·ล่าสุดไม่กี่วันมานี้ มีเคสเดินเข้ามาห้องฉุกเฉินนอกเวลาวันหยุด ให้ประวัติว่า 2 วันชาแขนข้างซ้ายข้างเดียว
ไม่ชาขา ไม่มีอ่อนแรง ไม่มีหน้าเบี้ยว พูดชัดปกติ ไม่เวียนหัว ไม่มีเดินเซ แต่ญาติกังวลกลัวว่าเป็น stroke จึงพามารพ.
ตรวจร่างกาย กำลังกล้ามเนื้อของแขนและขาทั้งสองข้างปกติปกติ
ให้หลับตายื่นมือไม่มีแขนตก ตรวจร่างก็รับความรู้สึกชานิดๆ ที่แขนข้างซ้าย
ความดันปกติ 127/80 ไม่เวียนหัว ไม่เจ็บหน้าอก
ขณะที่หมอกำลังบันทึกข้อมูลผลการตรวจร่างกาย ญาติแจ้งว่าขอให้ทำ EKG คนไข้ด้วย
แพทย์จึง order ให้ตรวจ EKG และอ่านผลว่าไม่มีสัญญานบ่งบอกของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือเต้นผิดจังหวะ
หลังจากนั้นแพทย์อธิบายผลตรวจร่างกายว่า ยังไม่เหมือนอาการของ stroke
แต่ญาติต้องการให้หมอยืนยันว่า“ไม่ใช่ stroke แน่ๆ ใช่ไหม”
(เราก็รู้ว่าไม่มีอะไร 100% ใน medicine ถ้าเขากลับไปบังเอิญมีอาการเส้นเลือดสมองตีบมาขึ้นภายหลัง หมออาจจะซวยอีก)
เลยบอกญาติไปตรงๆ ว่า มันไม่มีอะไร 100% ในทางการแพทย์
แต่ ณ ตอนนี้อาการนี้ยังไม่เข้าข่าย stroke เลยยังไม่มีข้อบ่งชี้ให้ส่งรีเฟอร์ เพื่อทำ CT brain แบบฉุกเฉิน
และเนื่องจากคนไข้เป็นมา 2 วันแล้ว ถ้าเป็นเส้นเลือดสมองตีบ อาการน่าจะ progress ชัดเจนขึ้นกว่านี้
ความดันน่าจะสูงกว่านี้ มีเวียนหัว อ่อนแรงให้เห็นบ้างแต่ญาติแจ้งว่า
อยากให้ทำ CT เพื่อจะได้สบายใจเราจึง consult อายุรแพทย์
และบอกประวัติและอาการที่ตรวจได้ความเห็นก็ตรงกันว่า ยังไม่ใช่อาการ stroke
พอแจ้งญาติว่าปรึกษาอายุแพทย์แล้ว ความเห็นตรงกัน นึกว่าจบแค่นี้แต่ญาติคนที่มากับคนไข้ ยกโทรศัพท์ติดต่อพี่สาว
ส่งให้หมอคุยทางโทรศัพท์เพื่ออธิบาย ซึ่งหมอก็เริ่มอธิบายใหม่ทั้งหมดญาติทางโทรศัพท์บอกว่า
ตนได้ปรึกษาคนรู้จักหลายๆ คน บอกว่าอาการนี้คล้าย stroke
เห็นได้ชัดว่าญาติยังไม่สบายใจ แม้เราจะอธิบายเหตุผลทางการแพทย์ และให้คำแนะนำถึงอาการที่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมกำชับว่าหากมีอาการผิดปกติเพิ่มขึ้น
สามารถกลับมาโรงพยาบาลได้ทันที
พูดกันตรงๆ ถ้าโรงพยาบาลชุมชนมี CT Brain อยู่ในโรงพยาบาล ก็คงตรวจให้ไปแล้ว
เพราะเข้าใจความกังวลของญาติ และตัวหมอเองก็ไม่อยากแบกรับความเสี่ยง หรือใช้เวลาอธิบายนานขนาดนี้
ถ้าเป็นรพ.เอกชน คนไข้จ่ายเงินเอง ถ้าขอ CT scan ทั้งตัวเลยก็คงไม่มีปัญหา คนไข้แฮปปี้ หมอก็ไม่ take risk
แต่พอเป็นรพ.รัฐ ถ้าทุกคนต้องการให้ทำแบบนี้กันหมดทุกคน มันแทบเป็นไม่ได้เลย
และความเป็นจริงคือ การส่งต่อผู้ป่วยไปทำ CT Brain ในกรณีที่ยังไม่มีข้อบ่งชี้ฉุกเฉิน
ต้องใช้ทั้งรถ Refer พยาบาล และบุคลากรห้องฉุกเฉินเดินทางไปด้วยซึ่งหมายความว่า กำลังคนในห้องฉุกเฉินจะลดลงทันที
และหากในช่วงเวลานั้นมีผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องช่วยชีวิตเข้ามาพอดี ทรัพยากรที่ควรใช้กับผู้ป่วยฉุกเฉินจริงๆ ก็อาจไม่เพียงพอ
เคสนี้เล่นเอายุ่งใจพอสมควร ขณะที่เคสรอตรวจหน้าห้อง ER ก็รอนานและมาเพิ่มเรื่อยๆ หมอต้องใช้เวลาเคลียร์เคสนี้นานพอสมควร
แต่สุดท้ายก็มี solution การรักษาให้เขาตามความเหมาะสม ในการให้ใบส่งตัว ตรวจเพิ่มเติมหาสาเหตุของอาการชาแขนข้างเดียว
ซึ่งให้ไปเป็น OPD case เนื่องจากประเมินว่ายังไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน stroke
สรุปก็แยกย้ายกันด้วยดี และคนไข้ญาติเข้าใจสิ่งที่หมออธิบาย
จบเคสนี้ รู้สึกว่าหลังจากนี้จะเจอเคสแบบนี้อีกเยอะ
นอกจากหมอรพช.ด่านหน้าทำงานยากขึ้นแล้ว
หมอเฉพาะทางรพ.จังหวัด รพ.ศูนย์
ต้องทำงานหนักขึ้นด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รพช.จะขอรีเฟอร์เคสที่คนไข้ดูกังวล
เพราะคนไข้จะไม่ค่อยเชื่อถือหมอทั่วไป
อาจจะขอตรวจกับแพทย์เฉพาะทางมากขึ้น
ตรวจ investigate ที่ละเอียดมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
เนื่องจากเสพข่าวหมอวินิจฉัยผิดพลาด
(ซึ่งอันที่จริงมีเพียงส่วนน้อยมากๆ ที่วินิจฉัยผิดพลาด ส่วนที่วินิจฉัยถูก รักษาคนไข้หาย มีตั้งมากมาย แต่ไม่ถูกพูดถึง)
ที่เขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อบอกว่าใครถูกหรือผิดเพราะความกังวลของญาติก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และความระมัดระวังของแพทย์ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน
แต่เชื่อว่า ในยุคที่ข่าวสารเข้าถึงทุกคนได้ความท้าทายของการแพทย์ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่การวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องเท่านั้น
แต่ต้องสื่อสารให้ดี สร้างความเข้าใจ และสร้างความไว้วางใจระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยให้มากด้วย
แต่ปัญหาคือเรามีเวลามากพอหรือไม่ ในการอธิบายคนไข้ให้ละเอียดถี่ยิบทุกราย
เมื่อระบบ 30 บาท ทำให้คนไข้มารอพบแพทย์เพื่อขอยาแก้ไอ ลดน้ำมูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายขอน้ำเกลือ
มารับยาเบาหวาน ความดัน มารับบริการมากจนเกินกำลังไม่ใช่ว่าระบบ 30 บาทไม่ดี
มันดีมากสำหรับคนรากหญ้า คนจน คนหาเช้ากินค่ำ ที่ไม่มีเงินมากพอจะไปเข้าคลินิก ไปรพ.เอกชน
แต่ยังได้รักษา เพื่อให้ตัวเองรีบหายป่วย และไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวต่อไปได้
แต่สำหรับคนที่มีรายได้ ทำประกันเถอะ เข้ารพ.เอกชนเถอะคุณจะได้รับบริการที่รวดเร็ว
ขอ investigate ได้ดังใจต้องการกว่านี้จริง ๆจากเหตุการณ์การนี้
เป็นสถานการณ์ที่คนทำงานเจอก็ต้องหนักใจคือ ถ้าเราพูดผิดพลาด แสดงสีหน้าท่าทาง น้ำเสียงไม่ดี การสื่อสารล้มเหลว
นั่นหมายถึง อาจจะส่งผลต่อการถูกร้องเรียน หรือถูกโพสต์เฟซได้เลย
จึงขอแชร์ว่าตัวเองผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาได้อย่างไร เพื่อเป็นไอเดียให้แพทย์คนอื่น หากต้องเจอ difficult patient
ก่อนอื่น แพทย์จะต้องเข้าใจตัวเองตั้งสติให้มั่น และเซ็ตอารมณ์ให้อยู่ในสภาวะปกติก่อน
ข้อสำคัญห้ามรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกคุกคามห้ามอารมณ์เสียเด็ดขาด
แม้ว่าคุณจะเจองานเหน็ดเหนื่อยมาก่อนหน้านี้ขั้นตอนต่อไปคือ
ให้พยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของญาติคนไข้เลือกเข้าข้างญาติเลือกเข้าใจในสิ่งที่ญาติกังวล
และร้องขอให้ทำเพราะอะไรรับรู้ว่าเขากำลังกังวลอะไรเขากลัวอะไรและให้จินตนาการว่า ถ้าคนไข้คนนี้เป็นพ่อเรา หรือเป็นญาติพี่น้องของเรา
เราจะกังวลแบบนี้ไหมเรามี differential diagnosis อะไรอีกไหมเราจะส่ง investigate แบบ emergency เลยไหม
หรือลองสังเกตอาการดูก่อนได้early warning sign คืออะไร
ดูแล้วยังปลอดภัยไหม ถ้าจะทำ หรือไม่ทำอะไรอะไรปล่อยผ่านได้ ไม่น่าห่วงอะไรยังต้องเฝ้าระวัง
จะขอปรึกษาแพทย์เฉพาะทางไหม เพื่อความชัวร์ทีนี้ก็เริ่มอธิบายความคิดเห็นของเรา ให้คนไข้และญาติฟัง
เสมือนเราเป็นญาติคนหนึ่ง ที่บังเอิญเป็นหมอด้วยอธิบายให้ดีที่สุด ด้วยมิตรไมตรีแล้วทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
หลังสื่อสารเสร็จ คุณจะรู้สึกเหนื่อยมากคุณอาจจะสบถกับตัวเองว่า“วันนี้เป็นวันอะไรวะเนี่ย 555”
แต่คุณจะรู้สึกโล่ง เหมือนทำงานยากเสร็จไม่รู้สึกอารมณ์เสีคุณยังสามารถตรวจเคสอื่นต่อได้
เพียงแต่คุณจะรู้อ่อนเพลียและเหนื่อยล้ามากขึ้นเท่านั้น แลกกับการไม่ถูกฟ้องร้อง
ที่เขาบอกว่าอาชีพนี้ทำดีเสมอตัวถ้าพลาดขึ้นมาคือไม่ต้องพูดถึง
หมอ พยาบาลคนนั้นอาจเสียเส้น เสียศูนย์ เสียคน หรือออกจากอาชีพกันไปเลยเราว่าอาชีพหมอ ผลิตเยอะแค่ไหน
ก็จะไหลออกระบบหมดแน่นอนธุรกิจที่ได้ประโยชน์คือตลาดคลินิกความงาม
เพราะหมอล้นตลาดเยอะ ค่าจ้างหมอถูกลง
เป็นหมอรพ.รัฐเป็นหมอสายปฏิบัติงาน มันอยู่ยากจริง
จิตต้องแข็งแต่ใจต้องอ่อนโยนและใช้ EQ สูงมากกว่าที่คิด
เป็นหมอที่อยู่ตรงกลางต้องประสานงานกับคนไข้ประสานงานกับแพทย์เฉพาะทาง
จะบอกว่าอาชีพแพทย์ พยาบาลนี้มีความกดดันสูง และกดดันจากหลายด้าน มันอธิบายยาก
ทั้งถูกคาดหวังจากผู้รับบริการถูกคาดหวังจากผู้บังคับบัญชา ให้ดำเนินภารกิจต่างๆ ตาม service plan
หมอแต่ละคนต้องรับผิดชอบในฐานะหัวหน้างานด้วยแล้วงานมันหลายมิติ
ไม่ใช่แค่รักษาคนไข้อย่างเดียวมันมีงานด้านคุณภาพการบันทึกเวชระเบียนงานเอกสารเก็บ dataการทำตามเป้า KPI
การอบรมอัปเดตความรู้การทำตามนโยบายที่เฉพาะของแต่ละรพ.เราขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกคน
ที่เจอปัญหาคล้ายๆ กันนี้
#เรื่องเล่าจากโรงพยาบาลชุมชน