"RIMPAC" (Rim of the Pacific)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ชื่อวิดีโอ: How 30 Nations Prepare for Potential War With China and North Korea | WSJ (30 ชาติเตรียมรับมือกับสงครามที่อาจเกิดขึ้นกับจีนและเกาหลีเหนืออย่างไร | WSJ)
บทสรุปเนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงลึก:
วิดีโอสารคดีจาก The Wall Street Journal นำเสนอการเข้าถึงแบบเอ็กซ์คลูซีฟในการซ้อมรบทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือที่รู้จักกันในชื่อ "RIMPAC" (Rim of the Pacific) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของนานาชาติในการรักษาเสถียรภาพและเตรียมความพร้อมทางทหาร ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก [00:02]
บริบทความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในมหาสมุทรแปซิฟิก
มหาสมุทรแปซิฟิกมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถรับประกันความสงบและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกได้เพียงลำพัง [00:08] สาเหตุหลักของความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจากท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นของรัฐบาลปักกิ่ง ควบคู่ไปกับการขยายคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วของเกาหลีเหนือ [00:25]
ยุทธศาสตร์การขยายอิทธิพลของจีน: ในอดีต จีนมักมุ่งเน้นไปที่การรักษาความปลอดภัยใน "แนวหมู่เกาะที่หนึ่ง" (First Island Chain) ซึ่งทอดยาวตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นลงมาถึงฟิลิปปินส์ และครอบคลุมสุดขอบเขตแดนทางตอนใต้ของทะเลจีนใต้ [04:22] ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าจีนกำลังพยายามขยายปฏิบัติการทางทะเลทะลุแนวหมู่เกาะแรกออกไปสู่บริเวณแปซิฟิกตะวันตกใกล้กับเกาะกวม จีนตระหนักดีว่าหากพวกเขาสามารถบูรณาการทางทหารและปฏิบัติการผ่าน "แนวหมู่เกาะที่สอง" ได้ ก็จะสามารถสกัดกั้นและขัดขวางยุทธการทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียได้อย่างเด็ดขาด [04:42]
การพัฒนาอาวุธระดับภูมิภาคของเกาหลีเหนือ: ในขณะเดียวกัน ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบนคาบสมุทรอีกต่อไป เกาหลีเหนือได้สร้างเรือรบที่สามารถติดตั้งระบบขีปนาวุธศักยภาพนิวเคลียร์ (ตัวอย่างเช่น เรือรบชั้น Choan) ซึ่งการพัฒนานี้ได้ยกระดับขีดความสามารถในการโจมตีเชิงรุกที่สามารถครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือได้ [04:57]
แสนยานุภาพและบทบาทของกองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Theodore Roosevelt
ศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการซ้อมรบครั้งนี้คือเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ USS Theodore Roosevelt หรือที่ลูกเรือเรียกขานกันในนาม "The Big Stick" ซึ่งถูกบันทึกภาพขณะกำลังเคลื่อนตัวออกจากฐานทัพเรือเพิร์ลฮาร์เบอร์ [01:12]
ขีดความสามารถในการแสดงพลัง (Power Projection): กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี (Carrier Strike Group) นี้คือเครื่องมือแสดงพลังทางทหารที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดของสหรัฐฯ เนื่องจากกว่า 70% ของพื้นผิวโลกถูกปกคลุมด้วยผืนน้ำ กองเรือนี้จึงมีความยืดหยุ่นมหาศาล สามารถกรีธาทัพไปได้ทุกหนทุกแห่งทั่วโลก เพื่อรักษาเส้นทางการเดินเรือที่เสรีและเปิดกว้างในแปซิฟิก [01:52]
องค์ประกอบทางอากาศและเขี้ยวเล็บ: พื้นที่บนดาดฟ้าเรือสามารถรองรับอากาศยานได้ถึง 68 ลำ ซึ่งครอบคลุมอากาศยานหลายประเภทเพื่อรองรับภารกิจรบอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ เครื่องบินขับไล่โจมตี F-18 Super Hornets จำนวน 34 ลำ, เครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EA-18 Growlers, เครื่องบินบัญชาการและเตือนภัยล่วงหน้า E2-D Hawkeyes, เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ และเครื่องบินขึ้นลงแนวดิ่ง Ospreys [02:24] โดยมีขุมกำลังที่ล้ำค่าและก้าวหน้าที่สุดคือเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 แบบล่องหน F-35C จำนวน 10 ลำ [02:49] เครื่องบินระดับแนวหน้านี้มีเซ็นเซอร์อัจฉริยะล้ำยุคที่ช่วยขยายขอบเขตการรับรู้สถานการณ์ในสมรภูมิให้กับกองกำลังร่วมทั้งหมดได้ไกลทะลุ 800,000 ไมล์ ซึ่งชดเชยข้อจำกัดที่เรือผิวน้ำทั่วไปไม่สามารถทำได้ [03:55]
การผนึกกำลังและการบูรณาการร่วมกันของ 30 ชาติพันธมิตร
ยุทธการ RIMPAC เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นยอดถึงระบบความร่วมมือระดับนานาชาติ การฝึกในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 30 ซึ่งเติบโตจากการฝึกขนาดเล็กที่มีเพียง 5 ประเทศ กลายมาเป็นการซ้อมรบทางทะเลระดับพหุภาคีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก [05:12]
โครงสร้างกำลังพลอันมหาศาล: การฝึกประกอบด้วยกองกำลังจาก 30 ชาติพันธมิตร, เรือรบผิวน้ำ 31 ลำ, เรือดำน้ำ 5 ลำ, อากาศยานรบกว่า 190 ลำ และบุคลากรทางการทหารรวมกันมากกว่า 30,000 นาย [05:19]
การบริหารการบังคับบัญชาแบบร่วม (Shared Leadership): จุดแข็งที่แท้จริงของการฝึกซ้อมครั้งนี้คือสหรัฐฯ ไม่ได้ผูกขาดอำนาจการสั่งการไว้เพียงผู้เดียว แต่เปิดโอกาสให้ชาติพันธมิตรขึ้นมารับบทบาทผู้นำในมิติต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกัน (Interoperability) [05:29] โครงสร้างของศูนย์บัญชาการสะท้อนถึงการรวมศูนย์ความหลากหลาย โดยมีรองผู้บัญชาการทัพจากประเทศเยอรมนี, เสนาธิการทหารจากนิวซีแลนด์, นายทหารฝ่ายยุทธการจากเดนมาร์ก และบุคลากรจากสิงคโปร์ [06:10] การแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้ช่วยทลายกำแพงด้านภาษาและเชื่อมรอยต่อทางยุทธวิธี ทำให้กองทัพของโลกเสรีสามารถประสานงานกันได้อย่างไร้รอยต่อ [03:37]
บทเรียนจากสงครามยุคใหม่: ยูเครน ตะวันออกกลาง และการปฏิวัติทางเทคโนโลยี
RIMPAC มิได้ยึดติดอยู่เพียงการรบตามแบบแผนดั้งเดิม แต่ยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยบูรณาการบทเรียนจากการทำสงครามร่วมสมัยในยูเครนและภูมิภาคตะวันออกกลาง [06:34]
ระบบไร้คนขับและปัญญาประดิษฐ์: การพัฒนาทางเทคโนโลยีนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามจากโดรนและระบบรบไร้คนขับ (Unmanned Systems) รวมถึงการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสมรภูมิรบ [06:56]
การทดลองนวัตกรรมทางทหาร 35 โครงการ: การฝึกครั้งนี้อัดแน่นไปด้วยการทดลองเชิงยุทธวิธีทางเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นคือกระบวนการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Advanced Manufacturing) จากศูนย์ปฏิบัติการบนชายฝั่งฮาวาย และการควบคุมยานผิวน้ำไร้คนขับ (Unmanned Surface Vessel) ให้นำส่งชิ้นส่วนเหล่านั้นไปยังกองเรือในทะเลเพื่อสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงในแนวหน้าได้อย่างแม่นยำ [07:23]
ยุทธวิธีภาคพื้นดินและการจำลองการบุกจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบก
ความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ในแปซิฟิกไม่ได้อาศัยแค่อำนาจการควบคุมน่านน้ำ แต่ยังต้องอาศัยการย้ายกำลังรบที่รวดเร็วระหว่างเรือและภาคพื้นดิน [07:47]
การจู่โจมโฉบฉวยเชิงยุทธวิธี: มีการจัดการฝึกซ้อมการโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious Raid) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของฐานปฏิบัติการลอยน้ำ โดยในวิดีโอปรากฏภาพกองกำลังนาวิกโยธินของเกาหลีใต้ เคลื่อนพลมาพร้อมกับเครื่องบิน Ospreys สหรัฐฯ จำนวน 4 ลำ เพื่อเตรียมจำลองการบุกเข้ายึดพื้นที่และเคลียร์อาคารร่วมกับนาวิกโยธินอเมริกัน [08:21]
สภาวะจำลองที่มีความสมจริงสูง: พื้นที่ที่ใช้ซ้อมรบถูกปรับแต่งเพื่อทดสอบสติปัญญาภายใต้ความกดดัน การประสานงานผ่านอุปสรรคทางภาษา และการรับมือกับพลเรือนในเขตเมือง [08:30] สิ่งที่น่าสะดุดตาคือการจัดสภาพแวดล้อมจำลองให้เหมือนพื้นที่เป้าหมายจริงในเอเชีย โดยมีการติดตั้งป้ายภาษาเกาหลี และมีกระทั่งรูปภาพจำลองของอดีตผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ "คิมจองอิล" เพื่อสร้างความรู้สึกสมจริงอย่างขีดสุดให้แก่กำลังพล [08:50]
การตอบสนองเชิงยุทธศาสตร์และการป้องปรามศัตรู (Deterrence Effect)
ในสายตาของประเทศจีนและเกาหลีเหนือ การเปิดฉากซ้อมรบ RIMPAC ในสเกลระดับนี้มักถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณยั่วยุเชิงรุก เนื่องจากพฤติการณ์จำลองเป็นการรวมศูนย์กำลังทางทหารเพื่อเข้าต่อตีศัตรูระดับรัฐมหาอำนาจ [09:08]
การซ้อมรบตอบโต้คู่ขนาน: เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนว่าตนไม่เกรงกลัว จีนและรัสเซียจึงได้จัดฉากการซ้อมรบร่วมทางทะเลและอากาศแบบทวิภาคีในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีการลาดตระเวนเชิงสัญลักษณ์รอบหมู่เกาะของญี่ปุ่น เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้โลกตะวันตกตระหนักว่า ฝ่ายของพวกเขาก็กำลังยกระดับขีดความสามารถทางทหารร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรของตนอย่างเข้มข้นเช่นกัน [09:22]
เป้าหมายเพื่อสันติภาพผ่านความเข้มแข็ง: แม้ทหารอเมริกันจะสงวนท่าทีที่จะคาดเดาถึงระดับความหวาดกลัวของขั้วตรงข้าม แต่พวกเขาเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งว่า ปรากฏการณ์ที่ 30 ประเทศพันธมิตรมารวมตัวทำงานร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่มีการบูรณาการในระดับนี้ ย่อมต้องส่งผลลัพธ์ในการเป็น "การป้องปราม" ทางทหารที่ชัดเจน เป็นการกระตุ้นเตือนมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจใช้ความก้าวร้าวทางทหาร และยืนยันความมุ่งมั่นในการรักษาระเบียบความมั่นคงของโลกเอาไว้ [10:04]
"RIMPAC" (Rim of the Pacific)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้