‘ถังขยะ’ อาจเป็นสาเหตุเหตุที่แบรนด์ชานมจีนตีตลาดญี่ปุ่นไม่แตก
.
หลังประสบความสำเร็จในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Mixue แบรนด์ไอศกรีมจีนเดินหน้ารุกตลาดญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการโดยเปิดสาขาแรกในย่านโอโมเตะซันโด (Omotesando) ย่านการค้าสำคัญของกรุงโตเกียว ในปี 2023 พร้อมประกาศเป้าหมายขยายสู่ 1,000 สาขาภายในปี 2028 แต่ทว่าผ่านไปเพียง 3 ปี ปัจจุบัน Mixue เหลือสาขาในญี่ปุ่นเพียง 4 แห่งเท่านั้น
.
ไม่ใช่แค่ Mixue ที่เผชิญความท้าทายในญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ NaiSnow ก็เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นในปี 2021 แต่ยุติการดำเนินธุรกิจในปีถัดมา ส่วน HEYTEA ที่เปิดสาขาแรกในปี 2025 ก็ปิดให้บริการในปีถัดมา แสดงให้เห็นว่าตลาดญี่ปุ่นยังเป็นความท้าทายสำหรับแบรนด์ชานมจีน และการขยายธุรกิจด้วยโมเดลที่ประสบความสำเร็จในจีนอาจไม่ได้ผลในตลาดญี่ปุ่น
.
อันดับแรก เมนูราคาถูกของ Mixue ที่ประสบความสำเร็จในจีนใช้ไม่ได้ผลในญี่ปุ่น สินค้าซิกเนเจอร์อย่างไอศกรีมโคนและน้ำเลมอนต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าที่มีอยู่แล้วในตลาด โดยเฉพาะไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟของร้านสะดวกซื้อ MINISTOP ซึ่งมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ
.
ส่วนน้ำมะนาวก็ไม่สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้เช่นกัน เนื่องจากเครื่องดื่มรสเลมอนมีจำหน่ายทั่วไปในญี่ปุ่นทั้งในร้านสะดวกซื้อและตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ทำให้ Mixue ยังไม่มีสินค้าหลักที่โดดเด่นพอจะดึงดูดผู้บริโภค
.
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นนิยมเครื่องดื่มขนาดเล็ก ขณะที่เครื่องดื่มของ Mixue ส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ 505 มิลลิลิตร ต่างจากแบรนด์ชานมจากไต้หวัน Gong Cha ที่มีขนาดเล็กสุดเพียง 290 มิลลิลิตรจึงสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากกว่า
.
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีถังขยะสาธารณะค่อนข้างน้อยและมีกฎการแยกขยะที่เข้มงวด ทำให้การพกพาหรือทิ้งเครื่องดื่มแก้วใหญ่ที่ดื่มไม่หมดเป็นเรื่องไม่สะดวก รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้จึงกลายเป็นต้นทุนในการใช้งานของผู้บริโภคและส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าในที่สุด
.
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Mixue ขยายธุรกิจในญี่ปุ่นได้ยาก ไม่ใช่ตัวสินค้า แต่เป็นโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่างกันอย่างมาก แม้จะขึ้นชื่อเรื่องไอศกรีมและน้ำมะนาวราคาประหยัดในจีน แต่เมื่อวางจำหน่ายในญี่ปุ่น ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า ค่าเช่าพื้นที่และค่าแรงที่สูงกว่าจีน ทำให้กลยุทธ์ "ราคาถูก" ของ Mixue ใช้ได้ยากในตลาดญี่ปุ่น
.
Mixue เปิดรับแฟรนไชส์ในญี่ปุ่นเมื่อปี 2025 บริษัทประเมินเงินลงทุนต่อสาขาไว้ที่ประมาณ 30 ล้านเยน (ราว 6.3 ล้านบาท) สูงกว่าการเปิดร้านในจีนประมาณ 4 เท่า และในเงินลงทุนจำนวนนี้ค่าเช่าพื้นที่คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของทั้งหมด
.
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องรับภาระเงินประกันและค่าใช้จ่ายล่วงหน้าอีกจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนเริ่มต้นสูงและขยายสาขาได้ช้าลง ส่งผลให้โมเดล "แฟรนไชส์ราคาถูก ขยายตัวไว" ของ Mixue ใช้ได้ยากในตลาดญี่ปุ่น
.
ไม่ใช่เพียง Mixue เท่านั้นที่ประสบปัญหาในการขยายธุรกิจในญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ NaiSnow และ HEYTEA ต่างก็เคยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น แต่หลังจากกระแสตอบรับในช่วงแรก ทั้งสองแบรนด์ก็ไม่สามารถขยายธุรกิจได้ตามเป้าหมาย
.
กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดชาพรีเมียมในจีนเติบโตอย่างรวดเร็วและพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดญี่ปุ่น แม้จะเคยมีกระแสชานมไข่มุกในปี 2019 แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์กลับชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคยังไม่คุ้นเคยกับเครื่องดื่มรุ่นใหม่จากจีน ส่งผลให้การขยายตลาดทำได้ยาก
.
อีกปัจจัยสำคัญคือ ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่แข็งแกร่ง ทั้งกาแฟจากร้านสะดวกซื้อ ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและเครือร้านกาแฟ ครอบคลุมการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้คู่แข่งของแบรนด์ชานมจีนไม่ใช่ร้านชานม แต่เป็นตลาดกาแฟ ส่งผลให้ชาพรีเมียมยังเป็นเพียงเครื่องดื่มสำหรับการลองหรือดื่มเป็นครั้งคราว และยากต่อการซื้อซ้ำ
.
นักวิจัยด้านสังคมผู้บริโภคของญี่ปุ่นมองว่า ญี่ปุ่นได้เข้าสู่สังคมผู้บริโภคที่เติบโตเต็มที่ ทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่ได้รับการพิสูจน์คุณค่ามากกว่าการแสวงหาสินค้าใหม่ ขณะที่แบรนด์ชาพรีเมียมจากจีนยังขับเคลื่อนตลาดด้วยเมนูใหม่และสินค้ารุ่นลิมิเต็ด ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความคุ้นเคยและความแน่นอน
.
อย่างไรก็ตาม ตลาดชาพรีเมียมในญี่ปุ่นไม่ได้ปิดกั้นแบรนด์ต่างชาติทั้งหมด แบรนด์ชานมจากไต้หวัน เช่น CoCo, The Alley, Koi และ Gong Cha ต่างสามารถสร้างฐานลูกค้าในญี่ปุ่นได้ แม้จะไม่ได้ขยายสาขาจำนวนมากก็ตาม
.
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าปัจจัยสำคัญคือการให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์และการปรับตัวให้เข้ากับตลาดท้องถิ่น มากกว่าการเร่งขยายสาขา เช่น การปรับระดับความหวาน เพิ่มเมนูชาที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคญี่ปุ่น รวมถึงการออกแบบร้านให้รองรับทั้งการซื้อกลับและการนั่งพักผ่อน เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคญี่ปุ่น
.
การทำตลาดในญี่ปุ่นยังต้องยอมรับเรื่องการเติบโตที่อาจจะช้ากว่าจีนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า บริการ และการสร้างแบรนด์ในระยะยาว จึงไม่ควรเน้นกลยุทธ์การไล่ตามกระแส หากควรเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคง เพราะหากสามารถสร้างการยอมรับจากผู้บริโภคได้สำเร็จ แบรนด์ก็มีโอกาสเติบโตและอยู่ในตลาดได้ยาวนาน
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#ชานมจีน #ตลาดญี่ปุ่น
.
https://www.facebook.com/share/p/14mKJjF6aHg/
🗑️ ‘ถังขยะ’ อาจเป็นสาเหตุเหตุที่แบรนด์ชานมจีนตีตลาดญี่ปุ่นไม่แตก
.
หลังประสบความสำเร็จในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Mixue แบรนด์ไอศกรีมจีนเดินหน้ารุกตลาดญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการโดยเปิดสาขาแรกในย่านโอโมเตะซันโด (Omotesando) ย่านการค้าสำคัญของกรุงโตเกียว ในปี 2023 พร้อมประกาศเป้าหมายขยายสู่ 1,000 สาขาภายในปี 2028 แต่ทว่าผ่านไปเพียง 3 ปี ปัจจุบัน Mixue เหลือสาขาในญี่ปุ่นเพียง 4 แห่งเท่านั้น
.
ไม่ใช่แค่ Mixue ที่เผชิญความท้าทายในญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ NaiSnow ก็เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นในปี 2021 แต่ยุติการดำเนินธุรกิจในปีถัดมา ส่วน HEYTEA ที่เปิดสาขาแรกในปี 2025 ก็ปิดให้บริการในปีถัดมา แสดงให้เห็นว่าตลาดญี่ปุ่นยังเป็นความท้าทายสำหรับแบรนด์ชานมจีน และการขยายธุรกิจด้วยโมเดลที่ประสบความสำเร็จในจีนอาจไม่ได้ผลในตลาดญี่ปุ่น
.
อันดับแรก เมนูราคาถูกของ Mixue ที่ประสบความสำเร็จในจีนใช้ไม่ได้ผลในญี่ปุ่น สินค้าซิกเนเจอร์อย่างไอศกรีมโคนและน้ำเลมอนต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าที่มีอยู่แล้วในตลาด โดยเฉพาะไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟของร้านสะดวกซื้อ MINISTOP ซึ่งมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ
.
ส่วนน้ำมะนาวก็ไม่สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้เช่นกัน เนื่องจากเครื่องดื่มรสเลมอนมีจำหน่ายทั่วไปในญี่ปุ่นทั้งในร้านสะดวกซื้อและตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ทำให้ Mixue ยังไม่มีสินค้าหลักที่โดดเด่นพอจะดึงดูดผู้บริโภค
.
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นนิยมเครื่องดื่มขนาดเล็ก ขณะที่เครื่องดื่มของ Mixue ส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ 505 มิลลิลิตร ต่างจากแบรนด์ชานมจากไต้หวัน Gong Cha ที่มีขนาดเล็กสุดเพียง 290 มิลลิลิตรจึงสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากกว่า
.
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีถังขยะสาธารณะค่อนข้างน้อยและมีกฎการแยกขยะที่เข้มงวด ทำให้การพกพาหรือทิ้งเครื่องดื่มแก้วใหญ่ที่ดื่มไม่หมดเป็นเรื่องไม่สะดวก รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้จึงกลายเป็นต้นทุนในการใช้งานของผู้บริโภคและส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าในที่สุด
.
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Mixue ขยายธุรกิจในญี่ปุ่นได้ยาก ไม่ใช่ตัวสินค้า แต่เป็นโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่างกันอย่างมาก แม้จะขึ้นชื่อเรื่องไอศกรีมและน้ำมะนาวราคาประหยัดในจีน แต่เมื่อวางจำหน่ายในญี่ปุ่น ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า ค่าเช่าพื้นที่และค่าแรงที่สูงกว่าจีน ทำให้กลยุทธ์ "ราคาถูก" ของ Mixue ใช้ได้ยากในตลาดญี่ปุ่น
.
Mixue เปิดรับแฟรนไชส์ในญี่ปุ่นเมื่อปี 2025 บริษัทประเมินเงินลงทุนต่อสาขาไว้ที่ประมาณ 30 ล้านเยน (ราว 6.3 ล้านบาท) สูงกว่าการเปิดร้านในจีนประมาณ 4 เท่า และในเงินลงทุนจำนวนนี้ค่าเช่าพื้นที่คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของทั้งหมด
.
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องรับภาระเงินประกันและค่าใช้จ่ายล่วงหน้าอีกจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนเริ่มต้นสูงและขยายสาขาได้ช้าลง ส่งผลให้โมเดล "แฟรนไชส์ราคาถูก ขยายตัวไว" ของ Mixue ใช้ได้ยากในตลาดญี่ปุ่น
.
ไม่ใช่เพียง Mixue เท่านั้นที่ประสบปัญหาในการขยายธุรกิจในญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ NaiSnow และ HEYTEA ต่างก็เคยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น แต่หลังจากกระแสตอบรับในช่วงแรก ทั้งสองแบรนด์ก็ไม่สามารถขยายธุรกิจได้ตามเป้าหมาย
.
กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดชาพรีเมียมในจีนเติบโตอย่างรวดเร็วและพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดญี่ปุ่น แม้จะเคยมีกระแสชานมไข่มุกในปี 2019 แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์กลับชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคยังไม่คุ้นเคยกับเครื่องดื่มรุ่นใหม่จากจีน ส่งผลให้การขยายตลาดทำได้ยาก
.
อีกปัจจัยสำคัญคือ ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่แข็งแกร่ง ทั้งกาแฟจากร้านสะดวกซื้อ ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและเครือร้านกาแฟ ครอบคลุมการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้คู่แข่งของแบรนด์ชานมจีนไม่ใช่ร้านชานม แต่เป็นตลาดกาแฟ ส่งผลให้ชาพรีเมียมยังเป็นเพียงเครื่องดื่มสำหรับการลองหรือดื่มเป็นครั้งคราว และยากต่อการซื้อซ้ำ
.
นักวิจัยด้านสังคมผู้บริโภคของญี่ปุ่นมองว่า ญี่ปุ่นได้เข้าสู่สังคมผู้บริโภคที่เติบโตเต็มที่ ทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่ได้รับการพิสูจน์คุณค่ามากกว่าการแสวงหาสินค้าใหม่ ขณะที่แบรนด์ชาพรีเมียมจากจีนยังขับเคลื่อนตลาดด้วยเมนูใหม่และสินค้ารุ่นลิมิเต็ด ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความคุ้นเคยและความแน่นอน
.
อย่างไรก็ตาม ตลาดชาพรีเมียมในญี่ปุ่นไม่ได้ปิดกั้นแบรนด์ต่างชาติทั้งหมด แบรนด์ชานมจากไต้หวัน เช่น CoCo, The Alley, Koi และ Gong Cha ต่างสามารถสร้างฐานลูกค้าในญี่ปุ่นได้ แม้จะไม่ได้ขยายสาขาจำนวนมากก็ตาม
.
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าปัจจัยสำคัญคือการให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์และการปรับตัวให้เข้ากับตลาดท้องถิ่น มากกว่าการเร่งขยายสาขา เช่น การปรับระดับความหวาน เพิ่มเมนูชาที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคญี่ปุ่น รวมถึงการออกแบบร้านให้รองรับทั้งการซื้อกลับและการนั่งพักผ่อน เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคญี่ปุ่น
.
การทำตลาดในญี่ปุ่นยังต้องยอมรับเรื่องการเติบโตที่อาจจะช้ากว่าจีนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า บริการ และการสร้างแบรนด์ในระยะยาว จึงไม่ควรเน้นกลยุทธ์การไล่ตามกระแส หากควรเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคง เพราะหากสามารถสร้างการยอมรับจากผู้บริโภคได้สำเร็จ แบรนด์ก็มีโอกาสเติบโตและอยู่ในตลาดได้ยาวนาน
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#ชานมจีน #ตลาดญี่ปุ่น
.
https://www.facebook.com/share/p/14mKJjF6aHg/