สารานุกรมปืนตอนที่ 2406 10 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปืนพก Beretta 92F/FS



1. ดีไซน์ "สไลด์เปิด" (Open Slide) ไม่ได้มีไว้แค่เพื่อความเท่ หลายคนจดจำ Beretta 92 ได้จากเอกลักษณ์ที่สไลด์ด้านบนเปิดโล่งจนเห็นลำกล้อง การออกแบบนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อความสวยงาม หรือแค่ลดน้ำหนักของปืนเท่านั้น แต่จุดประสงค์หลักคือ การลดโอกาสที่ปืนจะขัดลำกล้องแบบปลอกกระสุนติดค้าง (Stovepipe) เมื่อพื้นที่เปิดกว้างขึ้น ปลอกกระสุนที่ถูกดีดออกมาก็แทบจะไม่มีโอกาสไปชนหรือติดขัดกับตัวสไลด์เลย



2. ขอยืมเทคโนโลยีมาจากปืนเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบบกลไกการขัดกลอน (Locking System) ของ Beretta 92 ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่ดัดแปลงมาจากระบบ Falling Locking Block ของปืนพก Walther P38 ของกองทัพเยอรมันในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นกลไกที่ทำงานได้แม่นยำและไว้ใจได้



3. ชนะ SIG Sauer P226 เพราะ "ราคาอะไหล่" ในการทดสอบคัดเลือกปืนพกประจำการใหม่ของกองทัพสหรัฐฯ (โครงการ JSSAP) เพื่อนำมาแทนที่ Colt M1911 อันโด่งดัง ผู้เข้ารอบสุดท้ายคือ Beretta 92F และ SIG Sauer P226 ปืนทั้งสองรุ่นผ่านการทดสอบสุดโหดมาได้แบบสูสีมาก แต่สุดท้าย Beretta ชนะสัญญาไปได้ (และกลายมาเป็น M9) ไม่ใช่เพราะปืนดีกว่าแบบขาดลอย แต่เป็นเพราะเมื่อคำนวณรวมราคาปืนและ แพ็กเกจอะไหล่สำรอง แล้ว Beretta เสนอราคาที่ถูกกว่าเล็กน้อย



4. ตำนาน "สไลด์ร้าว" ของหน่วย SEAL สู่การกำเนิดรุ่น Brigadier ในช่วงแรกที่กองทัพสหรัฐฯ นำไปใช้งาน มีรายงานว่าสไลด์ของปืน Beretta 92F แตกหักและกระเด็นใส่หน้าคนยิง (ส่วนใหญ่เกิดกับหน่วยรบพิเศษเช่น SEALs) สาเหตุหลักมาจากการใช้กระสุนที่มีแรงดันสูงกว่าปกติ (Overpressure/Hot loads) จำนวนมหาศาล ปัญหานี้ทำให้ Beretta ต้องปรับปรุงโลหะจนกลายเป็นรุ่น 92FS และยังเป็นจุดกำเนิดของรุ่น Brigadier ที่ทำสไลด์ให้หนาและหนักขึ้นตรงบริเวณจุดวิกฤตเพื่อรองรับกระสุนแรงดันสูงโดยเฉพาะ





5. Taurus PT92 คือ "ร่างโคลนที่ถูกลิขสิทธิ์" หลายคนสับสนระหว่าง Beretta 92 กับ Taurus PT92 จากบราซิล เพราะหน้าตาคล้ายกันมาก เหตุผลก็คือในปี 1974 Beretta ชนะสัญญาผลิตปืนให้กองทัพบราซิล จึงไปตั้งโรงงานที่นั่น เมื่อหมดสัญญา Beretta ได้ขายโรงงาน เครื่องจักร และแบบแปลนทั้งหมดให้กับบริษัท Taurus ปืน Taurus PT92 จึงไม่ใช่ปืนก๊อปปี้แบบผิดกฎหมาย แต่สร้างมาจากเครื่องจักรและแปลนดั้งเดิมของ Beretta เลย

6. เซฟตี้รุ่นแรกสุด... ไม่ได้อยู่บนสไลด์ เราคุ้นเคยกับคันลดนก/เซฟตี้ (Decocker/Safety) ที่อยู่บนสไลด์ของปืนรุ่นนี้ แต่ใน Beretta 92 รุ่นแรกสุด (Step 1) คันเซฟตี้ถูกติดตั้งอยู่ที่โครงปืน (Frame-mounted safety) เหมือนกับปืน 1911 ต่อมาตำรวจอิตาลีได้ร้องขอให้ย้ายเซฟตี้ไปไว้บนสไลด์เพื่อให้ปลอดภัยจากการเผลอปลดเซฟตี้ตอนชักปืน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นมาตรฐานของรุ่น 92S เป็นต้นมา (Taurus PT92 ยังคงรักษาดีไซน์เซฟตี้ที่โครงปืนเอาไว้จนถึงปัจจุบัน)



7. คันยิงที่ใหญ่เกินไปสำหรับหลายคน การออกแบบให้ใช้แม็กกาซีนแบบลูกดก (Double-stack) จุกระสุน 15 นัดในยุคนั้นทำให้คันยิงของ Beretta 92 มีขนาดกว้างและอวบมาก นี่เป็นหนึ่งในข้อร้องเรียนหลักจากทหารสหรัฐฯ ที่มีมือขนาดเล็กหรือทหารหญิง เพราะทำให้กำปืนได้ไม่ถนัดและเหนี่ยวไกในจังหวะดับเบิลแอ็คชั่นได้ลำบาก

8. รุ่น 92G เกิดขึ้นมาเพื่อประเทศฝรั่งเศส มี Beretta รุ่นย่อยที่เรียกว่า 92G ซึ่งตัว G ย่อมาจาก Gendarmerie (กองกำลังตำรวจแห่งชาติฝรั่งเศส) ฝรั่งเศสต้องการปืนที่คันโยกทำหน้าที่เป็นแค่ "คันลดนก" (Decocker only) เท่านั้น หมายความว่าเมื่อกดลง นกปืนจะลดลงมาอย่างปลอดภัย แต่คันโยกจะเด้งกลับขึ้นไปพร้อมยิงเสมอ (ไม่มีระบบเซฟตี้ค้างไว้) ฝรั่งเศสซื้อสิทธิบัตรไปผลิตเองในชื่อ PAMAS G1



9. ชิ้นส่วน Locking Block มีอายุขัยจำกัด แม้จะเป็นปืนที่ทนทานมาก แต่ชิ้นส่วน Locking Block (บล็อกขัดลอน) ที่รับแรงกระแทกโดยตรงเป็นชิ้นส่วนที่ต้องได้รับการดูแลและเปลี่ยนตามระยะทาง ผู้เชี่ยวชาญและกองทัพมักจะแนะนำให้เปลี่ยนชิ้นส่วนนี้ทุกๆ 15,000 ถึง 20,000 นัด เพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนนี้ร้าวหรือหักคาปืน



10. ปืนสัญลักษณ์แห่งฮอลลีวูดยุค 80s และ 90s ก่อนที่ Glock จะเข้ามาครองเมือง Beretta 92 คือ "พระเอก" ของวงการภาพยนตร์ ปืนรุ่นนี้โด่งดังเป็นพลุแตกและกลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังแอคชั่นตำรวจอเมริกันผ่านภาพยนตร์เรื่อง Lethal Weapon (ริกส์) , Die Hard (จอห์น แมคเคลน) และ A Better Tomorrow II (โหด เลว ดี 2) ทำให้ยอดขายปืนในตลาดพลเรือนพุ่งทะยานจนผลิตแทบไม่ทัน













ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.imfdb.org/wiki/Main_Page







สวัสดีครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่