนมครั้งเดียว
ผมไม่อยากให้คนอ่านแล้วรู้สึกว่า เครียดแล้วกินไอศกรีมหนึ่งถ้วยคือสุขภาพพังนะครับ
ปัญหาอยู่ที่ “รูปแบบที่เกิดซ้ำ”
ถ้าทุกครั้งที่เครียด เราต้องใช้อาหารจัดการอารมณ์ สมองจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า
“เครียด = ต้องกิน”
พอนานเข้า พฤติกรรมนี้เกิดอัตโนมัติได้ง่ายขึ้น
และถ้าอาหารที่หยิบบ่อยเป็นของหวาน ของทอด น้ำหวาน หรืออาหารพลังงานสูง น้ำหนัก รอบเอว ไตรกลีเซอไรด์ และน้ำตาลก็มีโอกาสเพิ่มตามครับ
5. ก่อนกิน ลองให้ตัวเอง 10–15 นาที
ถ้าความอยากมาแรง ผมไม่อยากให้ใช้วิธี “ห้ามกินเด็ดขาด” อย่างเดียวครับ เพราะบางทีห้ามมาก ยิ่งคิดถึง
ลองทำง่าย ๆ ก่อน
ดื่มน้ำหนึ่งแก้ว
แล้วรอสัก 10–15 นาที
ระหว่างนั้นถามตัวเองว่า
“ตอนนี้หิวจริงไหม?”
“หรือวันนี้งานเครียด?”
“เมื่อคืนเรานอนพอหรือเปล่า?”
“เราแค่ต้องการพักไหม?”
ถ้าผ่านไปแล้วรู้สึกหิวจริง ก็กินครับ
แต่แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ช่วยตัดพฤติกรรมแบบหยิบเข้าปากอัตโนมัติได้เยอะเลย
6. เปลี่ยนวิธีคลายเครียด ก่อนเปลี่ยนอาหาร
หลายคนพยายามแก้ Stress Eating ด้วยการเอาขนมออกจากบ้านหมด
ทำได้ครับ แต่ถ้าต้นเหตุคือความเครียดยังอยู่ สมองก็จะหาทางอื่นมาทดแทน
ผมเลยอยากให้เพิ่ม “ทางออกอื่น” ให้สมองด้วย เช่น
• ลุกไปเดินสัก 10–15 นาที
• ยืดเส้นยืดสาย
• ฟังเพลง
• อาบน้ำ
• คุยกับคนที่ไว้ใจ
• ทำกิจกรรมที่ช่วยดึงใจออกจากเรื่องเครียด
• หายใจช้า ๆ สักไม่กี่นาที
เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ชีวิตไม่มีความเครียดนะครับ
แต่คือไม่ให้ “ตู้เย็น” กลายเป็นนักบำบัดประจำบ้านอยู่คนเดียว
7. นอนน้อย ยิ่งทำให้คุมความอยากยากขึ้น
อันนี้สำคัญมากครับ
ถ้านอนน้อย ความหิวและความอยากอาหารสามารถเปลี่ยนได้ และสมองจะควบคุมแรงกระตุ้นได้ยากขึ้น
วันไหนนอน 4–5 ชั่วโมง หลายคนจะรู้เลยว่า
อยากกาแฟหวานขึ้น
อยากของกรุบกรอบ
บ่าย ๆ เริ่มหาอะไรเคี้ยว
กลางคืนก็ยังหิว
เพราะฉะนั้นถ้า Stress Eating เป็นบ่อย อย่าดูแค่ของกินครับ
ให้ย้อนดูการนอนด้วย
บางครั้งการนอนให้พอ เป็นการลดความอยากที่ง่ายกว่าการเอาพลังใจไปต่อสู้กับขนมทั้งวันครับ
ถ้าอยากรับมือกับ Stress Eating ลองใช้วิธีนี้ครับ
• ก่อนกิน ถามตัวเองก่อนว่า “หิวจริงหรือกำลังเครียด?”
• ดื่มน้ำแล้วเว้นสัก 10–15 นาที ก่อนตัดสินใจ
• ถ้าหิวจริง เลือกมื้อที่มีโปรตีน ไฟเบอร์ และอาหารจริงให้อิ่มก่อน
• ถ้าไม่ได้หิว ลองเดิน ฟังเพลง ยืดตัว หรือหาวิธีคลายเครียดที่ไม่ใช่อาหาร
• อย่าปล่อยให้หิวจัดทั้งวัน เพราะความหิวจริงกับความเครียดมารวมกันเมื่อไร ของหวานมักชนะครับ
• นอนให้พอ เพราะสมองที่พักไม่พอควบคุมความอยากได้ยากขึ้น
• ถ้า Stress Eating เกิดถี่มาก รู้สึกควบคุมการกินไม่ได้ หรือกินแล้วรู้สึกผิดรุนแรงบ่อย ๆ ควรคุยกับแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพราะอาจมีเรื่องอารมณ์หรือพฤติกรรมการกินที่ควรได้รับการดูแลเพิ่มเติมครับ
สรุปคือ เวลาเครียดแล้วอยากกิน ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีวินัยครับ แต่สิ่งที่เราฝึกได้คือการหยุดสักนิดแล้วแยกว่า “ท้องกำลังหิว หรือใจกำลังเหนื่อย” ถ้าหิวก็กินให้ดี ถ้าเหนื่อยก็หาวิธีพักที่ไม่ต้องจบด้วยขนมทุกครั้ง เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้เริ่มจากการห้ามปากอย่างเดียว แต่มันเริ่มจากการรู้ทันใจตัวเองด้วยครับ
Cr. FBหมอเจด
ทำไมเครียดแล้วกินจุกจิก? รู้ทัน “Stress Eating” ก่อนเผลอกินไม่หยุด!