ในการปฏิบัตินั้นมักจะมีการถกเถียงกันประมาณนี้ว่า
❌พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนการบริกรรม
❌การบริกรรมพุทโธไม่มีในสมัยพุทธกาล
❌การบริกรรมเป็นการระลึกถึงบัญญัติ ไม่ได้ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าจริงๆ เป็นต้น
🙏 ก็เลยนำอรรถกถาที่แสดงเรื่อง "การนับ" มาแชร์ไว้ เมื่อท่านอ่านแล้วก็จะเห็นว่าการนับจะคล้ายกับการบริกรรมพุทโธ ที่เป็นอุบายที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำไว้ และมีไว้สำหรับผู้เริ่มบำเพ็ญ เพื่อให้จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ซัดส่ายไปในอารมณ์มากมาย มีอธิบายเรื่องการนับช้า/นับเร็ว และให้นับไปจนกว่าสติที่เว้นจากการนับจะตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ คือลมอัสสาสะและปัสสาสะ. (หรือถ้าท่องพุทโธ ก็จนกว่าคำบริกรรมหายไป หรือพุทโธหาย นั่นเอง)
🙏🙏สำหรับผู้เริ่มเจริญอานาปานสติ ท่านก็สามารถดูเอาเองได้ว่าท่านต้องใช้การนับ หรือคำบริกรรมไหม ถ้ารู้สึกว่าทำแล้วหนักหรือเป็นภาระ ก็ไม่ต้องทำก็ได้ และในเมื่อมีในพระสูตรก็ไม่ต้องกังวลว่าการนับจะเป็นเรื่องผิด
🙏🙏🙏ในสำนักที่สอนอานาปานสติที่ฉันติดตามนั้น พระท่านสอนเรื่อง "การนับ" ตรงตามพระสูตร และท่านก็แนะอุบายการบริกรรมพุทโธไว้ด้วย สำหรับคนที่ไม่ถูกจริตกับการนับตัวเลข นั่นเอง
........................
เชิญอ่านอรรถกถา
📒
อรรถหกถา มหาวิภังค์ ปฐมภาค ปาราชิกกัณฑ์ ตติยปาราชิกสิกขาบท
✅ [วิธีมนสิการอานาปานัสสติกรรมฐาน ๘ อย่าง]
ก็ในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า พึงมนสิการอานาปานัสสติกรรมฐานนี้ มีมนสิการวิธีดังต่อไปนี้ คือ
#การนับ๑
การตามผูก๑
การถูกต้อง๑
การหยุดไว้๑
การกำหนด๑
การเปลี่ยนแปลง๑
ความหมดจด๑
และการเห็นธรรมเหล่านั้นแจ่มแจ้ง๑
รวมเป็น ๘ อย่าง
📌การนับนั่นแล ชื่อว่า #คณนา. การกำหนดตามไป ชื่อว่าอนุพันธนา. ฐานที่ลมถูกต้อง ชื่อว่าผุสนา. ความแน่วแน่ชื่อว่าฐปนา. ความเห็นเห็นแจ้ง ชื่อว่าสัลลักขณา. มรรค ชื่อว่าวิวัฏฏนา. ผลชื่อว่าปาริสุทธิ. การพิจารณา ชื่อว่า เตสัญจ ปฏิปัสสนา.
🎯 #อธิบายวิธีนับลมหายใจเข้าออก
บรรดามนสิการวิธีมีการนับเป็นต้นนั้น กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญนี้ควรมนสิการกรรมฐานนี้โดยการนับก่อน. และเมื่อจะนับไม่ควรหยุดนับต่ำกว่า ๕ ไม่ควรนับให้เกินกว่า ๑๐ ไม่ควรแสดง (การนับ) ให้ขาดในระหว่าง.
เพราะเมื่อหยุดนับต่ำกว่า ๕ จิตตุปบาทย่อมดิ้นรนในโอกาสคับแคบ ดุจฝูงโคที่รวมขังไว้ในคอกที่คับแคบฉะนั้น. เมื่อนับเกินกว่า ๑๐ ไป จิตตุปบาทก็พะวงอยู่ด้วยการนับเท่านั้น. เมื่อแสดง (การนับ) ให้ขาดในระหว่าง จิตย่อมหวั่นไปว่า กรรมฐานของเราถึงที่สุดหรือไม่หนอ.
เพราะฉะนั้น ต้องเว้นโทษเหล่านี้เสียแล้ว จึงค่อยนับ. เมื่อจะนับครั้งแรก ควรนับโดยวิธีนับช้าๆ คือนับอย่างวิธีคนตวงข้าวเปลือก.
จริงอยู่ คนตวงข้าวเปลือกตวงเต็มทะนานแล้วบอกว่า ๑ จึงเทลง เมื่อตวงเต็มอีก พบหยากเยื่อบางอย่าง เก็บมันทิ้งเสีย จึงบอกว่า ๑-๑.
ในคำว่า ๒-๒ เป็นต้น ก็นัยนี้.
กุลบุตรแม้นี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน บรรดาลมหายใจเข้าและหายใจออก ส่วนใดปรากฏพึงจับเอาส่วนนั้น แล้วพึงกำหนดลมที่กำลังผ่านไปๆ ตั้งแต่ต้นว่า ๑-๑ ไป จนถึงว่า ๑๐-๑๐ เมื่อกุลบุตรนั้นนับอยู่โดยวิธีอย่างนี้ ลมอัสสาสะปัสสาสะที่กำลังผ่านออกและผ่านเข้า ย่อมปรากฏ.
⚠️ลำดับนั้น กุลบุตรนี้ควรละวิธีนับช้าๆ คือนับอย่างวิธีคนตวงข้าวเปลือกนั้นเสีย แล้วพึงนับโดยวิธีเร็วๆ คือนับอย่างวิธีนายโคบาล. แท้จริง นายโคบาลผู้ฉลาดเอาก้อนกรวดใส่พก มือถือเชือกและไม้ตะพดไปสู่คอกแต่เช้าตรู่ ตีโคที่หลังแล้ว นั่งอยู่บนเสาลิ่มสลัก นับแม่โคตัวมาถึงประตูแล้วๆ ใส่ก้อนกรวดลงไปว่า ๑-๒ เป็นต้น. ฝูงโคที่อยู่ลำบากในโอกาสที่คับแคบตลอดราตรี ๓ ยาม เมื่อออก (จากคอก) เบียดเสียดกันและกันรีบออกเป็นหมู่ๆ. นายโคบาลนั้นย่อมนับอย่างรวดเร็วทีเดียวว่า ๓-๔-๕-๑๐ เป็นต้น.
⚠️⚠️แม้เมื่อกุลบุตรนี้นับอยู่โดยนัยก่อนอย่างว่ามาแล้วนี้ ลมอัสสาสะและปัสสาสะย่อมปรากฏสัญจรไปมา อย่างรวดเร็ว. ลำดับนั้น เธอรู้อยู่ว่า ลมอัสสาสะและปัสสาสะย่อมสัญจรไปมาอย่างรวดเร็ว แล้วไม่ถือเอาลมภายในและภายนอก พึงกำหนดเฉพาะลมที่มาถึงช่องๆ เท่านั้น นับอย่างเร็วๆ ทีเดียวว่า
๑-๒-๓-๔-๕
๑-๒-๓-๔-๕-๖
๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗
๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘
๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙
๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙-๑๐.
เพราะว่าในกรรมฐานที่เนื่องด้วยการนับ จิตย่อมมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ ด้วยกำลังแห่งการนับเท่านั้น ดุจการหยุดเรือไว้ในกระแสน้ำเชี่ยว ด้วยอำนาจที่เอาถ่อค้ำไว้ฉะนั้น. เมื่อเธอนับอยู่เร็วๆ อย่างนี้กรรมฐานย่อมปรากฏเป็นดุจว่า ดำเนินไปไม่ขาดสาย. เวลานั้น ครั้นเธอรู้ว่า กรรมฐานดำเนินไปไม่ขาดสายแล้ว อย่ากำหนดลมทั้งภายในและภายนอก พึงนับเร็วๆ ตามนัยก่อนนั่นแล.
เมื่อเธอส่งจิตเข้าไปพร้อมกับลมที่เข้าไปภายใน ฐานภายในถูกลมกระทบแล้ว ย่อมเป็นเหมือนเต็มด้วยมันข้นฉะนั้น. เมื่อนำจิตออกมาพร้อมกับลมที่ออกมาภายนอก จิตย่อมส่ายไปในอารมณ์มากหลายในภายนอก. แต่ภาวนาย่อมสำเร็จแก่ผู้ตั้งสติไว้ในโอกาสที่ลมถูกต้อง เจริญอยู่เท่านั้น. เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า อย่ากำหนดลมทั้งภายในและภายนอก พึงนับเร็วๆ ตามนัยก่อนนั่นแล.
❓ ถามว่า จะพึงนับลมอัสสาสะและปัสสาสะนั่น นานเท่าไร?
✅ แก้ว่า พึงนับไปจนกว่าสติที่เว้นจากการนับจะตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ คือลมอัสสาสะและปัสสาสะ. เพราะว่าการนับ ก็เพื่อจะตัดวิตกที่พล่านไปในภายนอก แล้วตั้งสติไว้ในอารมณ์คือลมอัสสาสะและปัสสาสะเท่านั้น.
📒 อรรถหกถา มหาวิภังค์ ปฐมภาค
ปาราชิกกัณฑ์ ตติยปาราชิกสิกขาบท
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=01.0&i=176&p=2
❓อานาปานสติกับการบริกรรมไม่ใช่คำสอนพุทธจริงหรือ
❌พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนการบริกรรม
❌การบริกรรมพุทโธไม่มีในสมัยพุทธกาล
❌การบริกรรมเป็นการระลึกถึงบัญญัติ ไม่ได้ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าจริงๆ เป็นต้น
🙏 ก็เลยนำอรรถกถาที่แสดงเรื่อง "การนับ" มาแชร์ไว้ เมื่อท่านอ่านแล้วก็จะเห็นว่าการนับจะคล้ายกับการบริกรรมพุทโธ ที่เป็นอุบายที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำไว้ และมีไว้สำหรับผู้เริ่มบำเพ็ญ เพื่อให้จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ซัดส่ายไปในอารมณ์มากมาย มีอธิบายเรื่องการนับช้า/นับเร็ว และให้นับไปจนกว่าสติที่เว้นจากการนับจะตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ คือลมอัสสาสะและปัสสาสะ. (หรือถ้าท่องพุทโธ ก็จนกว่าคำบริกรรมหายไป หรือพุทโธหาย นั่นเอง)
🙏🙏สำหรับผู้เริ่มเจริญอานาปานสติ ท่านก็สามารถดูเอาเองได้ว่าท่านต้องใช้การนับ หรือคำบริกรรมไหม ถ้ารู้สึกว่าทำแล้วหนักหรือเป็นภาระ ก็ไม่ต้องทำก็ได้ และในเมื่อมีในพระสูตรก็ไม่ต้องกังวลว่าการนับจะเป็นเรื่องผิด
🙏🙏🙏ในสำนักที่สอนอานาปานสติที่ฉันติดตามนั้น พระท่านสอนเรื่อง "การนับ" ตรงตามพระสูตร และท่านก็แนะอุบายการบริกรรมพุทโธไว้ด้วย สำหรับคนที่ไม่ถูกจริตกับการนับตัวเลข นั่นเอง
........................
เชิญอ่านอรรถกถา
📒อรรถหกถา มหาวิภังค์ ปฐมภาค ปาราชิกกัณฑ์ ตติยปาราชิกสิกขาบท
✅ [วิธีมนสิการอานาปานัสสติกรรมฐาน ๘ อย่าง]
ก็ในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า พึงมนสิการอานาปานัสสติกรรมฐานนี้ มีมนสิการวิธีดังต่อไปนี้ คือ
#การนับ๑
การตามผูก๑
การถูกต้อง๑
การหยุดไว้๑
การกำหนด๑
การเปลี่ยนแปลง๑
ความหมดจด๑
และการเห็นธรรมเหล่านั้นแจ่มแจ้ง๑
รวมเป็น ๘ อย่าง
📌การนับนั่นแล ชื่อว่า #คณนา. การกำหนดตามไป ชื่อว่าอนุพันธนา. ฐานที่ลมถูกต้อง ชื่อว่าผุสนา. ความแน่วแน่ชื่อว่าฐปนา. ความเห็นเห็นแจ้ง ชื่อว่าสัลลักขณา. มรรค ชื่อว่าวิวัฏฏนา. ผลชื่อว่าปาริสุทธิ. การพิจารณา ชื่อว่า เตสัญจ ปฏิปัสสนา.
🎯 #อธิบายวิธีนับลมหายใจเข้าออก
บรรดามนสิการวิธีมีการนับเป็นต้นนั้น กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญนี้ควรมนสิการกรรมฐานนี้โดยการนับก่อน. และเมื่อจะนับไม่ควรหยุดนับต่ำกว่า ๕ ไม่ควรนับให้เกินกว่า ๑๐ ไม่ควรแสดง (การนับ) ให้ขาดในระหว่าง.
เพราะเมื่อหยุดนับต่ำกว่า ๕ จิตตุปบาทย่อมดิ้นรนในโอกาสคับแคบ ดุจฝูงโคที่รวมขังไว้ในคอกที่คับแคบฉะนั้น. เมื่อนับเกินกว่า ๑๐ ไป จิตตุปบาทก็พะวงอยู่ด้วยการนับเท่านั้น. เมื่อแสดง (การนับ) ให้ขาดในระหว่าง จิตย่อมหวั่นไปว่า กรรมฐานของเราถึงที่สุดหรือไม่หนอ.
เพราะฉะนั้น ต้องเว้นโทษเหล่านี้เสียแล้ว จึงค่อยนับ. เมื่อจะนับครั้งแรก ควรนับโดยวิธีนับช้าๆ คือนับอย่างวิธีคนตวงข้าวเปลือก.
จริงอยู่ คนตวงข้าวเปลือกตวงเต็มทะนานแล้วบอกว่า ๑ จึงเทลง เมื่อตวงเต็มอีก พบหยากเยื่อบางอย่าง เก็บมันทิ้งเสีย จึงบอกว่า ๑-๑.
ในคำว่า ๒-๒ เป็นต้น ก็นัยนี้.
กุลบุตรแม้นี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน บรรดาลมหายใจเข้าและหายใจออก ส่วนใดปรากฏพึงจับเอาส่วนนั้น แล้วพึงกำหนดลมที่กำลังผ่านไปๆ ตั้งแต่ต้นว่า ๑-๑ ไป จนถึงว่า ๑๐-๑๐ เมื่อกุลบุตรนั้นนับอยู่โดยวิธีอย่างนี้ ลมอัสสาสะปัสสาสะที่กำลังผ่านออกและผ่านเข้า ย่อมปรากฏ.
⚠️ลำดับนั้น กุลบุตรนี้ควรละวิธีนับช้าๆ คือนับอย่างวิธีคนตวงข้าวเปลือกนั้นเสีย แล้วพึงนับโดยวิธีเร็วๆ คือนับอย่างวิธีนายโคบาล. แท้จริง นายโคบาลผู้ฉลาดเอาก้อนกรวดใส่พก มือถือเชือกและไม้ตะพดไปสู่คอกแต่เช้าตรู่ ตีโคที่หลังแล้ว นั่งอยู่บนเสาลิ่มสลัก นับแม่โคตัวมาถึงประตูแล้วๆ ใส่ก้อนกรวดลงไปว่า ๑-๒ เป็นต้น. ฝูงโคที่อยู่ลำบากในโอกาสที่คับแคบตลอดราตรี ๓ ยาม เมื่อออก (จากคอก) เบียดเสียดกันและกันรีบออกเป็นหมู่ๆ. นายโคบาลนั้นย่อมนับอย่างรวดเร็วทีเดียวว่า ๓-๔-๕-๑๐ เป็นต้น.
⚠️⚠️แม้เมื่อกุลบุตรนี้นับอยู่โดยนัยก่อนอย่างว่ามาแล้วนี้ ลมอัสสาสะและปัสสาสะย่อมปรากฏสัญจรไปมา อย่างรวดเร็ว. ลำดับนั้น เธอรู้อยู่ว่า ลมอัสสาสะและปัสสาสะย่อมสัญจรไปมาอย่างรวดเร็ว แล้วไม่ถือเอาลมภายในและภายนอก พึงกำหนดเฉพาะลมที่มาถึงช่องๆ เท่านั้น นับอย่างเร็วๆ ทีเดียวว่า
๑-๒-๓-๔-๕
๑-๒-๓-๔-๕-๖
๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗
๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘
๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙
๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙-๑๐.
เพราะว่าในกรรมฐานที่เนื่องด้วยการนับ จิตย่อมมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ ด้วยกำลังแห่งการนับเท่านั้น ดุจการหยุดเรือไว้ในกระแสน้ำเชี่ยว ด้วยอำนาจที่เอาถ่อค้ำไว้ฉะนั้น. เมื่อเธอนับอยู่เร็วๆ อย่างนี้กรรมฐานย่อมปรากฏเป็นดุจว่า ดำเนินไปไม่ขาดสาย. เวลานั้น ครั้นเธอรู้ว่า กรรมฐานดำเนินไปไม่ขาดสายแล้ว อย่ากำหนดลมทั้งภายในและภายนอก พึงนับเร็วๆ ตามนัยก่อนนั่นแล.
เมื่อเธอส่งจิตเข้าไปพร้อมกับลมที่เข้าไปภายใน ฐานภายในถูกลมกระทบแล้ว ย่อมเป็นเหมือนเต็มด้วยมันข้นฉะนั้น. เมื่อนำจิตออกมาพร้อมกับลมที่ออกมาภายนอก จิตย่อมส่ายไปในอารมณ์มากหลายในภายนอก. แต่ภาวนาย่อมสำเร็จแก่ผู้ตั้งสติไว้ในโอกาสที่ลมถูกต้อง เจริญอยู่เท่านั้น. เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า อย่ากำหนดลมทั้งภายในและภายนอก พึงนับเร็วๆ ตามนัยก่อนนั่นแล.
❓ ถามว่า จะพึงนับลมอัสสาสะและปัสสาสะนั่น นานเท่าไร?
✅ แก้ว่า พึงนับไปจนกว่าสติที่เว้นจากการนับจะตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ คือลมอัสสาสะและปัสสาสะ. เพราะว่าการนับ ก็เพื่อจะตัดวิตกที่พล่านไปในภายนอก แล้วตั้งสติไว้ในอารมณ์คือลมอัสสาสะและปัสสาสะเท่านั้น.
📒 อรรถหกถา มหาวิภังค์ ปฐมภาค
ปาราชิกกัณฑ์ ตติยปาราชิกสิกขาบท
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=01.0&i=176&p=2