อังคณา ผิดหวัง สีหศักดิ์เลื่อนคุยสันติสุขใต้ที่มาเลย์ ลั่น ไม่อยากให้ถอยกลับมาที่ศูนย์
https://www.matichon.co.th/politics/news_5828190
.

.
‘สว.อังคณา‘ ไม่อยากให้กลับมาที่ศูนย์ หลังรัฐบาลเลื่อนพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ยกเคสหลายประเทศยิ่งรุนแรงยิ่งต้องใช้สันติวิธี ชี้ สมช.รู้ดีไทยผ่านขั้นตอนสร้างความไว้ใจมาแล้ว
.
วันที่ 31 กรกฎาคม นาง
อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นาย
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าจะเลื่อนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประเทศมาเลเซียออกไปก่อน เนื่องจากเหตุทหารพรานถูกลอบยิงเสียชีวิต 5 นาย ที่จุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
.
นาง
อังคณา กล่าวว่า หากเราศึกษากรณีความขัดแย้งทั่วโลก ในหลายประเทศแม้ความรุนแรงยังเกิดขึ้น แต่การพูดคุยก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความพยายามร่วมกันในการใช้สันติวิธี ส่วนตัวไม่ค่อยเข้าใจในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ หากเทียบกับประเทศฟิลิปปินส์ หรือไอร์แลนด์เหนือ แม้ความรุนแรงยังคงอยู่ แต่การพูดคุยก็ยังดำเนินการต่อ อย่างไรก็ตาม สุดแท้แต่รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร เพราะรัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
.
ส่วนที่อ้างว่าจะเลื่อนการเจรจาออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ล่าสุดก่อนนั้น นาง
อังคณา กล่าวว่า เรื่องการพูดคุย สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) น่าจะรู้ดี เพราะไทยเป็นผู้ริเริ่มการพูดคุยมานานเกือบ 20 ปีแล้ว ในจังหวัดชายแดนภาคใต้บางช่วงเหตุการณ์ก็สงบลง การก่อเหตุลดลง แต่บางช่วงก็เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดจึงอยู่ที่นโยบายของรัฐบาล เพราะที่ผ่านมา สมช. ก็ยืนยันมาตลอดว่าจะใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา
.
สำหรับการประชุม สมช. ในช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งมี นาย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งเป็นประธาน นางอังคณา คาดหวังว่าการพูดคุยควรที่จะดำเนินการต่อ ไม่จำเป็นจะต้องมาให้ข่าวทุกวัน แต่การทำหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่ามีวิถีทางในการดำเนินการเพื่อให้การพูดคุยดำเนินต่อไปได้ ทั้งนี้ ประเทศไทยผ่านขั้นตอนการสร้างความเชื่อใจมาแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนของสารัตถะ คือการมาคุยกันในรายละเอียดว่าจะทำอย่างไรให้ยุติความรุนแรง และกลับมาอยู่ร่วมกันได้
.
“
อยากให้ดำเนินต่อ ไม่อยากให้ถอยหลังกลับมา หรือกลับมาที่ศูนย์ เพราะเสียเวลามา 20 กว่าปีแล้ว” นาง
อังคณากล่าว
.
.
ภัณฑิล จี้ อนุกมธ. ตรวจสอบเข้ม งบซ้ำซ้อน แนะ ลดสัมมนาตปท.-โครงการไม่จำเป็น
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10343129
.
ภัณฑิล จี้ อนุกมธ. ตรวจสอบเข้ม งบซ้ำซ้อน แนะ ลดสัมมนาตปท.-โครงการไม่จำเป็น-ไม่เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงาน เพื่อความคุ้มค่ากับภาษีประชาชน
.
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นาย
ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ฝึกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ ค่าจ้างเหมาบริการ ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ งบดำเนินงาน งบเงินอุดหนุน และงบรายจ่ายอื่น ในคณะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้าการประชุมของคณะอนุกมธ.
.
โดยนาย
ภัณฑิล กล่าวว่า ตนตั้งข้อสังเกตการทำงานที่ผ่านมาของกมธ.ที่ถูกตั้งเพื่อเข้ามาตรวจงบหรือเพียงแค่มารับรองงบประมาณ เมื่อหน่วยงานของรัฐขอเงินภาษีประชาชน จึงขอเรียกร้องให้ในแต่ละหน่วยงานพิสูจน์ว่า เงินก้อนจำเป็นคุ้มค่าและก่อเกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงอย่างไร
.
โดยเฉพาะรายงานรายจ่ายในประเภทสัมมนาประชาสัมพันธ์ ค่าที่ปรึกษา ค่าเดินทางต่างประเทศ ค่าเช่า และค่าจ้างเหมาบริการ ซึ่งเป็นรายจ่ายที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง
.
ตนในฐานะอนุกมธ. ผ่านมาแล้ว 1 สัปดาห์กับอีก 1 วัน งบประมาณที่กำลังตรวจสอบไม่ใช่เงินเดือนของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่งบประมาณช่วยเหลือประชาชน งบประมาณเกี่ยวกับไฟป่าหรืองบประมาณที่เกี่ยวกับการเตือนภัยและการรักษาพยาบาล และพวกค่าประกันต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
.
เบื้องต้นในส่วนของค่าใช้จ่ายประจำ ตนไม่ได้ยุ่งในส่วนนี้อยู่แล้ว สิ่งที่พวกเรากำลังกระทำอยู่นั้นไม่ใช่การขัดขวางการทำงานของหน่วยงานรัฐ แต่เป็นเพียงการตั้งคำถามว่ารายจ่ายที่ไม่ใช่ภารกิจหลักเหล่านี้จำเป็นและคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนหรือไม่
.
“
ผมเสนอให้ลดการสัมมนาที่ไม่รู้ว่าสัมมนาอะไร ไปประชุมทางวิชาการ ลดสื่อประชาสัมพันธ์ที่วัดเพียงแค่ยอดเข้าถึง ลดการเดินทางที่ไม่รู้ว่ากลับมาประเทศไทยแล้วจะได้อะไร ผมถามประจำว่าไปต่างประเทศด้วยสภาวะทางการคลังไทย ประเทศของเราร่ำรวยขนาดนั้นเลยหรือ ที่จะไปประชุมสัมนาวิชาการไกลถึงต่างประเทศ” นาย
ภัณฑิล กล่าว
.
นาย
ภัณฑิล กล่าวต่อว่า ตนเข้าใจได้ว่ามีกรอบภาคีต่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องไป แต่การที่ลดงานที่ปรึกษาก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ประจำถึงไม่สามารถดำเนินการด้วยตัวเองได้ ต้องพึงพาเอาต์ซอร์ส เพื่อให้ที่ปรึกษาเป็นผู้ลงมือทำ
.
สิ่งเหล่านี้ทำให้ตนสงสัยว่า บางกรณีก็อาจเป็นเรื่องของ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่ต้องให้หน่วยงานภายนอกมาตรวจสอบ สำหรับตนมองว่าในบางเรื่องที่จ้างที่ปรึกษาเป็นการจ้างงานพร่ำเพรื่อจนเกินไป
.
นาย
ภัณฑิล กล่าวอีกว่า ตนและทีมงานไม่ได้ใช้ความรู้สึกในการตัดสิน แต่ยึดข้อมูลจากเอกสารประกอบการของบประมาณอย่างละเอียด โดยตรวจสอบทุกโครงการ ทั้งวงเงิน ผลการเบิกจ่าย ความซ้ำซ้อน ต้นทุนต่อหน่วย ตัวชี้วัด และผลลัพธ์ที่ประชาชนควรได้รับ
.
ทุกข้อเสนอของหน่วยงานควรมีข้อมูลประกอบอย่างครบถ้วน ทั้งชื่อโครงการ วงเงิน เหตุผลและความจำเป็น เอกสารอ้างอิง รายละเอียด TOR ใบเสนอราคา และคำชี้แจงต่อข้อซักถามของคณะกมธ. แต่ในหลายกรณีกลับไม่ได้รับคำตอบ และไม่มีเอกสารประกอบเพียงพอสำหรับการพิจารณา
.
ยกตัวอย่างหน่วยงานที่ถูกตั้งข้อสังเกต อาทิ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่ผ่านมามีข้อถกเถียงถึงความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงาน เนื่องจากภารกิจหลายด้านอาจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เช่น การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การปฏิรูปกฎหมาย หรือการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีหน่วยงานหลักรับผิดชอบอยู่แล้ว
.
ทั้งนี้ เสนอให้ทบทวนหรือตัดลดโครงการที่เห็นว่าไม่มีความจำเป็น ซึ่งในอดีตการตัดงบประมาณบางครั้งเป็นเพียงการปรับลดเล็กน้อย โดยไม่แตะสาระสำคัญของโครงการ
.
นาย
ภัณฑิล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโครงการที่ใช้งบประมาณตั้งแต่หลักสิบล้านถึงหลายร้อยล้านบาทต่อโครงการ โดยส่วนหนึ่งเป็นการจัดกิจกรรม นิทรรศการ การสำรวจข้อมูล และการอบรมผู้บริหาร ซึ่งมองว่าอาจมีลักษณะซ้ำซ้อนหรือไม่ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน
.
ย้ำว่าหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณา คือ หากโครงการใดได้ดำเนินการแล้วไม่ส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักของหน่วยงาน ก็ควรพิจารณาทบทวนความจำเป็นของการใช้งบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐเกิดประโยชน์สูงสุดและตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง
.
ทั้งนี้ ขอตั้งข้อสังเกตต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีว่า กระบวนการทำงานของคณะอนุกมธ.บางชุดยังขาดความเข้มข้น และเรียกร้องให้ทบทวนแนวทางตรวจสอบงบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินภาษีมีความคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้
.
พร้อมกันนี้ขอเสนอให้เปิดเผยผลการปรับลดงบประมาณของคณะอนุกมธ.แต่ละชุด เปรียบเทียบกับปีก่อนและระหว่างคณะต่างๆ รวมถึงถ่ายทอดสดการประชุม เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการทำงานได้อย่างโปร่งใส
.
.
สส.ปชน.รับเรื่องตรวจสอบ ปมโรงงานลอบทิ้งสารเคมี-ปล่อยน้ำเสีย สู่แหล่งน้ำชลบุรี ส่งต่อพื้นที่เร่งจัดการ.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5828207
.
‘สส.พรรคประชาชน’ รับเรื่องตรวจสอบปมโรงงานอุตสาหกรรมลอบปล่อยของเสียอันตรายสู่แหล่งน้ำชาวพนัสนิคม ส่งต่อพื้นที่เร่งจัดการ
.
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นาย
พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และคณะกรรมการเชิงประเด็นสิ่งแวดล้อม พรรคประชาชน แถลงกรณีการลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของประชาชนเรื่องการลักลอบทิ้งสารเคมีและการปล่อยน้ำเสีย บริเวณตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ อากาศ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ว่า คณะทำงานเชิงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่และร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดชลบุรี ได้แก่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 และผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลนาวังหิน มีประเด็นในการพิขารณา ดังนี้
.
นาย
พูนศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นแรก คือ กรณีสวนอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งที่มีโรงงานประกอบกิจการรวม 9 แห่ง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ทั้งปัญหาฝุ่นละออง เสียงดัง และกลิ่นจากสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ คณะทำงานจึงได้ประสานสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีให้เข้าตรวจสอบผลกระทบ และประสานกรมควบคุมมลพิษให้ดำเนินการตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่ายในพื้นที่ ประเด็นน้ำเสียจากที่พักอาศัยคนงานกว่า 200 ห้อง โดยอาคารที่พักภายในพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งพบว่ามีจำนวนห้องพักเกินกว่าที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยรายงานกำหนดไว้ไม่เกิน 80 ห้อง แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีจำนวนมากกว่านั้น คณะทำงานจึงได้มีหนังสือถึงสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว
.
นาย
พูนศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นบ่อน้ำกรดรุนแรงข้างบริษัทอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่า พบน้ำในบ่อเก็บกักมีสภาพเป็นกรดรุนแรง และอาจมีความเสี่ยงแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก คณะทำงานจึงได้ประสานกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้ตรวจสอบการจัดการกากของเสียจากโรงงานดังกล่าว ซึ่งประกอบกิจการปรับสภาพสารเคมีประเภทกรด จึงขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบเพิ่มเติมว่าการนำกากของเสียออกจากโรงงานจริงหรือไม่ หากมี ได้นำไปกำจัดที่ใด และหากไม่มี กากของเสียเหล่านั้นถูกจัดการอย่างไร
.
ประเด็นบ่อดินในพื้นที่เข้าข่ายผิดกฎหมายไม่มีแนวกันชนและอาจรุกล้ำที่สาธารณะ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยในอำเภอพนัสนิคมมีบ่อดินหลายแห่งที่ดำเนินกิจการโดยไม่ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขหรือมาตรการที่กำหนด คณะทำงานจึงเห็นว่าหน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตรวจสอบการอนุญาต และทบทวนการดำเนินกิจการบ่อดินทั้งจังหวัด นอกจากนี้ ยังพบว่าบางพื้นที่มีการนำที่สาธารณะไปใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง
.
“
โดยการดำเนินการต่อ ได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลและขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมประเด็นบำบัดน้ำเสีย สมดุลมวลสารเคมี ข้อมูลการรับส่งกากของเสียย้อนหลัง 3 ปี ความคืบหน้าตามคำสั่งฟื้นฟูคุณภาพน้ำและการตรวจสอบว่าอาคารที่พักคนงานเข้าข่ายต้องจัดทำ EIA หรือไม่ และขอเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ก่อมลพิษอย่างจริงจังและตรงตามกำหนดเวลาไม่ปล่อยให้กระบวนการ ตรวจวัดกลายเป็นเครื่องมือประวิงเวลาจนปัญหาลุกลามเกินเยียวยา และจะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบกับหน่วยที่เกี่ยวข้องต่อไป” นาย
พูนศักดิ์ กล่าว
JJNY : อังคณาผิดหวังสีหศักดิ์│ภัณฑิลจี้อนุกมธ. ตรวจเข้ม│สส.ปชน.รับเรื่องปมรง.ลอบทิ้งสารเคมี│คาด บ.น้ำมันรายใหญ่ โกยกำไร
https://www.matichon.co.th/politics/news_5828190
.
.
‘สว.อังคณา‘ ไม่อยากให้กลับมาที่ศูนย์ หลังรัฐบาลเลื่อนพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ยกเคสหลายประเทศยิ่งรุนแรงยิ่งต้องใช้สันติวิธี ชี้ สมช.รู้ดีไทยผ่านขั้นตอนสร้างความไว้ใจมาแล้ว
.
วันที่ 31 กรกฎาคม นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าจะเลื่อนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประเทศมาเลเซียออกไปก่อน เนื่องจากเหตุทหารพรานถูกลอบยิงเสียชีวิต 5 นาย ที่จุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
.
นางอังคณา กล่าวว่า หากเราศึกษากรณีความขัดแย้งทั่วโลก ในหลายประเทศแม้ความรุนแรงยังเกิดขึ้น แต่การพูดคุยก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความพยายามร่วมกันในการใช้สันติวิธี ส่วนตัวไม่ค่อยเข้าใจในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ หากเทียบกับประเทศฟิลิปปินส์ หรือไอร์แลนด์เหนือ แม้ความรุนแรงยังคงอยู่ แต่การพูดคุยก็ยังดำเนินการต่อ อย่างไรก็ตาม สุดแท้แต่รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร เพราะรัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
.
ส่วนที่อ้างว่าจะเลื่อนการเจรจาออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ล่าสุดก่อนนั้น นางอังคณา กล่าวว่า เรื่องการพูดคุย สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) น่าจะรู้ดี เพราะไทยเป็นผู้ริเริ่มการพูดคุยมานานเกือบ 20 ปีแล้ว ในจังหวัดชายแดนภาคใต้บางช่วงเหตุการณ์ก็สงบลง การก่อเหตุลดลง แต่บางช่วงก็เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดจึงอยู่ที่นโยบายของรัฐบาล เพราะที่ผ่านมา สมช. ก็ยืนยันมาตลอดว่าจะใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา
.
สำหรับการประชุม สมช. ในช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งเป็นประธาน นางอังคณา คาดหวังว่าการพูดคุยควรที่จะดำเนินการต่อ ไม่จำเป็นจะต้องมาให้ข่าวทุกวัน แต่การทำหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่ามีวิถีทางในการดำเนินการเพื่อให้การพูดคุยดำเนินต่อไปได้ ทั้งนี้ ประเทศไทยผ่านขั้นตอนการสร้างความเชื่อใจมาแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนของสารัตถะ คือการมาคุยกันในรายละเอียดว่าจะทำอย่างไรให้ยุติความรุนแรง และกลับมาอยู่ร่วมกันได้
.
“อยากให้ดำเนินต่อ ไม่อยากให้ถอยหลังกลับมา หรือกลับมาที่ศูนย์ เพราะเสียเวลามา 20 กว่าปีแล้ว” นางอังคณากล่าว
.
.
ภัณฑิล จี้ อนุกมธ. ตรวจสอบเข้ม งบซ้ำซ้อน แนะ ลดสัมมนาตปท.-โครงการไม่จำเป็น
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10343129
.
ภัณฑิล จี้ อนุกมธ. ตรวจสอบเข้ม งบซ้ำซ้อน แนะ ลดสัมมนาตปท.-โครงการไม่จำเป็น-ไม่เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงาน เพื่อความคุ้มค่ากับภาษีประชาชน
.
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ฝึกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ ค่าจ้างเหมาบริการ ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ งบดำเนินงาน งบเงินอุดหนุน และงบรายจ่ายอื่น ในคณะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้าการประชุมของคณะอนุกมธ.
.
โดยนายภัณฑิล กล่าวว่า ตนตั้งข้อสังเกตการทำงานที่ผ่านมาของกมธ.ที่ถูกตั้งเพื่อเข้ามาตรวจงบหรือเพียงแค่มารับรองงบประมาณ เมื่อหน่วยงานของรัฐขอเงินภาษีประชาชน จึงขอเรียกร้องให้ในแต่ละหน่วยงานพิสูจน์ว่า เงินก้อนจำเป็นคุ้มค่าและก่อเกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงอย่างไร
.
โดยเฉพาะรายงานรายจ่ายในประเภทสัมมนาประชาสัมพันธ์ ค่าที่ปรึกษา ค่าเดินทางต่างประเทศ ค่าเช่า และค่าจ้างเหมาบริการ ซึ่งเป็นรายจ่ายที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง
.
ตนในฐานะอนุกมธ. ผ่านมาแล้ว 1 สัปดาห์กับอีก 1 วัน งบประมาณที่กำลังตรวจสอบไม่ใช่เงินเดือนของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่งบประมาณช่วยเหลือประชาชน งบประมาณเกี่ยวกับไฟป่าหรืองบประมาณที่เกี่ยวกับการเตือนภัยและการรักษาพยาบาล และพวกค่าประกันต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
.
เบื้องต้นในส่วนของค่าใช้จ่ายประจำ ตนไม่ได้ยุ่งในส่วนนี้อยู่แล้ว สิ่งที่พวกเรากำลังกระทำอยู่นั้นไม่ใช่การขัดขวางการทำงานของหน่วยงานรัฐ แต่เป็นเพียงการตั้งคำถามว่ารายจ่ายที่ไม่ใช่ภารกิจหลักเหล่านี้จำเป็นและคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนหรือไม่
.
“ผมเสนอให้ลดการสัมมนาที่ไม่รู้ว่าสัมมนาอะไร ไปประชุมทางวิชาการ ลดสื่อประชาสัมพันธ์ที่วัดเพียงแค่ยอดเข้าถึง ลดการเดินทางที่ไม่รู้ว่ากลับมาประเทศไทยแล้วจะได้อะไร ผมถามประจำว่าไปต่างประเทศด้วยสภาวะทางการคลังไทย ประเทศของเราร่ำรวยขนาดนั้นเลยหรือ ที่จะไปประชุมสัมนาวิชาการไกลถึงต่างประเทศ” นายภัณฑิล กล่าว
.
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ตนเข้าใจได้ว่ามีกรอบภาคีต่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องไป แต่การที่ลดงานที่ปรึกษาก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ประจำถึงไม่สามารถดำเนินการด้วยตัวเองได้ ต้องพึงพาเอาต์ซอร์ส เพื่อให้ที่ปรึกษาเป็นผู้ลงมือทำ
.
สิ่งเหล่านี้ทำให้ตนสงสัยว่า บางกรณีก็อาจเป็นเรื่องของ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่ต้องให้หน่วยงานภายนอกมาตรวจสอบ สำหรับตนมองว่าในบางเรื่องที่จ้างที่ปรึกษาเป็นการจ้างงานพร่ำเพรื่อจนเกินไป
.
นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า ตนและทีมงานไม่ได้ใช้ความรู้สึกในการตัดสิน แต่ยึดข้อมูลจากเอกสารประกอบการของบประมาณอย่างละเอียด โดยตรวจสอบทุกโครงการ ทั้งวงเงิน ผลการเบิกจ่าย ความซ้ำซ้อน ต้นทุนต่อหน่วย ตัวชี้วัด และผลลัพธ์ที่ประชาชนควรได้รับ
.
ทุกข้อเสนอของหน่วยงานควรมีข้อมูลประกอบอย่างครบถ้วน ทั้งชื่อโครงการ วงเงิน เหตุผลและความจำเป็น เอกสารอ้างอิง รายละเอียด TOR ใบเสนอราคา และคำชี้แจงต่อข้อซักถามของคณะกมธ. แต่ในหลายกรณีกลับไม่ได้รับคำตอบ และไม่มีเอกสารประกอบเพียงพอสำหรับการพิจารณา
.
ยกตัวอย่างหน่วยงานที่ถูกตั้งข้อสังเกต อาทิ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่ผ่านมามีข้อถกเถียงถึงความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงาน เนื่องจากภารกิจหลายด้านอาจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เช่น การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การปฏิรูปกฎหมาย หรือการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีหน่วยงานหลักรับผิดชอบอยู่แล้ว
.
ทั้งนี้ เสนอให้ทบทวนหรือตัดลดโครงการที่เห็นว่าไม่มีความจำเป็น ซึ่งในอดีตการตัดงบประมาณบางครั้งเป็นเพียงการปรับลดเล็กน้อย โดยไม่แตะสาระสำคัญของโครงการ
.
นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโครงการที่ใช้งบประมาณตั้งแต่หลักสิบล้านถึงหลายร้อยล้านบาทต่อโครงการ โดยส่วนหนึ่งเป็นการจัดกิจกรรม นิทรรศการ การสำรวจข้อมูล และการอบรมผู้บริหาร ซึ่งมองว่าอาจมีลักษณะซ้ำซ้อนหรือไม่ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน
.
ย้ำว่าหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณา คือ หากโครงการใดได้ดำเนินการแล้วไม่ส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักของหน่วยงาน ก็ควรพิจารณาทบทวนความจำเป็นของการใช้งบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐเกิดประโยชน์สูงสุดและตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง
.
ทั้งนี้ ขอตั้งข้อสังเกตต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีว่า กระบวนการทำงานของคณะอนุกมธ.บางชุดยังขาดความเข้มข้น และเรียกร้องให้ทบทวนแนวทางตรวจสอบงบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินภาษีมีความคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้
.
พร้อมกันนี้ขอเสนอให้เปิดเผยผลการปรับลดงบประมาณของคณะอนุกมธ.แต่ละชุด เปรียบเทียบกับปีก่อนและระหว่างคณะต่างๆ รวมถึงถ่ายทอดสดการประชุม เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการทำงานได้อย่างโปร่งใส
.
.
สส.ปชน.รับเรื่องตรวจสอบ ปมโรงงานลอบทิ้งสารเคมี-ปล่อยน้ำเสีย สู่แหล่งน้ำชลบุรี ส่งต่อพื้นที่เร่งจัดการ.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5828207
.
‘สส.พรรคประชาชน’ รับเรื่องตรวจสอบปมโรงงานอุตสาหกรรมลอบปล่อยของเสียอันตรายสู่แหล่งน้ำชาวพนัสนิคม ส่งต่อพื้นที่เร่งจัดการ
.
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และคณะกรรมการเชิงประเด็นสิ่งแวดล้อม พรรคประชาชน แถลงกรณีการลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของประชาชนเรื่องการลักลอบทิ้งสารเคมีและการปล่อยน้ำเสีย บริเวณตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ อากาศ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ว่า คณะทำงานเชิงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่และร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดชลบุรี ได้แก่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 และผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลนาวังหิน มีประเด็นในการพิขารณา ดังนี้
.
นายพูนศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นแรก คือ กรณีสวนอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งที่มีโรงงานประกอบกิจการรวม 9 แห่ง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ทั้งปัญหาฝุ่นละออง เสียงดัง และกลิ่นจากสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ คณะทำงานจึงได้ประสานสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีให้เข้าตรวจสอบผลกระทบ และประสานกรมควบคุมมลพิษให้ดำเนินการตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่ายในพื้นที่ ประเด็นน้ำเสียจากที่พักอาศัยคนงานกว่า 200 ห้อง โดยอาคารที่พักภายในพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งพบว่ามีจำนวนห้องพักเกินกว่าที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยรายงานกำหนดไว้ไม่เกิน 80 ห้อง แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีจำนวนมากกว่านั้น คณะทำงานจึงได้มีหนังสือถึงสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว
.
นายพูนศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นบ่อน้ำกรดรุนแรงข้างบริษัทอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่า พบน้ำในบ่อเก็บกักมีสภาพเป็นกรดรุนแรง และอาจมีความเสี่ยงแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก คณะทำงานจึงได้ประสานกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้ตรวจสอบการจัดการกากของเสียจากโรงงานดังกล่าว ซึ่งประกอบกิจการปรับสภาพสารเคมีประเภทกรด จึงขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบเพิ่มเติมว่าการนำกากของเสียออกจากโรงงานจริงหรือไม่ หากมี ได้นำไปกำจัดที่ใด และหากไม่มี กากของเสียเหล่านั้นถูกจัดการอย่างไร
.
ประเด็นบ่อดินในพื้นที่เข้าข่ายผิดกฎหมายไม่มีแนวกันชนและอาจรุกล้ำที่สาธารณะ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยในอำเภอพนัสนิคมมีบ่อดินหลายแห่งที่ดำเนินกิจการโดยไม่ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขหรือมาตรการที่กำหนด คณะทำงานจึงเห็นว่าหน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตรวจสอบการอนุญาต และทบทวนการดำเนินกิจการบ่อดินทั้งจังหวัด นอกจากนี้ ยังพบว่าบางพื้นที่มีการนำที่สาธารณะไปใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง
.
“โดยการดำเนินการต่อ ได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลและขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมประเด็นบำบัดน้ำเสีย สมดุลมวลสารเคมี ข้อมูลการรับส่งกากของเสียย้อนหลัง 3 ปี ความคืบหน้าตามคำสั่งฟื้นฟูคุณภาพน้ำและการตรวจสอบว่าอาคารที่พักคนงานเข้าข่ายต้องจัดทำ EIA หรือไม่ และขอเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ก่อมลพิษอย่างจริงจังและตรงตามกำหนดเวลาไม่ปล่อยให้กระบวนการ ตรวจวัดกลายเป็นเครื่องมือประวิงเวลาจนปัญหาลุกลามเกินเยียวยา และจะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบกับหน่วยที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายพูนศักดิ์ กล่าว