การพาไทยไปฟุตบอลโลก คือการสร้างเยาวชนคุณภาพและส่งออกนักฟุตบอลจำนวนมาก
หากประเทศไทยต้องการไปแข่งขันฟุตบอลโลก วิธีคิดต้องเปลี่ยนจากการสร้างทีมชาติที่แข็งแกร่ง ไปสู่ "การสร้างระบบผลิตเยาวชนคุณภาพ" เป้าหมายคือการพัฒนาเด็กจำนวนมากกกกกก ให้มีทักษะฟุตบอล มาตรฐานการฝึกซ้อมที่ดี วินัย และโอกาสในการแข่งขันตั้งแต่อายุยังน้อย
ตัวอย่าง ญี่ปุ่น อาฟริกา ที่สู้กับยุโรปได้ (ไม่นับตะวันออกกลางซึ่ง ได้เล่นบอลโลกแต่ยังไม่พิสูจน์ว่า สู้กับพวกยุโรปได้)
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ คือ การส่งออกนักฟุตบอลไปแข่งขันในลีกต่างประเทศให้ได้จำนวนมาก
เพราะนักเตะจะได้รับการพัฒนาในสภาพแวดล้อมที่มีมาตรฐานสูง ทั้งด้านเทคนิค แท็กติก ความแข็งแกร่งของร่างกาย และประสบการณ์การแข่งขันระดับนานาชาติ
เมื่อมีนักเตะไทยกระจายอยู่ในลีกชั้นนำทั่วโลกจำนวนมาก ทีมชาติไทยก็จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากคุณภาพของผู้เล่นที่สูงขึ้น
การส่งออกนักเตะจำนวนมากจะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มจากการลงทุนในระบบเยาวชน ตั้งแต่โรงเรียน สโมสร อะคาเดมี การพัฒนาโค้ช สนามแข่งขัน วิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และระบบค้นหาผู้มีพรสวรรค์ทั่วประเทศ เพื่อให้มีฐานนักฟุตบอลขนาดใหญ่และมีการแข่งขันกันเองอย่างเข้มข้น
ที่ว่ามาต้องใช้เงินและการสร้างฐานครอบครัวและการแข่งขันจำนวนมาก
ถ้าทำไม่ได้อย่าง "ญี่ปุ่น" แต่ใช้ โมเดลของ "อาฟริกา" ก็ได้
สองแนวทางสู่ฟุตบอลโลก: โมเดลญี่ปุ่น และโมเดลแอฟริกา
การพาประเทศไปฟุตบอลโลกมีหลายแนวทาง แต่โดยภาพรวมสามารถแบ่งได้เป็น 2 โมเดลหลัก
1. โมเดลญี่ปุ่น : สร้างระบบทั้งประเทศ
ญี่ปุ่นลงทุนมหาศาลในการสร้างระบบฟุตบอลตั้งแต่ระดับรากหญ้า ทั้งโรงเรียน สโมสรเยาวชน ลีกอาชีพ โค้ช วิทยาศาสตร์การกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวก มีการแข่งขันในทุกช่วงอายุ และมีครอบครัวที่พร้อมสนับสนุนเด็กให้ฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง
โมเดลนี้ใช้เงินลงทุนสูง ใช้เวลานาน และต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมฟุตบอล โรงเรียน และสโมสร จึงจะสร้างฐานนักฟุตบอลคุณภาพจำนวนมากได้
เป็นไปได้ยากมาก สำหรับประเทศไทย
2. โมเดลแอฟริกา : พัฒนาและส่งออก
อีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศในแอฟริกาใช้ คือ การสร้างนักเตะที่มีศักยภาพ แล้วผลักดันไปเล่นในลีกยุโรปตั้งแต่อายุยังน้อยๆๆๆ ผ่านเครือข่ายอะคาเดมี แมวมอง และสโมสรต่างประเทศ
โมเดลนี้ใช้ทรัพยากรในประเทศน้อยกว่า แต่ต้องมีระบบค้นหานักเตะ การพัฒนาเยาวชน และเครือข่ายการส่งออกที่เข้มแข็ง
ในระยะสั้นถึงระยะกลาง ประเทศไทยอาจเลือกใช้ โมเดลผสม คือ
1. พัฒนาโค้ชภายในประเทศ
2. จัดเวทีการแข่งขันให้โอกาสนักฟุตบอลเยาวชนให้มากที่สุด
3.
ส่งออกนักฟุตบอลไทยไปแข่งขันในลีกต่างประเทศให้มากที่สุด เพราะการแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่มีมาตรฐานสูงจะช่วยพัฒนานักเตะได้รวดเร็วกว่า
ในโลกแห่งความเป็นจริง ประเทศไทยอาจไม่มีงบประมาณเยอะที่จะลงทุนในระบบพัฒนาเยาวชนขนาดใหญ่แบบประเทศญี่ปุ่น
ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการสร้างศูนย์ฝึก โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถเลือกใช้
โมเดลที่ใช้งบประมาณน้อยกว่ามากแต่มีประสิทธิภาพสูง
1. พัฒนาโค้ชพื้นฐาน
2. การเพิ่มโอกาสการแข่งขันให้เยาวชน
3. ผลักดันนักเตะที่มีศักยภาพไปแข่งขันในลีกต่างประเทศ
อาศัยการประสานความร่วมมือระหว่างสมาคม สโมสร และภาคเอกชนมากกว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
แนวทางดังกล่าวใช้เงินทุนน้อยกว่าโมเดลของญี่ปุ่นมากทีเดียว
สิ่งที่ อาฟริกามีแต่ไทยไม่มี
โมเดลของประเทศในแอฟริกาไม่ได้สามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้ทั้งหมด
โดยเฉพาะ
แรงผลักดันในการย้ายไปแข่งขันต่างประเทศ (Push Factor) ซึ่งเกิดจากโอกาสทางเศรษฐกิจที่จำกัด ทำให้นักฟุตบอลจำนวนมากมีความมุ่งมั่นที่จะย้ายไปเล่นในยุโรปตั้งแต่อายุยังน้อย อีกทั้งนักเตะจากหลายประเทศในแอฟริกายังสามารถใช้ภาษายุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือโปรตุเกส ได้เป็นอย่างดีจากประวัติศาสตร์ของประเทศ จึงปรับตัวกับสโมสรต่างประเทศได้ง่ายกว่า
ในทางกลับกัน ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านภาษา การปรับตัวกับวัฒนธรรมต่างประเทศ และแรงจูงใจในการออกไปแข่งขันในลีกต่างประเทศ
ไทย จำเป็นต้องสร้าง "ระบบส่งออกนักฟุตบอล" (Player Export Pathway) อย่างจริงจัง
1. พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับเยาวชน โดยบูรณาการการเรียนภาษาอังกฤษเข้ากับศูนย์ฝึกฟุตบอล เพื่อให้นักเตะสามารถสื่อสารกับโค้ช เพื่อนร่วมทีม และใช้ชีวิตในต่างประเทศได้
2.สร้างเส้นทางการส่งออกนักฟุตบอล (Player Export Pathway) ผ่านความร่วมมือระหว่างสมาคม สโมสร และเอเย่นต์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเตะไทยได้ทดสอบฝีเท้าและย้ายไปเล่นในลีกต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
3. ส่งนักเตะออกไปตั้งแต่อายุน้อย เพื่อให้มีเวลาปรับตัวกับรูปแบบการเล่น ภาษา และวัฒนธรรม ก่อนเข้าสู่ช่วงพีคของอาชีพ
4. สร้างแรงจูงใจให้การเล่นต่างประเทศเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยปรับทัศนคติของนักเตะ ครอบครัว และสโมสร ให้เห็นว่าการแข่งขันในลีกมาตรฐานสูงเป็นเส้นทางสู่การพัฒนาระดับโลก มากกว่าการประสบความสำเร็จเฉพาะในประเทศ
5. ให้สิทธิประโยชน์แก่สโมสรที่พัฒนาผู้เล่นเพื่อส่งออก เช่น เงินสนับสนุนหรือกลไกแบ่งรายได้จากค่าตัว เพื่อจูงใจให้สโมสรลงทุนพัฒนาเยาวชนมากขึ้น
พวกนี้ใช้ทุนต่ำกว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางฟุตบอลอย่างญี่ปุ่นเยอะมาก
ยิ่งส่งออก อายุน้อยเท่าไร ก็ใช้เงินพัฒนาน้อยลงเท่านั้น
การพาไทยไปฟุตบอลโลก (ที่ใครๆก็รู้) ไม่ใช่การหวังซูเปอร์สตาร์เพียงไม่กี่คน แต่คือ "การสร้างเยาวชนส่งออกให้มากที่สุด"
หากประเทศไทยต้องการไปแข่งขันฟุตบอลโลก วิธีคิดต้องเปลี่ยนจากการสร้างทีมชาติที่แข็งแกร่ง ไปสู่ "การสร้างระบบผลิตเยาวชนคุณภาพ" เป้าหมายคือการพัฒนาเด็กจำนวนมากกกกกก ให้มีทักษะฟุตบอล มาตรฐานการฝึกซ้อมที่ดี วินัย และโอกาสในการแข่งขันตั้งแต่อายุยังน้อย
ตัวอย่าง ญี่ปุ่น อาฟริกา ที่สู้กับยุโรปได้ (ไม่นับตะวันออกกลางซึ่ง ได้เล่นบอลโลกแต่ยังไม่พิสูจน์ว่า สู้กับพวกยุโรปได้)
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ คือ การส่งออกนักฟุตบอลไปแข่งขันในลีกต่างประเทศให้ได้จำนวนมาก
เพราะนักเตะจะได้รับการพัฒนาในสภาพแวดล้อมที่มีมาตรฐานสูง ทั้งด้านเทคนิค แท็กติก ความแข็งแกร่งของร่างกาย และประสบการณ์การแข่งขันระดับนานาชาติ
เมื่อมีนักเตะไทยกระจายอยู่ในลีกชั้นนำทั่วโลกจำนวนมาก ทีมชาติไทยก็จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากคุณภาพของผู้เล่นที่สูงขึ้น
การส่งออกนักเตะจำนวนมากจะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มจากการลงทุนในระบบเยาวชน ตั้งแต่โรงเรียน สโมสร อะคาเดมี การพัฒนาโค้ช สนามแข่งขัน วิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และระบบค้นหาผู้มีพรสวรรค์ทั่วประเทศ เพื่อให้มีฐานนักฟุตบอลขนาดใหญ่และมีการแข่งขันกันเองอย่างเข้มข้น
ที่ว่ามาต้องใช้เงินและการสร้างฐานครอบครัวและการแข่งขันจำนวนมาก
ถ้าทำไม่ได้อย่าง "ญี่ปุ่น" แต่ใช้ โมเดลของ "อาฟริกา" ก็ได้
สองแนวทางสู่ฟุตบอลโลก: โมเดลญี่ปุ่น และโมเดลแอฟริกา
การพาประเทศไปฟุตบอลโลกมีหลายแนวทาง แต่โดยภาพรวมสามารถแบ่งได้เป็น 2 โมเดลหลัก
1. โมเดลญี่ปุ่น : สร้างระบบทั้งประเทศ
ญี่ปุ่นลงทุนมหาศาลในการสร้างระบบฟุตบอลตั้งแต่ระดับรากหญ้า ทั้งโรงเรียน สโมสรเยาวชน ลีกอาชีพ โค้ช วิทยาศาสตร์การกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวก มีการแข่งขันในทุกช่วงอายุ และมีครอบครัวที่พร้อมสนับสนุนเด็กให้ฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง
โมเดลนี้ใช้เงินลงทุนสูง ใช้เวลานาน และต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมฟุตบอล โรงเรียน และสโมสร จึงจะสร้างฐานนักฟุตบอลคุณภาพจำนวนมากได้
เป็นไปได้ยากมาก สำหรับประเทศไทย
2. โมเดลแอฟริกา : พัฒนาและส่งออก
อีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศในแอฟริกาใช้ คือ การสร้างนักเตะที่มีศักยภาพ แล้วผลักดันไปเล่นในลีกยุโรปตั้งแต่อายุยังน้อยๆๆๆ ผ่านเครือข่ายอะคาเดมี แมวมอง และสโมสรต่างประเทศ
โมเดลนี้ใช้ทรัพยากรในประเทศน้อยกว่า แต่ต้องมีระบบค้นหานักเตะ การพัฒนาเยาวชน และเครือข่ายการส่งออกที่เข้มแข็ง
ในระยะสั้นถึงระยะกลาง ประเทศไทยอาจเลือกใช้ โมเดลผสม คือ
1. พัฒนาโค้ชภายในประเทศ
2. จัดเวทีการแข่งขันให้โอกาสนักฟุตบอลเยาวชนให้มากที่สุด
3. ส่งออกนักฟุตบอลไทยไปแข่งขันในลีกต่างประเทศให้มากที่สุด เพราะการแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่มีมาตรฐานสูงจะช่วยพัฒนานักเตะได้รวดเร็วกว่า
ในโลกแห่งความเป็นจริง ประเทศไทยอาจไม่มีงบประมาณเยอะที่จะลงทุนในระบบพัฒนาเยาวชนขนาดใหญ่แบบประเทศญี่ปุ่น
ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการสร้างศูนย์ฝึก โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถเลือกใช้ โมเดลที่ใช้งบประมาณน้อยกว่ามากแต่มีประสิทธิภาพสูง
1. พัฒนาโค้ชพื้นฐาน
2. การเพิ่มโอกาสการแข่งขันให้เยาวชน
3. ผลักดันนักเตะที่มีศักยภาพไปแข่งขันในลีกต่างประเทศ
อาศัยการประสานความร่วมมือระหว่างสมาคม สโมสร และภาคเอกชนมากกว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
แนวทางดังกล่าวใช้เงินทุนน้อยกว่าโมเดลของญี่ปุ่นมากทีเดียว
สิ่งที่ อาฟริกามีแต่ไทยไม่มี
โมเดลของประเทศในแอฟริกาไม่ได้สามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้ทั้งหมด
โดยเฉพาะ แรงผลักดันในการย้ายไปแข่งขันต่างประเทศ (Push Factor) ซึ่งเกิดจากโอกาสทางเศรษฐกิจที่จำกัด ทำให้นักฟุตบอลจำนวนมากมีความมุ่งมั่นที่จะย้ายไปเล่นในยุโรปตั้งแต่อายุยังน้อย อีกทั้งนักเตะจากหลายประเทศในแอฟริกายังสามารถใช้ภาษายุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือโปรตุเกส ได้เป็นอย่างดีจากประวัติศาสตร์ของประเทศ จึงปรับตัวกับสโมสรต่างประเทศได้ง่ายกว่า
ในทางกลับกัน ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านภาษา การปรับตัวกับวัฒนธรรมต่างประเทศ และแรงจูงใจในการออกไปแข่งขันในลีกต่างประเทศ
ไทย จำเป็นต้องสร้าง "ระบบส่งออกนักฟุตบอล" (Player Export Pathway) อย่างจริงจัง
1. พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับเยาวชน โดยบูรณาการการเรียนภาษาอังกฤษเข้ากับศูนย์ฝึกฟุตบอล เพื่อให้นักเตะสามารถสื่อสารกับโค้ช เพื่อนร่วมทีม และใช้ชีวิตในต่างประเทศได้
2.สร้างเส้นทางการส่งออกนักฟุตบอล (Player Export Pathway) ผ่านความร่วมมือระหว่างสมาคม สโมสร และเอเย่นต์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเตะไทยได้ทดสอบฝีเท้าและย้ายไปเล่นในลีกต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
3. ส่งนักเตะออกไปตั้งแต่อายุน้อย เพื่อให้มีเวลาปรับตัวกับรูปแบบการเล่น ภาษา และวัฒนธรรม ก่อนเข้าสู่ช่วงพีคของอาชีพ
4. สร้างแรงจูงใจให้การเล่นต่างประเทศเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยปรับทัศนคติของนักเตะ ครอบครัว และสโมสร ให้เห็นว่าการแข่งขันในลีกมาตรฐานสูงเป็นเส้นทางสู่การพัฒนาระดับโลก มากกว่าการประสบความสำเร็จเฉพาะในประเทศ
5. ให้สิทธิประโยชน์แก่สโมสรที่พัฒนาผู้เล่นเพื่อส่งออก เช่น เงินสนับสนุนหรือกลไกแบ่งรายได้จากค่าตัว เพื่อจูงใจให้สโมสรลงทุนพัฒนาเยาวชนมากขึ้น
พวกนี้ใช้ทุนต่ำกว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางฟุตบอลอย่างญี่ปุ่นเยอะมาก
ยิ่งส่งออก อายุน้อยเท่าไร ก็ใช้เงินพัฒนาน้อยลงเท่านั้น