“อานาปานัสสติกรรมฐานเป็นภาระหนัก เป็นภูมิมนสิการของมหาบุรุษ การไปทำอานาปานัสสติโดยไม่ดูว่าจริงๆสำหรับใครบ้างเป็นการไม่ดูฐานะตน“
จากข้อความด้านบน ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่มีนักตำราเข้าใจอรรถกถาผิดแล้วเอามาโพสต์ในโซเชียล และบางแห่งที่แชร์กันยังขีดเส้นใต้เน้นย้ำเพื่อให้อัตโนมัติตนดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ทำให้พุทธบริษัทที่อ่านแล้วไม่พิจารณาให้ดีสามารถเข้าใจผิดคำสอนต่อๆกันได้ว่าผู้ที่ไม่ใช่พุทธเจ้าหรือปัจเจกพุทธเจ้าแล้วไปเจริญอานาปานสตินั้นเป็นผู้ที่ไม่ดูฐานะตน
ทั้งๆที่สิ่งที่อรรถกถาจารย์อธิบายในช่วงที่มีการนำมาโพสต์นี้นั้นไม่มีตรงไหนเลยที่แสดงว่าผู้ที่ไม่ใช่พุทธเจ้าหรือปัจเจกพุทธเจ้าจะไม่อยู่ในฐานะที่จะเจริญกรรมฐานนี้ได้เว้นแต่ผู้นั้นมีสติหลงลืมไม่รู้สึกตัวอยู่ และกลับกันได้มีการอธิบายอุบายต่างๆเมื่อภิกษุพบว่าลมหายใจหายไป ดังนี้
สำหรับลมอัสสาสะ-ปัสสาสะที่หายไปนั้น อยู่ในช่วง ผุสนาและฐปนา คือเมื่อมีความแน่วแน่จะพบว่าลมหายใจหายไป แต่ในเมื่อภิกษุไม่ใช่ผู้ไม่มีลมหายใจเข้า-ออกเช่นทารกในครรภ์ เช่นคนดำน้ำ หรือเช่นคนตาย เป็นต้น เมื่อไม่ได้เป็นดังนั้นย่อมยังมีลมอัสสาสะ-ปัสสาสะ อยู่ดี จึงไม่จำต้องแสวงหาลม และไม่พึงเปลี่ยนกรรมฐาน แต่ผู้ประกอบด้วยสติและปัญญานั่นแล้วกรรมฐานย่อมปรากฎให้แก่ผู้มนัสิการอยู่ (คือเมื่อกำหนดลมหายใจไม่ได้เพราะลมละเอียดเกิน หรือเรียกว่าลมหายใจหายไป ก็ให้มีสติตั้งมั่น ซักพักจะรับรู้ลมได้ใหม่นั่นเอง)
🎯คลิกสปอยล์เพื่ออ่าน อรรถกถา มหาวิภังค์ ปฐมภาค
ปาราชิกกัณฑ์ ตติยปาราชิกสิกขาบท
อุบายเป็นเหตุนำอานาปานัสสติกรรมฐานมา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ ในอธิการว่าด้วยอานาปานัสสติกรรมฐานนั้น มีอุบายเป็นเครื่องนำมาดังต่อไปนี้ :-
จริงอยู่ ภิกษุนั้นรู้ว่ากรรมฐานไม่ปรากฏ ควรพิจารณาสำเหนียกอย่างนี้ว่า ชื่อว่าลมหายใจเข้าและหายใจออกนี้ มีอยู่ในที่ไหน? ไม่มีในที่ไหน? ของใครมี? ของใครไม่มี?
ภายหลัง เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาดูอยู่อย่างนี้ก็รู้ได้ว่า ลมหายใจเข้าและหายใจออกนี้ (ของทารกผู้อยู่) ภายในท้องของมารดา ไม่มี, พวกชนผู้ดำน้ำก็ไม่มี, พวกอสัญญีสัตว์ คนตายแล้ว ผู้เข้าจตุตถฌาน ท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยรูปภพและอรูปภพ ท่านผู้เข้านิโรธ ก็ไม่มีเหมือนกัน แล้วพึงตักเตือนตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า
แน่ะบัณฑิต ตัวเธอไม่ใช่ผู้อยู่ในท้องของมารดา ไม่ใช่ผู้ดำน้ำ ไม่ใช่เป็นอสัญญีสัตว์ ไม่ใช่คนตาย ไม่ใช่ผู้เข้าจตุตถฌาน ไม่ใช่ผู้พร้อมเพรียงด้วยรูปภพและอรูปภพ ไม่ใช่ผู้เข้านิโรธ มิใช่หรือ? ตัวเธอยังมีลมหายใจเข้าและหายใจออกอยู่แท้ๆ แต่ตัวเธอก็ไม่สามารถจะกำหนดได้ เพราะยังมีปัญญาอ่อน.
ภายหลัง เธอนั่นควรตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจที่ลมถูกต้องโดยปกตินั่นเอง ให้มนสิการเป็นไป. จริงอยู่ ลมหายใจเข้าและหายใจออกนี้กระทบโครงจมูกของผู้มีจมูกยาวผ่านไป, กระทบริมฝีปากข้างบนของผู้มีจมูกสั้นผ่านไป. เพราะฉะนั้น เธอนั่นจึงควรตั้งนิมิตไว้ว่า ลมหายใจเข้าและหายใจออกย่อมกระทบฐานชื่อนี้.
ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล จึงตรัสว่า๑-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวการเจริญอานาปานัสสติ แก่ภิกษุผู้หลงลืมสติ ไม่รู้สึกตัวอยู่
จริงอยู่ กรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมสำเร็จแก่ผู้มีสติ มีความรู้ตัวเท่านั้น แม้ก็จริง, ถึงกระนั้น กรรมฐานอย่างอื่นนอกจากอานาปานัสสติกรรมฐานนี้ ย่อมปรากฏได้แก่ผู้ที่มนสิการอยู่. แต่อานาปานัสสติกรรมฐานนี้เป็นภาระหนัก เจริญสำเร็จได้ยาก ทั้งเป็นภูมิแห่งมนสิการของมหาบุรุษทั้งหลาย คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรเท่านั้น ไม่ใช่เป็นกรรมฐานต่ำต้อย, ทั้งมิได้เป็นกรรมฐานที่สัตว์ผู้ต่ำต้อยซ่องเสพ, เป็นกรรมฐานสงบและละเอียด โดยประการที่มหาบุรุษทั้งหลายย่อมทำไว้ในใจ. เพราะฉะนั้น ในอานาปานัสสติกรรมฐานนี้จำต้องปรารถนาสติและปัญญาอันมีกำลัง.
เหมือนอย่างว่า ในเวลาชุนผ้าสาฎกเนื้อเกลี้ยง แม้เข็มก็จำต้องปรารถนาอย่างเล็ก, แม้ด้ายซึ่งร้อยในบ่วงเข็มก็จำต้องปรารถนาเส้นละเอียดกว่านั้นฉันใด, ในเวลาเจริญกรรมฐาน
ก็มี 2-3 เรื่องแล้วที่จขกท.นำความเข้าใจตำราแบบผิดๆ แล้วทำให้เกิดประเด็นถกเถียงกันมาอธิบายให้ระมัดระวัง แต่ก็มีสมาชิกเข้าใจผิดว่าจขกท.ไม่เอาอรรถกถาบ้าง จะฉีกตำราทิ้งเอาแต่ส่วนที่ชอบบ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ในเมื่อคุณศึกษาตำราแต่มีการตีความตำราผิดๆจากการอ่านตำราไม่เข้าใจ หรืออาจจะเป็นเจตนาให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนก็แล้วแต่ ก็ควรรับฟังบ้างและไม่ใช่โจมตีจขกท.ข้างๆคูๆจนดูเหมือนพยายามปกปิดในเรื่องที่คนเผยแผ่กันผิดๆนี้
สาวกเจริญอานาปานสติเป็นการไม่เจียมตัวจริงหรือ
จากข้อความด้านบน ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่มีนักตำราเข้าใจอรรถกถาผิดแล้วเอามาโพสต์ในโซเชียล และบางแห่งที่แชร์กันยังขีดเส้นใต้เน้นย้ำเพื่อให้อัตโนมัติตนดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ทำให้พุทธบริษัทที่อ่านแล้วไม่พิจารณาให้ดีสามารถเข้าใจผิดคำสอนต่อๆกันได้ว่าผู้ที่ไม่ใช่พุทธเจ้าหรือปัจเจกพุทธเจ้าแล้วไปเจริญอานาปานสตินั้นเป็นผู้ที่ไม่ดูฐานะตน
ทั้งๆที่สิ่งที่อรรถกถาจารย์อธิบายในช่วงที่มีการนำมาโพสต์นี้นั้นไม่มีตรงไหนเลยที่แสดงว่าผู้ที่ไม่ใช่พุทธเจ้าหรือปัจเจกพุทธเจ้าจะไม่อยู่ในฐานะที่จะเจริญกรรมฐานนี้ได้เว้นแต่ผู้นั้นมีสติหลงลืมไม่รู้สึกตัวอยู่ และกลับกันได้มีการอธิบายอุบายต่างๆเมื่อภิกษุพบว่าลมหายใจหายไป ดังนี้
สำหรับลมอัสสาสะ-ปัสสาสะที่หายไปนั้น อยู่ในช่วง ผุสนาและฐปนา คือเมื่อมีความแน่วแน่จะพบว่าลมหายใจหายไป แต่ในเมื่อภิกษุไม่ใช่ผู้ไม่มีลมหายใจเข้า-ออกเช่นทารกในครรภ์ เช่นคนดำน้ำ หรือเช่นคนตาย เป็นต้น เมื่อไม่ได้เป็นดังนั้นย่อมยังมีลมอัสสาสะ-ปัสสาสะ อยู่ดี จึงไม่จำต้องแสวงหาลม และไม่พึงเปลี่ยนกรรมฐาน แต่ผู้ประกอบด้วยสติและปัญญานั่นแล้วกรรมฐานย่อมปรากฎให้แก่ผู้มนัสิการอยู่ (คือเมื่อกำหนดลมหายใจไม่ได้เพราะลมละเอียดเกิน หรือเรียกว่าลมหายใจหายไป ก็ให้มีสติตั้งมั่น ซักพักจะรับรู้ลมได้ใหม่นั่นเอง)
🎯คลิกสปอยล์เพื่ออ่าน อรรถกถา มหาวิภังค์ ปฐมภาค
ปาราชิกกัณฑ์ ตติยปาราชิกสิกขาบท
อุบายเป็นเหตุนำอานาปานัสสติกรรมฐานมา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ก็มี 2-3 เรื่องแล้วที่จขกท.นำความเข้าใจตำราแบบผิดๆ แล้วทำให้เกิดประเด็นถกเถียงกันมาอธิบายให้ระมัดระวัง แต่ก็มีสมาชิกเข้าใจผิดว่าจขกท.ไม่เอาอรรถกถาบ้าง จะฉีกตำราทิ้งเอาแต่ส่วนที่ชอบบ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ในเมื่อคุณศึกษาตำราแต่มีการตีความตำราผิดๆจากการอ่านตำราไม่เข้าใจ หรืออาจจะเป็นเจตนาให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนก็แล้วแต่ ก็ควรรับฟังบ้างและไม่ใช่โจมตีจขกท.ข้างๆคูๆจนดูเหมือนพยายามปกปิดในเรื่องที่คนเผยแผ่กันผิดๆนี้