ปืนใหญ่ประจำเรือ ที่หลากหลาย

กระทู้สนทนา
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

รายละเอียดของสุดยอดป้อมปืนเรือรบ (Naval Cannons) จากกองทัพเรือชั้นนำระดับโลก ที่มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของอัตราการยิง ระยะหวังผล และเทคโนโลยีการออกแบบ ซึ่งแต่ละประเทศล้วนมีการพัฒนาระบบอาวุธเพื่อตอบสนองต่อภารกิจทางยุทธวิธีที่แตกต่างกันออกไป:

1. อิตาลี: ป้อมปืน OTO Melara 76 มม. [00:03]
เริ่มต้นที่ผลงานชิ้นเอกของอิตาลีอย่าง OTO Melara 76 ป้อมปืนเรือรบขนาด 76 มิลลิเมตรที่ได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายกองทัพเรือทั่วโลก จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของป้อมปืนรุ่นนี้คือ อัตราการยิงที่สูงลิ่วถึง 120 นัดต่อนาที (Rounds Per Minute) ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากสำหรับปืนใหญ่เรือรบขนาดนี้ ทำให้มันสามารถสร้างม่านกระสุนเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศ เช่น ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ หรืออากาศยานไร้คนขับ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็ยังมีระยะการยิงที่ไกลถึง 40 กิโลเมตร ทำให้ครอบคลุมการโจมตีเป้าหมายทั้งบนผิวน้ำและชายฝั่งได้อย่างยอดเยี่ยม

2. สวีเดน: ป้อมปืน Bofors 57 mm (รุ่น Stealth) [00:24]
กองทัพเรือสวีเดนนำเสนอป้อมปืน Bofors 57 ในเวอร์ชันที่ออกแบบมาเพื่อพรางตัวจากเรดาร์ (Stealth variation) ป้อมปืนรุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีรูปทรงเรขาคณิตและมุมเอียงที่สามารถสะท้อนคลื่นเรดาร์ออกไปในทิศทางอื่น ช่วยลดพื้นที่หน้าตัดเรดาร์ (RCS) ของเรือรบลงได้อย่างมหาศาล แม้จะมีขนาดลำกล้องที่เล็กกว่า OTO Melara 76 แต่มันก็ชดเชยด้วย อัตราการยิงที่รวดเร็วกว่ามากถึง 220 นัดต่อนาที ซึ่งสามารถสาดกระสุนเข้าใส่เป้าหมายได้อย่างหนาแน่นในเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยขนาดกระสุนที่เล็กกว่า จึงมีระยะการยิงที่สั้นกว่า โดยครอบคลุมระยะทางอยู่ที่ 18 กิโลเมตร ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งกับการรบระยะประชิดและการป้องกันภัยคุกคามในระยะใกล้

3. รัสเซีย: ป้อมปืนลำกล้องคู่ AK-130 [00:38]
กองทัพเรือรัสเซียขึ้นชื่อเรื่องการติดตั้งอาวุธที่มีอำนาจการยิงทำลายล้างสูง และ AK-130 คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด นี่คือป้อมปืนใหญ่เรือรบแบบลำกล้องคู่ขนาด 130 มิลลิเมตร ที่มอบพลังการยิงทำลายล้างเป้าหมายขนาดใหญ่ได้อย่างราบคาบ ลำกล้องแต่ละกระบอกสามารถทำการยิงด้วยอัตรา 40 นัดต่อนาที (เมื่อยิงพร้อมกันสองกระบอกจะทำให้สาดกระสุนรวมได้ถึง 80 นัดต่อนาที) โดยสามารถยิงโจมตีเป้าหมายได้ในระยะ 23 กิโลเมตร อาวุธชิ้นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจระดมยิงสนับสนุนการยกพลขึ้นบก และการดวลปืนใหญ่กับเรือรบข้าศึกด้วยอำนาจการทำลายล้างขั้นสุดยอด

4. เยอรมนี: ป้อมปืน OTO Melara 127 มม. [00:54]
เยอรมนีเลือกใช้ป้อมปืนจากผู้ผลิตอิตาลีเช่นเดียวกัน แต่เป็นรุ่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่าง OTO Melara 127 (ขนาด 127 มิลลิเมตร) เนื่องจากลำกล้องที่ใหญ่กว่าและกระสุนที่มีน้ำหนักมากกว่า อัตราการยิงของมันจึงช้ากว่ารุ่น 76 มม. โดยอยู่ที่ 30 นัดต่อนาที ทว่าสิ่งที่น่าตกตะลึงและเป็นจุดขายสำคัญของป้อมปืนรุ่นนี้คือ ระยะการยิงที่ไกลมหาศาลถึง 120 กิโลเมตร (โดยเฉพาะเมื่อใช้กระสุนนำวิถีแบบพิเศษ) ซึ่งทำให้เรือรบสามารถยิงสนับสนุนและโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในแผ่นดินหรือชายฝั่งของข้าศึกได้อย่างแม่นยำจากระยะที่ปลอดภัยอย่างเหลือเชื่อ

5. สหรัฐอเมริกา: ป้อมปืน Mark 45 (ขนาด 5 นิ้ว) [01:11]
สุดท้ายคือป้อมปืน Mark 45 (Mk 45) ขนาด 5 นิ้ว (127 มิลลิเมตร) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นป้อมปืนรุ่นเดียวในวิดีโอนี้ที่กำลังปฏิบัติการและถูกใช้งานจริงในสถานการณ์การรบ (Active combat) ในปัจจุบัน ป้อมปืนรุ่นนี้เป็นอาวุธมาตรฐานที่ติดตั้งบนเรือพิฆาตและเรือลาดตระเวนของสหรัฐฯ มันมีระยะการยิงไกลสูงสุดที่ 37 กิโลเมตร ด้วยอัตราการยิง 20 นัดต่อนาที แม้ตัวเลขสเปกอาจดูไม่หวือหวาเท่ารุ่นอื่นๆ แต่มันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นระบบอาวุธที่มีความน่าเชื่อถือสูง ทนทาน สามารถปฏิบัติงานในสภาวะการรบจริงได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถใช้ยิงกระสุนได้หลากหลายประเภทเพื่อตอบสนองต่อภารกิจที่หลากหลายของกองทัพเรือสหรัฐฯ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

ทำไมปืน Railgun ถึงถูกระงับ และทำไมมันจึงถูกปลุกชีพกลับมาอีกครั้ง:
ทำไมสหรัฐฯ ถึงเคยล้มเลิกโครงการ Railgun? [02:18]
ย้อนกลับไปในปี 2005 สำนักงานวิจัยทหารเรือ (ONR) ได้ริเริ่มโครงการอาวุธที่ทะเยอทะยานที่สุด โดยตั้งเป้าสร้างปืนที่ยิงกระสุนด้วยความเร็วสูงถึงมัค 7 (Mach 7) โจมตีเป้าหมายระยะไกลกว่า 100 ไมล์ทะเล โดยไม่ใช้ดินปืนหรือแรงขับเคลื่อนทางเคมีเลย อาศัยเพียงพลังงานจลน์ (Kinetic energy) จากแท่งโลหะเพียวๆ แม้การทดสอบจะดูมีอนาคต สามารถทำลายสถิติพลังงานระดับ 33 เมกะจูลได้ในปี 2010 แต่โครงการก็เผชิญกับอุปสรรคทางเทคนิคที่สาหัส:
1. ปัญหาความทนทานของลำกล้องปืน: การปล่อยกระแสไฟฟ้าหลายล้านแอมแปร์ในเสี้ยววินาที สร้างความร้อนและแรงเสียดทานมหาศาลจนทำให้รางแม่เหล็กไฟฟ้าเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว โครงการไม่เคยพิสูจน์ได้ว่าลำกล้องสามารถทนทานต่อการยิงแตะระดับ 1,000 นัด (ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่อาวุธระดับปฏิบัติการรบจริงต้องการ)
2. ปัญหาพลังงานและพื้นที่: Railgun ต้องการเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากำลังหลายสิบเมกะวัตต์ และตัวเก็บประจุ (Capacitors) ขนาดใหญ่เท่าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อชาร์จไฟระหว่างการยิง การยัดระบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ลงไปในเรือรบที่มีพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องที่ยากมาก แม้แต่เรือพิฆาตชั้น Zumwalt ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับอาวุธพลังงานนี้ ก็ยังไม่ได้ถูกนำมาติดตั้งใช้งานจริง
3. การเติบโตของขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก: ในช่วงเวลานั้น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเริ่มมีบทบาทมากขึ้นและตอบโจทย์เรื่องระยะยิงที่ไกลกว่า ทำให้ Railgun ดูเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจน้อยลง กองทัพเรือจึงยุติงบประมาณลงในปี 2021
อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Railgun ต้องกลับมา? [06:21]
สมการของการป้องกันภัยทางอากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สหรัฐฯ เคยพึ่งพาระบบสกัดกั้นขีปนาวุธ (Interceptors) เช่น Patriot, THAAD, หรือ SM-3 ที่มีราคาแพงลิ่ว (ลูกละหลายล้านดอลลาร์) ซึ่งได้ผลดีเมื่อศัตรูมีจำนวนขีปนาวุธจำกัด แต่วิธีนี้ "ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง" เมื่อต้องเผชิญกับศัตรูที่เน้นปริมาณการยิงถล่มอย่างหนักหน่วง:
 คลังแสงของจีน: จีนได้สร้างคลังขีปนาวุธที่ใหญ่และหลากหลายที่สุด ทั้งขีปนาวุธวิถีโค้ง ไฮเปอร์โซนิก และขีปนาวุธต่อต้านเรือ โดยเฉพาะการเปิดตัวขีปนาวุธ DF-27 ที่มีระยะยิงไกลถึง 8,000 กม. ครอบคลุมไปถึงฮาวาย อะแลสกา และแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ จีนสามารถสร้าง "การยิงถล่มแบบชาร์จจนระบบป้องกันเกินขีดจำกัด" (Saturation salvos) ได้
 บทเรียนจากอิหร่าน (Operation Epic Fury ปี 2026): ในสถานการณ์จำลองหรือความขัดแย้ง สหรัฐฯ เผาผลาญขีปนาวุธสกัดกั้นไปอย่างรวดเร็วมากในการรับมือกับอิหร่าน ซึ่งทำให้สต็อกขีปนาวุธของสหรัฐฯ ทั่วโลก (รวมถึงในอินโด-แปซิฟิก) ร่อยหรอลงอย่างน่าใจหาย การผลิตทดแทนต้องใช้เวลานานหลายปี
 ความได้เปรียบด้านราคาและพื้นที่: การใช้ขีปนาวุธราคาลูกละ 4-10 ล้านดอลลาร์เพื่อสอยขีปนาวุธศัตรูนั้นไม่ยั่งยืน ในขณะที่กระสุน Railgun มีราคาประเมินเบื้องต้นเพียง 25,000 - 50,000 ดอลลาร์ต่อลูก แถมกระสุนหนึ่งช่องเก็บ (Cell) ในเรือรบยังสามารถบรรจุกระสุน Railgun ได้หลายนัด ต่างจากขีปนาวุธที่กินพื้นที่ช่องละ 1 นัด
การพัฒนาที่ดำเนินต่อไปอย่างเงียบๆ และความสำเร็จของญี่ปุ่น [12:43]
แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะหยุดให้ทุน แต่บริษัท General Atomics ไม่เคยหยุดพัฒนา พวกเขาแก้ปัญหาเรื่องความร้อนและพลังงานอย่างเงียบๆ ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศญี่ปุ่น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า Railgun ทำได้จริง!
 กองทัพญี่ปุ่นเลือกแนวทางที่เล็กกว่าและเน้นการป้องกัน โดยพัฒนา Railgun ขนาด 40 มม. (พลังงาน 5 เมกะจูล) ซึ่งสร้างภาระความร้อนน้อยกว่า
 ในปี 2023 ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่ทำการยิง Railgun จากเรือรบที่แล่นอยู่ในทะเลจริง และในปี 2025 พวกเขาพิสูจน์ความแม่นยำด้วยการยิงโดนเป้าหมายจำลองที่กำลังเคลื่อนที่ในทะเล พร้อมทำสถิติอายุการใช้งานลำกล้องทะลุ 200 นัด
ความสำเร็จของญี่ปุ่นลบข้อกังขาที่ว่า Railgun เป็นเพียงทฤษฎีที่เป็นไปไม่ได้ มันคือแรงผลักดันให้สหรัฐฯ ต้องกลับมาทบทวนโครงการนี้อีกครั้ง
การกลับมาในฐานะอาวุธคู่กาย "เรือรบหลวงชั้น Trump" (BBGX) [19:22]
ปลายปี 2025 ทำเนียบขาวประกาศโครงการจัดหาเรือประจัญบาน (Battleship) รุ่นแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้ชื่อชั้น Trump-class (เรือรบนำร่องชื่อ USS Defiant) นี่คือเรือรบระวางขับน้ำกว่า 35,000 ตัน ที่อัดแน่นด้วยอำนาจการยิงสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในรอบ 80 ปี ประกอบด้วยท่อยิงขีปนาวุธ 128 ท่อ, อาวุธเลเซอร์กำลังสูง และที่สำคัญที่สุดคือ พื้นที่บนหัวเรือที่ถูกวาดและกันไว้สำหรับติดตั้ง Railgun ขนาด 32 เมกะจูล
เหตุผลก็คือ เรือรบที่มีมูลค่าสูงลิ่วแตะ 18 พันล้านดอลลาร์ และเป็นเป้าหมายขนาดใหญ่นี้ ไม่สามารถปล่อยให้ตัวเอง "ยิงกระสุนสกัดกั้นจนหมดแม็ก" แล้วตกเป็นเป้าเป็ดนิ่งได้ Railgun จะกลายมาเป็นระบบป้องกันขั้นสุดท้าย (Terminal layer) ที่มีกระสุนราคาถูกและยิงได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นฝูงขีปนาวุธของจีน


บทสรุป [23:19]
สงครามในแปซิฟิกจะไม่ใช่การรบที่จบลงใน 3 สัปดาห์ แต่มันคือสงครามแห่งการบดขยี้ระยะยาว ฝ่ายที่จะชนะไม่ใช่ฝ่ายที่มีขีปนาวุธดีกว่า แต่คือ "ฝ่ายที่กระสุนหมดช้ากว่า" อาวุธที่ยิงเศษเหล็กด้วยพลังงานจลน์ในราคาที่ถูกกว่าขีปนาวุธหลายร้อยเท่าจึงเป็นคำตอบที่สำคัญ สหรัฐฯ เคยเรียนรู้ว่า Railgun คือคำตอบที่ถูกแต่ผิดเวลา (ในตอนนั้น) ทว่าตอนนี้โจทย์ของสงครามได้เปลี่ยนไปแล้ว หากสหรัฐฯ ต้องการรับมือกับจีนให้ทันเวลา นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องกฎทางฟิสิกส์อีกต่อไป แต่มันคือปัญหาว่าพวกเขาจะตัดสินใจและสร้างมันได้เร็วแค่ไหนก่อนที่คลังขีปนาวุธจีนจะใหญ่เกินรับมือ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่