ท่านได้พบประตูที่จะนำให้ท่านเดินทางไปสู่สวรรค์ ซึ่งเป็นดินแดนที่มีแต่ความสุขชั่วนิรันดร์
ประตูนี้มีขนาดเล็ก และผู้ที่พบก็มีน้อย
หากท่านตัดสินใจที่จะเดินเข้าประตูแห่งนี้ โดยหวังที่จะเดินทางให้ถึงสวรรค์
แต่ทางนี้เป็นทางที่แคบ
เนื่องจากท่านไม่สามารถทำตามกิเลสตัณหาได้
ดังนั้นท่านจะต้องไม่ทำบาป และจะต้องมุ่งทำความดี อีกทั้งท่านจะต้องวางใจพระเจ้าผู้ประเสริฐอีกด้วย
แล้วพระองค์จึงจะรับท่านเข้าสวรรค์
นั่นคือท่านจะต้องเดินในทางชอบธรรมของพระเจ้าอย่างมั่นคง
มีบางคนได้เดินในทางชอบธรรมของพระเจ้าได้ไม่นาน แต่ในที่สุดเขาก็ล้มเลิกเดินในทางนี้
เนื่องจากเขาพ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหาที่อยู่ในใจของเขา จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
ที่เขาจะไม่ได้รับความรอดเข้าสู่สวรรค์ แต่จะต้องตกนรกชั่วนิรันดร์
คัมภีร์ไบเบิลเป็นแผนที่นำทาง ที่จะช่วยนำให้มนุษย์เดินทางไปถึงสวรรค์
ซึ่งท่านจะต้องวางใจพระเจ้าผู้ประเสริฐ
โดยมอบให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้นำชีวิตของตน
จึงเป็นหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ท่านเดินทางไปถึงสวรรค์
หลักความเชื่อของศาสนาคริสต์ (อ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิล : ในฐานะที่เป็นคริสเตียนอิสระ)
นิยาม พระเจ้าในที่นี้หมายถึง พระเจ้าผู้ประเสริฐ (พระเจ้าผู้สูงสุด : God)
1. พระเจ้าตรัสสอนมนุษย์ผ่านทางคัมภีร์ไบเบิล
2. ข้อความในคัมภีร์ไบเบิลถูกเขียนขึ้นโดยได้รับการดลใจจากพระเจ้า
แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
เนื่องจากมีข้อความบางตอนที่ถูกเขียนขึ้นโดยไม่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า
3. ข้อความที่ถูกเขียนขึ้นโดยได้รับการดลใจจากพระเจ้า ถือว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า
ซึ่งสมเหตุสมผล และสอดคล้องกับสามัญสำนึกที่ดีของมนุษย์
เมื่ออ่านแล้วมีสันติสุข
4. ข้อความที่ถูกเขียนขึ้นโดยไม่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า ไม่ถือว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า
จึงไม่สมเหตุสมผล และไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึกที่ดีของมนุษย์
เมื่ออ่านแล้วไม่มีสันติสุข
5. คริสเตียนบางคนสามารถแยกแยะได้ว่า ข้อความใดเป็นพระวจนะของพระเจ้า และข้อความใดที่ไม่ใช่
เพราะว่าเขาได้รับของประทานจากพระเจ้า คือ
ของประทานในการรู้ข้อล้ำลึกในพระวจนะของพระเจ้า
6. พระเยซูคริสต์ได้ตรัสเป็นความนัยว่า
พระองค์เป็นพระเจ้า แล้วได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในสถานะพระบุตร
โดยพระองค์มาเพื่อไถ่บาปให้แก่มนุษย์ทั้งโลก ด้วยการยอมถูกตรึงตายบนไม้กางเขนเพื่อรับบาปแทนมนุษย์
เลือดที่ไหลออกจากร่างของพระองค์
มีฤทธิ์อำนาจชำระบาปทุกอย่างให้แก่มนุษย์ได้
7. มนุษย์จักต้องประพฤติตามคำสอนของพระเยซูคริสต์อย่างเคร่งครัด และมีความวางใจพระเจ้า
โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเจ้าของสวรรค์ พระองค์จึงเป็นผู้คัดเลือกว่า
ใครสมควรที่จะได้เข้าสวรรค์
พระเยซูคริสต์ตรัสดังนี้
ยอห์น 5:24
เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า
ถ้าใครฟังคำของเรา และวางใจผู้ทรงใช้เรามา
คนนั้นก็มีชีวิตนิรันดร์และไม่ถูกพิพากษา แต่ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว
=> คนที่ประพฤติตามคำสอนของพระเยซูคริสต์ และวางใจพระเจ้า จะได้ไปสวรรค์
ยอห์น 6:47
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า
ผู้ที่วางใจในเราก็มีชีวิตนิรันดร์
=> คนที่วางใจพระเยซูคริสต์ จะได้ไปสวรรค์
มัทธิว 7:21
ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า" จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์
แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
=> คนที่ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้ไปสวรรค์
ศาสนาคริสต์ : โดยคริสเตียนอิสระ
ประตูนี้มีขนาดเล็ก และผู้ที่พบก็มีน้อย
หากท่านตัดสินใจที่จะเดินเข้าประตูแห่งนี้ โดยหวังที่จะเดินทางให้ถึงสวรรค์
แต่ทางนี้เป็นทางที่แคบ เนื่องจากท่านไม่สามารถทำตามกิเลสตัณหาได้
ดังนั้นท่านจะต้องไม่ทำบาป และจะต้องมุ่งทำความดี อีกทั้งท่านจะต้องวางใจพระเจ้าผู้ประเสริฐอีกด้วย
แล้วพระองค์จึงจะรับท่านเข้าสวรรค์ นั่นคือท่านจะต้องเดินในทางชอบธรรมของพระเจ้าอย่างมั่นคง
มีบางคนได้เดินในทางชอบธรรมของพระเจ้าได้ไม่นาน แต่ในที่สุดเขาก็ล้มเลิกเดินในทางนี้
เนื่องจากเขาพ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหาที่อยู่ในใจของเขา จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
ที่เขาจะไม่ได้รับความรอดเข้าสู่สวรรค์ แต่จะต้องตกนรกชั่วนิรันดร์
คัมภีร์ไบเบิลเป็นแผนที่นำทาง ที่จะช่วยนำให้มนุษย์เดินทางไปถึงสวรรค์
ซึ่งท่านจะต้องวางใจพระเจ้าผู้ประเสริฐ โดยมอบให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้นำชีวิตของตน
จึงเป็นหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ท่านเดินทางไปถึงสวรรค์
หลักความเชื่อของศาสนาคริสต์ (อ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิล : ในฐานะที่เป็นคริสเตียนอิสระ)
นิยาม พระเจ้าในที่นี้หมายถึง พระเจ้าผู้ประเสริฐ (พระเจ้าผู้สูงสุด : God)
1. พระเจ้าตรัสสอนมนุษย์ผ่านทางคัมภีร์ไบเบิล
2. ข้อความในคัมภีร์ไบเบิลถูกเขียนขึ้นโดยได้รับการดลใจจากพระเจ้า แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
เนื่องจากมีข้อความบางตอนที่ถูกเขียนขึ้นโดยไม่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า
3. ข้อความที่ถูกเขียนขึ้นโดยได้รับการดลใจจากพระเจ้า ถือว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า
ซึ่งสมเหตุสมผล และสอดคล้องกับสามัญสำนึกที่ดีของมนุษย์ เมื่ออ่านแล้วมีสันติสุข
4. ข้อความที่ถูกเขียนขึ้นโดยไม่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า ไม่ถือว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า
จึงไม่สมเหตุสมผล และไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึกที่ดีของมนุษย์ เมื่ออ่านแล้วไม่มีสันติสุข
5. คริสเตียนบางคนสามารถแยกแยะได้ว่า ข้อความใดเป็นพระวจนะของพระเจ้า และข้อความใดที่ไม่ใช่
เพราะว่าเขาได้รับของประทานจากพระเจ้า คือ ของประทานในการรู้ข้อล้ำลึกในพระวจนะของพระเจ้า
6. พระเยซูคริสต์ได้ตรัสเป็นความนัยว่า พระองค์เป็นพระเจ้า แล้วได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในสถานะพระบุตร
โดยพระองค์มาเพื่อไถ่บาปให้แก่มนุษย์ทั้งโลก ด้วยการยอมถูกตรึงตายบนไม้กางเขนเพื่อรับบาปแทนมนุษย์
เลือดที่ไหลออกจากร่างของพระองค์ มีฤทธิ์อำนาจชำระบาปทุกอย่างให้แก่มนุษย์ได้
7. มนุษย์จักต้องประพฤติตามคำสอนของพระเยซูคริสต์อย่างเคร่งครัด และมีความวางใจพระเจ้า
โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเจ้าของสวรรค์ พระองค์จึงเป็นผู้คัดเลือกว่า ใครสมควรที่จะได้เข้าสวรรค์
พระเยซูคริสต์ตรัสดังนี้
ยอห์น 5:24
เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ถ้าใครฟังคำของเรา และวางใจผู้ทรงใช้เรามา
คนนั้นก็มีชีวิตนิรันดร์และไม่ถูกพิพากษา แต่ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว
=> คนที่ประพฤติตามคำสอนของพระเยซูคริสต์ และวางใจพระเจ้า จะได้ไปสวรรค์
ยอห์น 6:47
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่วางใจในเราก็มีชีวิตนิรันดร์
=> คนที่วางใจพระเยซูคริสต์ จะได้ไปสวรรค์
มัทธิว 7:21
ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า" จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์
แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
=> คนที่ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้ไปสวรรค์