ลูกเล็กแต่สารอาหารไม่น้อย รู้จักประโยชน์ของเบอร์รี 5 ชนิด
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไม “ผลไม้ตระกูลเบอร์รี” ถึงได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพ?
ผลไม้ลูกเล็กสีสวยเหล่านี้มีทั้งวิตามิน ใยอาหาร และสารจากพืชหลายชนิด แต่ต้องบอกก่อนว่า เบอร์รีไม่ใช่อาหารมหัศจรรย์ และไม่สามารถใช้แทนวิตามินหรือการรักษาที่แพทย์แนะนำได้
ถ้ากินเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่หลากหลาย เบอร์รีแต่ละชนิดจะมีจุดเด่นอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ!
1. สตรอว์เบอร์รี (Strawberry): แหล่งวิตามินซีรสสดชื่น
สตรอว์เบอร์รีเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ให้วิตามินซี ซึ่งร่างกายต้องใช้ในการสร้างคอลลาเจน ช่วยในการสมานแผล และทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
อย่างไรก็ตาม การกินสตรอว์เบอร์รีเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าผิวจะใสหรือริ้วรอยจะลดลงทันที สุขภาพผิวยังขึ้นอยู่กับอาหารโดยรวม การพักผ่อน การป้องกันแสงแดด และปัจจัยอื่นๆ ด้วยครับ
2. บลูเบอร์รี (Blueberry): สีเข้มจากแอนโทไซยานิน
สีน้ำเงินอมม่วงของบลูเบอร์รีมาจากสารกลุ่ม “แอนโทไซยานิน” ซึ่งเป็นสารประกอบจากพืชที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ
งานวิจัยจำนวนหนึ่งกำลังศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างบลูเบอร์รีกับสุขภาพสมองและการทำงานของหลอดเลือด แต่ยังไม่ควรมองว่าเป็นยาบำรุงความจำหรือวิธีแก้อาการตาล้าจากหน้าจอโดยตรงนะครับ
3. แครนเบอร์รี (Cranberry): อาจช่วยลดโอกาสเกิดทางเดินปัสสาวะอักเสบซ้ำในบางคน
เรื่องนี้ต้องแยกคำว่า “ช่วยป้องกัน” ออกจาก “ใช้รักษา” ให้ชัดเจนครับ
ผลิตภัณฑ์แครนเบอร์รีอาจช่วยลดโอกาสเกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำในผู้หญิงบางกลุ่มที่เคยเป็นมาก่อน แต่ผลการศึกษายังไม่สม่ำเสมอ และแครนเบอร์รีไม่ใช่ยารักษาการติดเชื้อที่กำลังเกิดขึ้น
หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย มีไข้ หรือปวดบริเวณหลังและสีข้าง ควรพบแพทย์ ไม่ควรดื่มน้ำแครนเบอร์รีแล้วรอดูอาการเพียงอย่างเดียวครับ
4. ราสป์เบอร์รี (Raspberry): ใยอาหารเด่น เหมาะกับมื้อว่าง
ราสป์เบอร์รีมีใยอาหารและให้พลังงานไม่สูงเมื่อเทียบกับขนมหวานหลายชนิด จึงนำมากินเป็นมื้อว่างหรือกินคู่กับโยเกิร์ตรสธรรมชาติได้
ใยอาหารช่วยให้อาหารมีความอิ่มท้องมากขึ้น แต่ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะบอกว่าราสป์เบอร์รีสามารถ “เร่งการเผาผลาญไขมัน” ได้โดยตรง การควบคุมน้ำหนักยังต้องดูพลังงานรวม อาหารทั้งวัน และกิจกรรมทางกายประกอบกันครับ
5. แบล็กเบอร์รี (Blackberry): ได้ทั้งใยอาหารและวิตามินเค
แบล็กเบอร์รีมีใยอาหาร วิตามินเค และสารสีจากพืชหลายชนิด วิตามินเคมีบทบาทต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือดและสุขภาพกระดูก
ถึงจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ควรเรียกว่าเป็น “เกราะป้องกันมะเร็ง” เพราะยังไม่มีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่รับประกันว่าจะป้องกันหรือรักษามะเร็งได้
ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างวาร์ฟารินควรรักษาปริมาณวิตามินเคในอาหารให้สม่ำเสมอ และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนปรับพฤติกรรมการกินอย่างมากครับ
กินแบบไหนจึงจะคุ้ม?
เบอร์รีสดและเบอร์รีแช่แข็งที่ไม่เติมน้ำตาลให้ประโยชน์ได้ใกล้เคียงกัน เหมาะสำหรับกินเปล่าๆ ใส่โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต หรือปั่นรวมกับอาหารอื่นโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลเพิ่ม
ส่วนน้ำผลไม้ เบอร์รีอบแห้ง แยม และผลิตภัณฑ์แต่งรส ควรอ่านฉลากก่อนซื้อ เพราะบางชนิดมีน้ำตาลเติมค่อนข้างมาก และมักให้ใยอาหารน้อยกว่าการกินผลทั้งลูก
เห็นไหมครับว่า “ผลไม้ตระกูลเบอร์รี” ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อยหรือเอาไว้แต่งหน้าเค้กเท่านั้น แต่ละชนิดมีสารอาหารต่างกัน และจะให้ประโยชน์ที่สุดเมื่อกินสลับกับผลไม้และอาหารชนิดอื่นอย่างหลากหลาย
ที่มา
ลูกเล็กแต่สารอาหารไม่น้อย รู้จักประโยชน์ของเบอร์รี 5 ชนิด
ลูกเล็กแต่สารอาหารไม่น้อย รู้จักประโยชน์ของเบอร์รี 5 ชนิด
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไม “ผลไม้ตระกูลเบอร์รี” ถึงได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพ?
ผลไม้ลูกเล็กสีสวยเหล่านี้มีทั้งวิตามิน ใยอาหาร และสารจากพืชหลายชนิด แต่ต้องบอกก่อนว่า เบอร์รีไม่ใช่อาหารมหัศจรรย์ และไม่สามารถใช้แทนวิตามินหรือการรักษาที่แพทย์แนะนำได้
ถ้ากินเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่หลากหลาย เบอร์รีแต่ละชนิดจะมีจุดเด่นอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ!
1. สตรอว์เบอร์รี (Strawberry): แหล่งวิตามินซีรสสดชื่น
สตรอว์เบอร์รีเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ให้วิตามินซี ซึ่งร่างกายต้องใช้ในการสร้างคอลลาเจน ช่วยในการสมานแผล และทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
อย่างไรก็ตาม การกินสตรอว์เบอร์รีเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าผิวจะใสหรือริ้วรอยจะลดลงทันที สุขภาพผิวยังขึ้นอยู่กับอาหารโดยรวม การพักผ่อน การป้องกันแสงแดด และปัจจัยอื่นๆ ด้วยครับ
2. บลูเบอร์รี (Blueberry): สีเข้มจากแอนโทไซยานิน
สีน้ำเงินอมม่วงของบลูเบอร์รีมาจากสารกลุ่ม “แอนโทไซยานิน” ซึ่งเป็นสารประกอบจากพืชที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ
งานวิจัยจำนวนหนึ่งกำลังศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างบลูเบอร์รีกับสุขภาพสมองและการทำงานของหลอดเลือด แต่ยังไม่ควรมองว่าเป็นยาบำรุงความจำหรือวิธีแก้อาการตาล้าจากหน้าจอโดยตรงนะครับ
3. แครนเบอร์รี (Cranberry): อาจช่วยลดโอกาสเกิดทางเดินปัสสาวะอักเสบซ้ำในบางคน
เรื่องนี้ต้องแยกคำว่า “ช่วยป้องกัน” ออกจาก “ใช้รักษา” ให้ชัดเจนครับ
ผลิตภัณฑ์แครนเบอร์รีอาจช่วยลดโอกาสเกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำในผู้หญิงบางกลุ่มที่เคยเป็นมาก่อน แต่ผลการศึกษายังไม่สม่ำเสมอ และแครนเบอร์รีไม่ใช่ยารักษาการติดเชื้อที่กำลังเกิดขึ้น
หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย มีไข้ หรือปวดบริเวณหลังและสีข้าง ควรพบแพทย์ ไม่ควรดื่มน้ำแครนเบอร์รีแล้วรอดูอาการเพียงอย่างเดียวครับ
4. ราสป์เบอร์รี (Raspberry): ใยอาหารเด่น เหมาะกับมื้อว่าง
ราสป์เบอร์รีมีใยอาหารและให้พลังงานไม่สูงเมื่อเทียบกับขนมหวานหลายชนิด จึงนำมากินเป็นมื้อว่างหรือกินคู่กับโยเกิร์ตรสธรรมชาติได้
ใยอาหารช่วยให้อาหารมีความอิ่มท้องมากขึ้น แต่ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะบอกว่าราสป์เบอร์รีสามารถ “เร่งการเผาผลาญไขมัน” ได้โดยตรง การควบคุมน้ำหนักยังต้องดูพลังงานรวม อาหารทั้งวัน และกิจกรรมทางกายประกอบกันครับ
5. แบล็กเบอร์รี (Blackberry): ได้ทั้งใยอาหารและวิตามินเค
แบล็กเบอร์รีมีใยอาหาร วิตามินเค และสารสีจากพืชหลายชนิด วิตามินเคมีบทบาทต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือดและสุขภาพกระดูก
ถึงจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ควรเรียกว่าเป็น “เกราะป้องกันมะเร็ง” เพราะยังไม่มีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่รับประกันว่าจะป้องกันหรือรักษามะเร็งได้
ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างวาร์ฟารินควรรักษาปริมาณวิตามินเคในอาหารให้สม่ำเสมอ และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนปรับพฤติกรรมการกินอย่างมากครับ
กินแบบไหนจึงจะคุ้ม?
เบอร์รีสดและเบอร์รีแช่แข็งที่ไม่เติมน้ำตาลให้ประโยชน์ได้ใกล้เคียงกัน เหมาะสำหรับกินเปล่าๆ ใส่โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต หรือปั่นรวมกับอาหารอื่นโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลเพิ่ม
ส่วนน้ำผลไม้ เบอร์รีอบแห้ง แยม และผลิตภัณฑ์แต่งรส ควรอ่านฉลากก่อนซื้อ เพราะบางชนิดมีน้ำตาลเติมค่อนข้างมาก และมักให้ใยอาหารน้อยกว่าการกินผลทั้งลูก
เห็นไหมครับว่า “ผลไม้ตระกูลเบอร์รี” ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อยหรือเอาไว้แต่งหน้าเค้กเท่านั้น แต่ละชนิดมีสารอาหารต่างกัน และจะให้ประโยชน์ที่สุดเมื่อกินสลับกับผลไม้และอาหารชนิดอื่นอย่างหลากหลาย
ที่มา