[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ชื่อวิดีโอ (Title): รักษาการรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงการสร้างเรือดำน้ำชั้นโคลัมเบีย (Acting Secretary of the Navy announces Columbia-Class Submarine Contract)
ช่อง (Channel): U.S. Navy
ลิงก์ต้นฉบับ: https://www.youtube.com/watch?v=qlZznskBcBY
สรุปเนื้อหาและการแปลอย่างละเอียดเชิงลึก (Comprehensive Translation & In-Depth Analysis):
[00:04] วิดีโอเริ่มต้นด้วยการปรากฏตัวของรักษาการรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือสหรัฐอเมริกา (Acting Secretary of the Navy) ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างพลเรือโท ร็อบ เกาเชอร์ (Vice Admiral Rob Goucher) ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญสูงสุดในการควบคุมดูแลการต่อเรือดำน้ำทั้งหมดของกองทัพเรือสหรัฐฯ การเปิดตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระดับสูงระหว่างฝ่ายบริหารและผู้บังคับบัญชาการรบ เขาเน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่าแสนยานุภาพทางทะเลและอำนาจทางการทหารของสหรัฐอเมริกานั้น มีจุดกำเนิดและเริ่มต้นขึ้นที่นี่ ในอู่ต่อเรือ และผ่านน้ำพักน้ำแรงของช่างต่อเรือชาวอเมริกันทุกคน
[00:11] เพื่อที่จะแผ่ขยายอิทธิพล แสดงความแข็งแกร่ง และป้องปรามความขัดแย้งในระดับโลก กองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าอย่างแข็งขันในการสร้าง "กองเรือแห่งอนาคต" (Fleet of the future) การดำเนินงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ทางทหารระยะยาว
[00:20] มีการกล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างสิ่งที่เรียกว่า "Golden Fleet" หรือ "กองเรือทองคำ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกองกำลังที่มีความพร้อมรบสูงสุดและมีอานุภาพการทำลายล้างที่ไร้คู่เปรียบ (Unmatched lethality) เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ทะเยอทะยานนี้ พวกเขาตระหนักดีว่าจำเป็นต้องส่งมอบเทคโนโลยีและขีดความสามารถที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้กับเหล่ากะลาสีและนาวิกโยธินสหรัฐฯ เพื่อรักษาความได้เปรียบทางยุทธวิธีเหนือน่านน้ำทั่วโลก
[00:27] ในวันนี้ จึงเป็นวาระสำคัญในการประกาศข้อตกลงและสัญญาทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะเป็นหลักประกันที่แน่ชัดว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะสามารถทำตามวิสัยทัศน์ด้านการป้องกันประเทศที่วางไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
[00:34] พลเรือโท ร็อบ เกาเชอร์ ได้กล่าวเสริมและยืนยันข้อความของท่านรัฐมนตรี โดยระบุว่าขณะนี้พวกเขาอยู่ที่บริษัท General Dynamics Electric Boat ในเมืองกรอตัน (Groton) รัฐคอนเนตทิคัต ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นเสมือนหัวใจของการพัฒนาอุตสาหกรรมเรือดำน้ำสหรัฐฯ เพื่อประกาศการทำสัญญาสั่งสร้างเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนำวิถี (Ballistic Missile Submarines) ชั้นโคลัมเบีย (Columbia-class) จำนวน 5 ลำถัดไป
[00:42] โครงการยักษ์ใหญ่นี้จะเป็นการผนึกกำลังกันระหว่างสองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการต่อเรือของชาติ ได้แก่ บริษัท General Dynamics Electric Boat และบริษัท Huntington Ingalls Industries (HII) ประจำอู่ต่อเรือ Newport News Shipbuilding ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้จะรับหน้าที่สอดประสานกันในการก่อสร้างโครงสร้างและตัวถังเรือ (Hulls) หมายเลข 828 ไปจนถึง 832
[00:52] การลงทุนมหาศาลครั้งนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพของระบบป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์สามขา (Nuclear Triad Recapitalization) ซึ่งครอบคลุม ขีปนาวุธข้ามทวีป, เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ และเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ โดยส่วนของเรือดำน้ำนี้ถือเป็นองค์ประกอบที่อยู่รอดได้ดีที่สุดและเป็นความสำคัญสูงสุดด้านการจัดซื้อจัดจ้าง (Top acquisition priority) ของกระทรวงกลาโหม
[01:04] ข้อตกลงและสัญญาที่เป็นนวัตกรรมใหม่เหล่านี้ ไม่ได้มีเพียงแค่งบประมาณมหาศาล แต่ยังล้ำหน้าด้วยการกำหนดมาตรการจูงใจ (Performance incentives) ที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปรับปรุงอู่ต่อเรือให้มีความทันสมัยที่สุด เพิ่มพูนผลิตภาพการทำงาน ขับเคลื่อนนวัตกรรม และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมความมั่นคงระดับชาติ ในขณะเดียวกันก็มีมาตรการตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้รับเหมาอย่างเข้มงวดและโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจได้อย่างเด็ดขาดว่าการส่งมอบเรือรบทั้งหมดจะเกิดขึ้นตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ทุกประการ
[01:15] การเน้นย้ำเรื่องความตรงต่อเวลานี้เป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากการทดแทนเรือรบรุ่นเก่าที่ใกล้หมดอายุการใช้งานด้วยเทคโนโลยีใหม่ไม่สามารถล่าช้าได้แม้แต่น้อย
[01:19] ในทุกๆ วัน กองทัพเรือได้มุ่งมั่นและผลักดันอย่างหนักหน่วงเพื่อส่งมอบขีดความสามารถอันทรงพลังเหล่านี้ให้ทันกาล เพราะสำหรับเหล่านักรบและทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชาติในสมรภูมิแล้ว ทุกๆ วินาทีและทุกๆ วันที่ผ่านไปล้วนมีความหมายและมีผลโดยตรงต่อสวัสดิภาพและความเป็นความตาย
[01:28] ความน่าเชื่อถือ ศักดิ์ศรี และอานุภาพอันน่าเกรงขามของ "กองเรือทองคำ" (Golden Fleet) กำลังถูกหล่อหลอมและสร้างขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ รวมถึงในอีกหลายพันภูมิภาคย่อยทั่วอเมริกา ผ่านหยาดเหงื่อ ฝีมือ ทักษะ และสองมือที่เชี่ยวชาญของเหล่าคนงานในอู่ต่อเรือผู้ปิดทองหลังพระ
[01:33] ในช่วงท้าย ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งและให้เกียรติแก่ชายและหญิงผู้มีความมุ่งมั่นทุ่มเททุกคนในอุตสาหกรรมการต่อเรือ สำหรับความเสียสละและการทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อปกป้องความมั่นคงของมาตุภูมิ ก่อนที่จะปิดท้ายการแถลงด้วยประโยคปลุกใจอันทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นว่า "Now let's get to work" (ถึงเวลาลงมือทำงานกันแล้ว)
บริบทเชิงลึกเพิ่มเติมจากการแถลงการณ์นี้:
วิดีโอตัวนี้ไม่ใช่แค่การแจ้งข่าวสารการทำสัญญาทางธุรกิจ แต่จัดเป็นข้อความเชิงสัญลักษณ์และการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ระดับชาติ (Strategic Communication) ที่จงใจส่งสารไปยังพันธมิตรและมหาอำนาจปรปักษ์ทั่วโลก เพื่อตอกย้ำว่าสหรัฐอเมริกากำลังทุ่มทรัพยากรระดับสูงสุดเพื่อรักษาสถานะความเป็นจ้าวสมุทรและผู้นำทางทหาร เรือดำน้ำชั้นโคลัมเบีย (Columbia-Class) ที่กล่าวถึงนั้น ถูกออกแบบทางวิศวกรรมมาโดยเฉพาะเพื่อทดแทนเรือดำน้ำชั้นโอไฮโอ (Ohio-Class) อันเก่าแก่ โดยจะกลายเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุด ทรงพลังที่สุด และปฏิบัติการได้เงียบเชียบที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เคยสร้างมา การที่สัญญาฉบับนี้ผูกมัดครอบคลุมการต่อเรือถึง 5 ลำพร้อมกัน (หมายเลข 828 ถึง 832) แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะล็อกและรักษาสภาพคล่องทางเศรษฐกิจระดับรากหญ้าในอุตสาหกรรมวิศวกรรมกลาโหม ป้องกันไม่ให้สูญเสียแรงงานที่มีทักษะขั้นสูง และเตรียมความพร้อมเต็มอัตราศึกสำหรับภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความตึงเครียดขึ้นในทศวรรษหน้า
⚓ ความจริงเรื่องสัดส่วน: เรือดำน้ำชั้นโคลัมเบีย "อ้วนขึ้น" หรือไม่?
✅ คำตอบคือ จริงครับ! เมื่อนำเรือดำน้ำชั้นโคลัมเบีย (Columbia-Class) มาเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำชั้นโอไฮโอ (Ohio-Class) ซึ่งเป็นรุ่นก่อนหน้า จะพบว่าตัวเรือมีการขยายสัดส่วนให้กว้างขึ้นและมีน้ำหนักรวมที่มหาศาลขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังคงรักษามิติความยาวของตัวเรือไว้เท่าเดิมก็ตาม โดยมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงดังนี้:
↔️ ความกว้างตัวเรือ (Beam): เรือดำน้ำชั้นโคลัมเบียถูกออกแบบมาให้มีความกว้าง 43 ฟุต ซึ่งเป็นการขยายขนาดกว้างขึ้น 1 ฟุต เมื่อเทียบกับชั้นโอไฮโอที่มีความกว้าง 42 ฟุต
⚖️ ระวางขับน้ำ (Displacement): เมื่ออยู่ในสภาวะดำน้ำเต็มรูปแบบ (Fully submerged) ชั้นโคลัมเบียจะมีน้ำหนักรวมพุ่งสูงถึง 20,810 ตัน ซึ่งหนักกว่าชั้นโอไฮโอที่มีน้ำหนัก 18,750 ตัน (เพิ่มขึ้นถึง 2,060 ตัน)
📏 ความยาว (Length): เรือดำน้ำทั้งสองรุ่นมีความยาวหัวจรดท้ายเท่ากันเป๊ะที่ 560 ฟุต
🛠️ สถาปัตยกรรมและวิศวกรรมเบื้องหลังการขยายขนาด
การที่ตัวเรือมีลักษณะ "อ้วนขึ้น" กว้างขึ้น และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหลักพันตัน ไม่ใช่ความอุ้ยอ้ายหรือข้อบกพร่องในการออกแบบ แต่เป็นการตัดสินใจทางวิศวกรรมอย่างจงใจ (Engineering by design) หลายคนอาจตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อจำนวนท่อยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ (Missile tubes) ถูกหดลงจาก 24 ท่อเหลือเพียง 16 ท่อ ตัวเรือก็น่าจะเล็กลง ทว่าพื้นที่และน้ำหนักที่ประหยัดได้จากส่วนนั้น กลับถูกนำไปอุทิศให้กับเทคโนโลยีขั้นสูง 3 ประการหลักที่กินพื้นที่มหาศาล:
⚡ 1. การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electric-Drive Propulsion System)
เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์รุ่นก่อนๆ รวมถึงชั้นโอไฮโอ ใช้ไอน้ำแรงดันสูงที่ผลิตจากเตาปฏิกรณ์ไปหมุนกังหัน (Steam turbines) ซึ่งเชื่อมต่อกับชุดเฟืองเกียร์ทด (Reduction gears) ขนาดใหญ่เพื่อขับเคลื่อนเพลาใบพัด กลไกนี้มีข้อจำกัดสำคัญคือเสียงรบกวนจากการเสียดสีทางกลศาสตร์ ในขณะที่ชั้นโคลัมเบียรื้อระบบนี้ทิ้งทั้งหมด โดยเปลี่ยนมาใช้เตาปฏิกรณ์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อส่งไปหมุน มอเตอร์ไฟฟ้าแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet Motor) ขนาดยักษ์ การติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าระดับนี้ พร้อมชุดอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าและโครงข่ายสายเคเบิลแรงสูง ต้องใช้พื้นที่ใช้สอยภายใน (Internal Volume) มากกว่าระบบขับเคลื่อนเชิงกลแบบดั้งเดิมอย่างมหาศาล
☢️ 2. ขนาดและเกราะของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบถาวร (Life-of-Ship Reactor Core and Shielding)
ความก้าวหน้าสูงสุดของชั้นโคลัมเบียคือการใช้แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานยาวนาน 42 ปีเต็ม โดยที่กองทัพเรือไม่ต้องนำเรือเข้าอู่แห้งเพื่อผ่าตัวเรือและเปลี่ยนเชื้อเพลิงยูเรเนียมอีกเลยตลอดอายุขัยของมัน การที่จะจ่ายพลังงานได้ยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ หมายความว่าแกนปฏิกรณ์ต้องมีขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่แรกเริ่ม และเมื่อเตาปฏิกรณ์มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบเกราะป้องกันรังสี (Radiation Shielding) ที่สร้างจากตะกั่ว โลหะผสม และพลาสติกชนิดพิเศษเพื่อปกป้องความปลอดภัยของลูกเรือ ก็ต้องมีความหนาและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย น้ำหนักมหาศาลจากห้องเครื่องปฏิกรณ์ยุคใหม่นี้ เป็นปัจจัยหลักที่ผลักให้ระวางขับน้ำรวมของเรือพุ่งสูงทะลุ 20,000 ตัน
🔇 3. สถาปัตยกรรมการล่องหนและลดการสั่นสะเทือน (Acoustic Stealth and Advanced Rafting)
เป้าหมายสูงสุดของเรือดำน้ำติดขีปนาวุธคือการซ่อนตัวจากระบบโซนาร์ทุกชนิดบนโลก เพื่อให้เรือ "เงียบ" ที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีมนุษย์จะทำได้ วิศวกรจึงต้องทำ Acoustic Isolation หรือการตัดขาดการสั่นสะเทือนของเครื่องจักรภายในไม่ให้ส่งผ่านไปยังเปลือกเรือด้านนอก เครื่องจักรกลทั้งหมดของชั้นโคลัมเบียจะไม่ได้ถูกยึดติดกับโครงเรือโดยตรง แต่จะถูกติดตั้งอยู่บนแท่นรับน้ำหนัก (Rafts) ที่ลอยตัวและแยกส่วนออกจากตัวถังเรือรับแรงดัน (Pressure Hull) การสร้างช่องว่างเพื่อรองรับการขยับตัวและดูดซับแรงสั่นสะเทือนของแท่นเหล่านี้ บังคับให้วิศวกรต้องขยายเส้นผ่านศูนย์กลางของตัวเรือภายนอกออกไปอีก 1 ฟุต เพื่อชดเชยพื้นที่ที่สูญเสียไป
มันอ้วนขึ้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
⚓ ความจริงเรื่องสัดส่วน: เรือดำน้ำชั้นโคลัมเบีย "อ้วนขึ้น" หรือไม่?
✅ คำตอบคือ จริงครับ! เมื่อนำเรือดำน้ำชั้นโคลัมเบีย (Columbia-Class) มาเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำชั้นโอไฮโอ (Ohio-Class) ซึ่งเป็นรุ่นก่อนหน้า จะพบว่าตัวเรือมีการขยายสัดส่วนให้กว้างขึ้นและมีน้ำหนักรวมที่มหาศาลขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังคงรักษามิติความยาวของตัวเรือไว้เท่าเดิมก็ตาม โดยมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงดังนี้:
↔️ ความกว้างตัวเรือ (Beam): เรือดำน้ำชั้นโคลัมเบียถูกออกแบบมาให้มีความกว้าง 43 ฟุต ซึ่งเป็นการขยายขนาดกว้างขึ้น 1 ฟุต เมื่อเทียบกับชั้นโอไฮโอที่มีความกว้าง 42 ฟุต
⚖️ ระวางขับน้ำ (Displacement): เมื่ออยู่ในสภาวะดำน้ำเต็มรูปแบบ (Fully submerged) ชั้นโคลัมเบียจะมีน้ำหนักรวมพุ่งสูงถึง 20,810 ตัน ซึ่งหนักกว่าชั้นโอไฮโอที่มีน้ำหนัก 18,750 ตัน (เพิ่มขึ้นถึง 2,060 ตัน)
📏 ความยาว (Length): เรือดำน้ำทั้งสองรุ่นมีความยาวหัวจรดท้ายเท่ากันเป๊ะที่ 560 ฟุต
🛠️ สถาปัตยกรรมและวิศวกรรมเบื้องหลังการขยายขนาด
การที่ตัวเรือมีลักษณะ "อ้วนขึ้น" กว้างขึ้น และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหลักพันตัน ไม่ใช่ความอุ้ยอ้ายหรือข้อบกพร่องในการออกแบบ แต่เป็นการตัดสินใจทางวิศวกรรมอย่างจงใจ (Engineering by design) หลายคนอาจตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อจำนวนท่อยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ (Missile tubes) ถูกหดลงจาก 24 ท่อเหลือเพียง 16 ท่อ ตัวเรือก็น่าจะเล็กลง ทว่าพื้นที่และน้ำหนักที่ประหยัดได้จากส่วนนั้น กลับถูกนำไปอุทิศให้กับเทคโนโลยีขั้นสูง 3 ประการหลักที่กินพื้นที่มหาศาล:
⚡ 1. การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electric-Drive Propulsion System)
เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์รุ่นก่อนๆ รวมถึงชั้นโอไฮโอ ใช้ไอน้ำแรงดันสูงที่ผลิตจากเตาปฏิกรณ์ไปหมุนกังหัน (Steam turbines) ซึ่งเชื่อมต่อกับชุดเฟืองเกียร์ทด (Reduction gears) ขนาดใหญ่เพื่อขับเคลื่อนเพลาใบพัด กลไกนี้มีข้อจำกัดสำคัญคือเสียงรบกวนจากการเสียดสีทางกลศาสตร์ ในขณะที่ชั้นโคลัมเบียรื้อระบบนี้ทิ้งทั้งหมด โดยเปลี่ยนมาใช้เตาปฏิกรณ์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อส่งไปหมุน มอเตอร์ไฟฟ้าแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet Motor) ขนาดยักษ์ การติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าระดับนี้ พร้อมชุดอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าและโครงข่ายสายเคเบิลแรงสูง ต้องใช้พื้นที่ใช้สอยภายใน (Internal Volume) มากกว่าระบบขับเคลื่อนเชิงกลแบบดั้งเดิมอย่างมหาศาล
☢️ 2. ขนาดและเกราะของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบถาวร (Life-of-Ship Reactor Core and Shielding)
ความก้าวหน้าสูงสุดของชั้นโคลัมเบียคือการใช้แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานยาวนาน 42 ปีเต็ม โดยที่กองทัพเรือไม่ต้องนำเรือเข้าอู่แห้งเพื่อผ่าตัวเรือและเปลี่ยนเชื้อเพลิงยูเรเนียมอีกเลยตลอดอายุขัยของมัน การที่จะจ่ายพลังงานได้ยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ หมายความว่าแกนปฏิกรณ์ต้องมีขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่แรกเริ่ม และเมื่อเตาปฏิกรณ์มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบเกราะป้องกันรังสี (Radiation Shielding) ที่สร้างจากตะกั่ว โลหะผสม และพลาสติกชนิดพิเศษเพื่อปกป้องความปลอดภัยของลูกเรือ ก็ต้องมีความหนาและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย น้ำหนักมหาศาลจากห้องเครื่องปฏิกรณ์ยุคใหม่นี้ เป็นปัจจัยหลักที่ผลักให้ระวางขับน้ำรวมของเรือพุ่งสูงทะลุ 20,000 ตัน
🔇 3. สถาปัตยกรรมการล่องหนและลดการสั่นสะเทือน (Acoustic Stealth and Advanced Rafting)
เป้าหมายสูงสุดของเรือดำน้ำติดขีปนาวุธคือการซ่อนตัวจากระบบโซนาร์ทุกชนิดบนโลก เพื่อให้เรือ "เงียบ" ที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีมนุษย์จะทำได้ วิศวกรจึงต้องทำ Acoustic Isolation หรือการตัดขาดการสั่นสะเทือนของเครื่องจักรภายในไม่ให้ส่งผ่านไปยังเปลือกเรือด้านนอก เครื่องจักรกลทั้งหมดของชั้นโคลัมเบียจะไม่ได้ถูกยึดติดกับโครงเรือโดยตรง แต่จะถูกติดตั้งอยู่บนแท่นรับน้ำหนัก (Rafts) ที่ลอยตัวและแยกส่วนออกจากตัวถังเรือรับแรงดัน (Pressure Hull) การสร้างช่องว่างเพื่อรองรับการขยับตัวและดูดซับแรงสั่นสะเทือนของแท่นเหล่านี้ บังคับให้วิศวกรต้องขยายเส้นผ่านศูนย์กลางของตัวเรือภายนอกออกไปอีก 1 ฟุต เพื่อชดเชยพื้นที่ที่สูญเสียไป