ชีวิตคู่ ก็เหมือนการเดินทางไปเที่ยวด้วยกัน

รู้สึกไหมครับว่า การเดินร่วมทางกับใครสักคนในฐานะ "คู่ชีวิต" มันมีความคล้ายคลึงกับการ "ออกเดินทางท่องเที่ยว"
ช่วงแรกๆ มันอาจจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ภาพฝันที่สวยงาม แต่พอลงมือเดินทางจริง เราต้องเจอกับทั้งหลงทาง รถติด สภาพอากาศไม่เป็นใจ ร้านปิด หรือแม้กระทั่งความเหนื่อยล้าที่ทำให้หงุดหงิดใส่กัน วันนี้เลยอยากมาชวนคุยและแชร์มุมมองว่า เพื่อนๆเห็นด้วยหรือไม่ครับว่าการใช้ชีวิตคู่ ไม่ต่างอะไรกับการออกทริปไปเที่ยวด้วยกันเลย


1. ต้องมี "คนนำ" และ "คนตาม" (จะเป็นช้างเท้าหน้าทั้งคู่ไม่ได้)
ทริปไหนที่ทุกคนอยากเป็นคนนำทริป อยากจิ้มหมุดไปกันคนละทิศคนละทาง ทริปนั้นอาจจะล่มตั้งแต่ยังไม่ได้ออกเดินทาง ชีวิตคู่ก็เช่นกัน มันต้องมีความยืดหยุ่นและการแบ่งบทบาท ใครถนัดเรื่องไหนก็ให้คนนั้นช่วยนำ เช่น คนหนึ่งขับรถ คนหนึ่งจองที่พัก  หรือผลัดกันนำตามสถานการณ์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างดื้อพาไปคนละทิศละทาง

2. คนนำต้อง "รับฟัง" ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
การเป็นผู้นำทริป ไม่ได้แปลว่าคุณมีสิทธิ์สั่งทุกอย่าง ถ้าคนนำจัดแพลนแน่นเอียด อยากไปแต่ที่ที่ตัวเองชอบ โดยไม่สนเลยว่าคนที่มาด้วยจะเหนื่อยหรืออยากไปไหน สุดท้ายทริปนั้นก็หมดสนุก คนนำที่ดีต้องรับฟังเสียงของคนข้างๆ ถามความเห็น และเอาความชอบของเขามาใส่ไว้ในแพลนด้วย

3. คนตามต้อง "ช่วยกัน" ไม่ใช่ปล่อยจอยปล่อยใจ
ในทางกลับกัน คนที่เป็นคนตาม ก็ใช่ว่าจะนั่งเป็น "ผู้โดยสาร VIP" ที่รอให้เขาประเคนทุกอย่างให้อย่างเดียวนะครับ คำว่า "แล้วแต่เลย" แล้วนั่งเล่นโทรศัพท์ไม่สนใจอะไรเลย มันสูบพลังคนนำมากๆ ครับ แม้เราจะไม่ใช่คนวางแพลนหลัก แต่เราสามารถช่วยเปิดเพลง เปิดgooglemap คอยหยิบน้ำ เติมเสบียง หรือคอยถามไถ่ว่าเหนื่อยไหมได้ ช่วยเล็กๆ น้อยๆ แต่ได้ใจไปเต็มๆ ครับ

4. เมื่อหลงทางหรือผิดพลาด ให้ "กำลังใจ" ไม่ใช่ "ซ้ำเติม"
ไม่มีทริปไหนที่สมบูรณ์แบบ 100% ครับ บางทีโรงแรมที่จองไว้อาจไม่ตรงปก ร้านอาหารเจ้าดังอาจจะปิด หรือเลี้ยวผิดจนหลงทางไปไกล สิ่งที่แย่ที่สุดในวินาทีนั้นคือคำพูดอย่าง "บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามา!" หรือ "ทำไมทำอะไรไม่เคยได้เรื่องเลย"
เปลี่ยนจากการตำหนิ มาเป็น "ไม่เป็นไรนะ หาอะไรกินแก้เครียดกันก่อน" หรือ "หลงทางก็นับเป็นกำไร ได้เห็นวิวใหม่ๆ เนอะ" รอยยิ้มและการอภัยในวันที่ผิดพลาด คือน้ำมันชั้นดีที่ทำให้ทริปชีวิตคู่ไปต่อได้ครับ

5. มีแผนไว้เป็นหลัก แต่ต้องรู้จัก "ยืดหยุ่นและด้นสด"
ชีวิตไม่ได้เป็นไปตามแผนเสมอไปครับ ยึดติดกับแพลนมากเกินไป ชีวิตคู่ก็เครียดเปล่าๆ มีเป้าหมายใหญ่ไว้เป็นโครงสร้างก็พอ แต่ระหว่างทางถ้าฝนตกหนักจนไปต่อไม่ได้ ก็แค่แวะนั่งจิบกาแฟในคาเฟ่ข้างทางบ้าง ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ และลอง "ด้นสด" ดูบ้าง บางครั้งความทรงจำที่ดีที่สุด มักเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราไม่ได้วางแผนไว้ครับ

6. เป้าหมายก็สำคัญ แต่ "ความสุขระหว่างทาง" สำคัญกว่า
บางคู่โฟกัสแต่จุดหมายปลายทางมากเกินไป เช่น ต้องซื้อบ้านให้ได้ ต้องมีเงินเก็บเท่านี้ จนลืมเสพความสุขในทุกๆ วันที่ได้อยู่ด้วยกัน อย่ามัวแต่ก้มหน้ารีบเดินให้ถึงจุดหมาย จนลืมหันไปมองวิวข้างทาง และลืมกุมมือคนข้างๆ นะครับ เสพความสุขจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันด้วยกันดีกว่า

7. ตัดสินใจเดินทางด้วยกันแล้ว "อย่าทิ้งใครไว้กลางทาง"
ข้อนี้สำคัญที่สุดครับ ในเมื่อวันแรกเราตกลงติดกระดุมเม็ดแรกว่าจะออกเดินทางร่วมกันแล้ว ไม่ว่าจะเจอทางขรุขระ เนินสูงชัน หรือพายุเข้าหนักแค่ไหน จงจับมือกันให้แน่น พยายามปรับและจับมือกันก้าวผ่านมันไปให้สุดความสามารถ ชีวิตคู่คือทริปยาวนานที่ไม่ควรมีใครถูกทิ้งไว้ข้างทางเพียงลำพัง แต่ถ้าสุดท้ายแล้วมันไปด้วยกันไม่รอดจริงๆ ก็ช่วยให้อีกฝ่ายไปถึงจุดที่พอเอาตัวรอดได้เสียก่อนค่อยแยกย้ายก็ยังดี


แล้วเพื่อนๆล่ะ ทริปชีวิตคู่ของเพื่อนๆ ตอนนี้เป็นยังไงกันบ้าง ราบรื่นดี หรือกำลังเจอทางขรุขระแบบไหน มาคอมเมนต์พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้นะครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่