เปิดขุมทรัพย์! Top 7 บริษัทนอกตลาดหุ้น ที่ทำกำไรมากที่สุดในไทย (ปี 2568)

เวลาเราพูดถึงบริษัทที่ทำกำไรมหาศาล หลายคนมักจะนึกถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีอีกหลายบริษัทนอกตลาดหุ้นที่ทำธุรกิจเงียบๆ แต่สร้างกำไรระดับหมื่นล้านบาท!

ล่าสุด จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (จัดทำโดย ลงทุนแมน) ได้เปิดเผย 7 อันดับบริษัทนอกตลาดหุ้นที่มีกำไรมากที่สุดในไทย ประจำปี 2568 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนเทคโนโลยี ยานยนต์ พลังงาน ไปจนถึงโทรคมนาคมและประกันภัย

🏆 จัดอันดับ 7 บริษัทนอกตลาดหุ้น กำไรสูงสุดประจำปี 2568

🥇 อันดับ 1: เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย)
ประเภทธุรกิจ: ผลิตฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Data Storage)
รายได้: 287,692 ล้านบาท (▲ 44% จากปี 2567)
กำไรสุทธิ: 88,968 ล้านบาท (▲ 139% จากปี 2567)
ข้อสังเกต: คว้าแชมป์กำไรสูงสุดด้วยอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด (+139%) อานิสงส์สำคัญมาจากกระแส AI และการขยายตัวของ Data Center ทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

🥈 อันดับ 2: โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย (TOYOTA)
ประเภทธุรกิจ: ผลิตรถยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
รายได้: 423,054 ล้านบาท (▼ 5% จากปี 2567)
กำไรสุทธิ: 37,385 ล้านบาท (▲ 14% จากปี 2567)
ข้อสังเกต: แม้รายได้จะลดลงเล็กน้อย 5% แต่โตโยต้ายังคงครองอันดับ 1 บริษัทที่มีรายได้สูงสุดในกลุ่มนี้ และบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถดันกำไรเติบโตขึ้น 14%

🥉 อันดับ 3: แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN)
ประเภทธุรกิจ: บริษัทย่อยในเครือ AIS (ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่)
รายได้: 198,389 ล้านบาท (▲ 8% จากปี 2567)
กำไรสุทธิ: 36,810 ล้านบาท (▲ 67% จากปี 2567)
ข้อสังเกต: เส้นเลือดใหญ่ด้านรายได้ของกลุ่ม AIS ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ทั้งการขยายฐานผู้ใช้บริการ 5G และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ดันกำไรพุ่งขึ้นถึง 67%

4️⃣ อันดับ 4: เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ (HONDA)
ประเภทธุรกิจ: ผลิตรถยนต์ จักรยานยนต์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
รายได้: 125,231 ล้านบาท (▼ 5% จากปี 2567)
กำไรสุทธิ: 26,981 ล้านบาท (▲ 10% จากปี 2567)
ข้อสังเกต: อีกหนึ่งค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ยังทำกำไรได้อย่างเติบโต (+10%) สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ฮอนด้าทั้งในตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์

5️⃣ อันดับ 5: อินดิเพนเดนท์ เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์
ประเภทธุรกิจ: บริษัทย่อยในเครือ GULF (เน้นลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้า)
รายได้: 11,967 ล้านบาท (▲ 96% จากปี 2567)
กำไรสุทธิ: 11,947 ล้านบาท (▲ 97% จากปี 2567)
ข้อสังเกต: เป็นบริษัทที่มีอัตรากำไรต่อรายได้สูงอย่างน่าตกใจ (รายได้ 11,967 ล้านบาท แต่เป็นกำไรถึง 11,947 ล้านบาท) เนื่องจากเป็นบริษัทโฮลดิ้ง/ลงทุนที่รับรู้กำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์

6️⃣ อันดับ 6: อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) (ISUZU)
ประเภทธุรกิจ: ผลิตรถกระบะ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ และรถบรรทุก
รายได้: 155,380 ล้านบาท (▼ 37% จากปี 2567)
กำไรสุทธิ: 11,262 ล้านบาท (▼ 50% จากปี 2567)
ข้อสังเกต: เผชิญความท้าทายอย่างหนัก
จากภาพรวมตลาดรถกระบะในประเทศที่ชะลอตัวและสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้รายได้หดตัว 37% และกำไรลดลงถึง 50%

7️⃣ อันดับ 7: เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต (FWD)
ประเภทธุรกิจ: ประกันชีวิต
รายได้: 14,244 ล้านบาท (▼ 86% จากปี 2567)
กำไรสุทธิ: 10,273 ล้านบาท (▲ 21% จากปี 2567)
ข้อสังเกต: ถึงแม้ตัวเลขรายได้ทางบัญชีจะลดลงเนื่องจากการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการบันทึกบัญชีประกันภัยแบบใหม่ แต่กำไรสุทธิที่แท้จริงกลับเติบโตได้ดีถึง +21%

💡 เกร็ดน่ารู้: บริษัทที่รายได้มากที่สุดในไทย อาจไม่ได้กำไรมากที่สุด!
นอกจาก 7 อันดับข้างต้นแล้ว ในอินโฟกราฟิกยังได้เฉลยข้อเท็จจริงสุดทึ่งเกี่ยวกับ "บริษัทที่ทำรายได้สูงที่สุดในประเทศไทย" นั่นคือ:
บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง คอมโมดิตี้ส์ จำกัด
รายได้ปี 2568: 5,556,702 ล้านบาท (ทะลุ 5.5 ล้านล้านบาท!)
กำไรสุทธิ: 988 ล้านบาท
อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin): เพียง 0.02%

ทำไมรายได้สูงแต่กำไรน้อย? สาเหตุเพราะฮั่วเซ่งเฮงดำเนินธุรกิจรูปแบบ "ซื้อมาขายไป" สำหรับทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งแต่ละวันมีมูลค่าการซื้อขายหมุนเวียนมหาศาล ดันให้ยอดขายรวมพุ่งสูงหลายล้านล้านบาท แต่ส่วนต่างราคา (Margin) ต่อการซื้อขายแต่ละครั้งนั้นต่ำมาก จึงทำให้อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่เพียง 0.02% เท่านั้น

CR IG Longtunman

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่