ท่ามกลางความวุ่นวายของการดำเนินชีวิตในสังคมยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การไขว่คว้าลาภยศ และการดิ้นรนเพื่อความสุขทางโลก มนุษย์เรามักตกอยู่ในความประมาทและหลงลืมความจริงพื้นฐานที่สุดของธรรมชาติ ยามเมื่อเราได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีการทางศาสนา และได้ยินท่วงทำนองเสียงสวดบาลีอันสงบเย็น สุขุม และลุ่มลึกของพระสงฆ์ ขณะที่ท่านกำลังพิจารณาผ้าบังสุกุลหรือจับสายสิญจน์บนหีบศพ เสียงสวดนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่เพียงพิธีกรรมตามประเพณีเพื่อส่งวิญญาณผู้ล่วงลับเท่านั้น หากแต่เป็น
“เสียงเตือนสติ” อันทรงพลัง ดังก้องจากมัจจุราชส่งตรงถึงหัวใจของผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ บทสวดบังสุกุลทั้งบังสุกุลตายและบังสุกุลเป็น จึงเปรียบเสมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่ส่องสะท้อนให้เราหยุดคิด และมองเห็นความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวของชีวิตมนุษย์ทุกคนอย่างปราศจากมายา
๑. สติระลึกถึงความไม่เที่ยง: ยามเมื่อสังขารต้องดับสูญ
เมื่อเราได้ยินคำว่า
“อนิจฺจา วต สงฺขารา” หรือ
“สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” คำบาลีสั้นๆ นี้ได้ฉายภาพความจริงของธรรมชาติอย่างหมดจด ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่แข็งแรง ทรัพย์สินเงินทอง ตำแหน่งลาภยศ หรือความสุขที่เราครอบครองอยู่ ลำดับแรกล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่เพียงชั่วคราว แล้วก็เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ไม่มีสิ่งใดคงทนยั่งยืนอยู่ได้เลย
จริงๆ แล้ว การนึกถึงความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หดหู่ หรืออัปมงคลอย่างที่หลายคนคิดเลยครับ! ในทางกลับกัน มันคือการสะกิดเตือนให้เราตื่นขึ้นมามองความจริงมากกว่า พอเราเข้าใจเต็มอกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเดี๋ยวมันก็สลายไปเป็นเรื่องธรรมดา (
อุปฺปาทวยธมฺมิโน)—ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้สวยๆ ที่บานแล้วก็ต้องเหี่ยว ไปจนถึงเรื่องความสัมพันธ์หรือลาภยศที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา พอเห็นแบบนี้ ใจเราก็จะเริ่มปล่อยวาง เลิกยึดติด และเลิกดิ้นรนไขว่คว้าจนใจเป็นทุกข์ไปเอง ยิ่งเรามองเห็นความไม่เที่ยงรอบตัวอยู่บ่อยๆ เราก็จะร้อง "อ๋อ!" และเข้าใจคำว่า
“เตสํ วูปสโม สุโข” ได้ชัดเจนขึ้นเลย! เพราะแค่เรายอมหยุดดิ้นรนในสิ่งที่ไม่เที่ยงพวกนี้ลงได้ ใจมันก็โปร่ง เบา และเป็นสุขขึ้นมาทันทีเลยครับ!
๒. ความตระหนักในมรณสติ: ความตายย่อมมีแก่เราเป็นแน่แท้
มนุษย์เรามักมีความประมาทอยู่ในใจลึกๆ เรามักรู้สึกว่าความตายเป็นเรื่องของคนอื่น เป็นเรื่องของคนแก่ คนป่วย หรือคนที่ประสบอุบัติเหตุ แต่บทสวดบังสุกุลท่อนที่ว่า
“สพฺเพ สตฺตา มรนฺติ จ
สุ จ มริสฺสเร” ได้ตอกย้ำความจริงอันเที่ยงแท้ว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ล้วนสยบยอมและต้องเดินทางไปสู่ความตายด้วยกันทั้งสิ้น
และท่อนสำคัญที่ย้อนกลับมารวมลงที่ตัวเราเองคือ
“ตะเถวางหัง มะริสสามิ นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย”—
“แม้ตัวเราเองก็จะต้องตายลงเช่นนั้นเหมือนกัน ความสงสัยในเรื่องความตายนี้ ย่อมไม่มีแก่เราเลย”
เมื่อเราหยุดอ่านท่อนนี้ด้วยความเงียบสงบ ความรู้สึกตื่นตระหนักจะแล่นผ่านหัวใจ ความตายไม่ใช่สิ่งที่เลือกปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่มีใครหลบเลี่ยงได้ ไม่ว่าเราจะมีฐานะร่ำรวยหรือยากจน มีคนรักมากมายหรือโดดเดี่ยว ในที่สุดแล้ว เข็มนาฬิกาแห่งชีวิตของเราก็กำลังเคาะนับถอยหลังอยู่ทุกวินาที ความตระหนักนี้ช่วยปลุกเราให้ตื่นจากความประมาทในวัยและความประมาทในชีวิต เพื่อที่จะถามตัวเองว่า
"ในเมื่อเราต้องตายแน่ๆ วันนี้เราได้ทำความดีและใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าพอแล้วหรือยัง?"
๓. ความสลดสังเวชและการปล่อยวาง: เมื่อร่างกายกลายเป็นท่อนไม้ไร้ค่า
ยามเมื่อพิจารณาบทบังสุกุลเป็น
“อจิรํ วตยํ กาโย... นิรตฺถํว กลิงฺครํ” ภาพพรรณนาอันเด่นชัดของร่างกายก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา ร่างกายที่เราเคยเฝ้าทะนุถนอม สวมใส่เสื้อผ้าสวยงาม ประดิดประดอย และหลงใหลในความงามของมัน วันหนึ่งเมื่อลมหายใจและวิญญาณได้นิ่งดับลง (
อเปตวิญฺญาโณ) ร่างนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งหมดความหมาย ถูกทอดทิ้งไว้ให้ทับทามทับถมอยู่บนแผ่นดิน ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ท่อนไร้ประโยชน์ที่ถูกทิ้งไว้กลางป่า
ความรู้สึก
“สลดสังเวช” ที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจนี้ ไม่ใช่ความซึมเศร้าหรือหมดหวัง แต่เป็นความตระหนักรู้ที่ชวนให้ละคลายความกุมยึด ตัวตน อีโก้ ความโกรธ ความเคืองแค้น และความริษยาอาฆาตที่เราเคยมีต่อเพื่อนมนุษย์ เมื่อสุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างก็ต้องทอดทิ้งเรือนร่างนี้ไว้บนแผ่นดินเหมือนกัน การห้ำหั่นหรือแย่งชิงสิ่งใดในโลกจึงกลายเป็นเรื่องไร้สาระอย่างสิ้นเชิง
บทสรุป: สวมสติไว้ในยามมีชีวิต
บทสวดบังสุกุลจึงไม่ใช่เพียงเสียงสวดอภิธรรมหน้ากองฟอนเพื่อคนตาย แต่คือ
“วิชชาชีวิต” สำหรับคนยังอยู่ การน้อมนำบทสวดนี้มาพิจารณาในชีวิตประจำวัน จะช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อโลกและคนรอบข้าง
ทำให้เรา
มีสติ ไม่ลุ่มหลงไปกับความสุขชั่วคราว
ทำให้เรา
ตระหนัก ว่าวันเวลาของเรามีจำกัด จึงเร่งเพียรทำคุณงามความดี ให้อภัย และดูแลคนที่เรารักในวันนี้
ทำให้เรา
สลดสังเวชและปล่อยวาง ความถือดี ความอาฆาตพยาบาท ลดทอนทิฐิในใจลง
ในท้ายที่สุด เมื่อยามที่ลมหายใจสุดท้ายของเรามาถึงจริงๆ เราจะได้พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความตายด้วยจิตใจที่สงบ ยิ้มรับความจริงแห่งธรรมชาติ โดยไม่มีความเสียดายหรือความกังวลใดๆ ค้างคาอยู่ในใจเลย
๔. บรรณานุกรมและคัมภีร์อ้างอิงท้ายเรื่อง
๑) คาถาบทที่ ๑ (บังสุกุลตาย - ท่อนแรก): "อนิจฺจา วต สงฺขารา..."
ประเภทคำสวด: พุทธภาษิต (พระพุทธพจน์) และ เทวตาภาษิต
พระคัมภีร์: พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
เล่ม/หมวดหมู่: พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ (ฉบับหลวง / สยามรัฐ)
ผู้แสดงและมูลเหตุแห่งการแสดง:
พุทธภาษิต: แสดงโดย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใน
มหาสุทัสสนสูตร ตรัสแก่พระอานนทเถระ โดยทรงปรารภเรื่องการสวรรคตของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ (อดีตชาติของพระพุทธองค์) เพื่อชี้ให้เห็นว่าแม้ราชสมบัติอันยิ่งใหญ่เพียงใดก็ไม่เที่ยงแท้ ย่อมต้องสลายไปตามกาลเวลา
เทวตาภาษิต: แสดงโดย
ท้าวสักกเทวราช ใน
มหาปรินิพพานสูตร (และปรากฏในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ ๑๕) โดยปรารภการเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา เพื่อเตือนสติหมู่เทพยดาและมนุษย์ให้ตระหนักในสัจธรรมแห่งสังขาร
๒) คาถาบทที่ ๒ (บังสุกุลตาย - ท่อนหลัง): "สพฺเพ สตฺตา มรนฺติ จ..."
ประเภทคำสวด: ธรรมภาษิต / สังคีติการกภาษิต
พระคัมภีร์: คัมภีร์สวดมนต์ตามประเพณีฝ่ายธรรมยุตติกนิกาย (ประมวลเค้าความจาก
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย และ
ขุททกนิกาย)
เล่ม/หมวดหมู่: ประมวลบทคาถาพิจารณามรณสติในสังคหะและธรรมนิยมสวดมนต์
ผู้แสดงและมูลเหตุแห่งการแสดง:
ผู้ประมวล: พระโบราณาจารย์ / พระสังคีติการก
มูลเหตุแห่งการแสดง: ปรารภการน้อมมรณสติเข้ามาสู่ตนเอง (
โอปนยิโก) เพื่อตักเตือนจิตใจของผู้ยังมีชีวิตอยู่ให้ตื่นจากความประมาทในวัยและชีวิต โดยให้สติว่ามนุษย์และสัตว์ทั้งปวงทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตย่อมมีความตายเป็นธรรมดา และน้อมจิตยอมรับว่าตัวเราเองก็ต้องตายเช่นเดียวกันอย่างปราศจากความลังเลสงสัย
๓) คาถาบทที่ ๓ (บังสุกุลเป็น): "อจิรํ วตยํ กาโย..."
ประเภทคำสวด: พุทธภาษิต (พระพุทธพจน์)
พระคัมภีร์: พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท (พร้อมอรรถกถาธรรมบท ภาค ๒)
เล่ม/หมวดหมู่: พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ (ขุททกนิกาย ธรรมบท จิตตวรรค ข้อ ๓๐)
ผู้แสดงและมูลเหตุแห่งการแสดง:
ผู้แสดง: พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มูลเหตุแห่งการแสดง: ทรงปรารภ
พระปูติคัตตติสสเถระ (พระติสสเถระผู้มีกายเน่า) พระภิกษุผู้ป่วยหนักด้วยโรคร้าย น้ำเหลืองและหนองไหลทั่วร่าง จนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ พระพุทธองค์ได้เสด็จไปทรงสรงน้ำ ซักจีวร และพยาบาลพระเถระด้วยพระองค์เอง แล้วตรัสพระคาถานี้เพื่อให้พระเถระน้อมพิจารณาสภาวะร่างกายที่ไร้วิญญาณว่าเป็นเพียงท่อนไม้ไร้ประโยชน์ จนพระติสสเถระบรรลุพระอรหัตผลและเสด็จดับขันธปรินิพพานในเวลาต่อมา
เงาแห่งความจริง: สติ ความตระหนัก และความสลดสังเวช จากบทสวดบังสุกุล (สร้างกับ เอไอ)
๑. สติระลึกถึงความไม่เที่ยง: ยามเมื่อสังขารต้องดับสูญ
เมื่อเราได้ยินคำว่า “อนิจฺจา วต สงฺขารา” หรือ “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” คำบาลีสั้นๆ นี้ได้ฉายภาพความจริงของธรรมชาติอย่างหมดจด ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่แข็งแรง ทรัพย์สินเงินทอง ตำแหน่งลาภยศ หรือความสุขที่เราครอบครองอยู่ ลำดับแรกล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่เพียงชั่วคราว แล้วก็เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ไม่มีสิ่งใดคงทนยั่งยืนอยู่ได้เลย
จริงๆ แล้ว การนึกถึงความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หดหู่ หรืออัปมงคลอย่างที่หลายคนคิดเลยครับ! ในทางกลับกัน มันคือการสะกิดเตือนให้เราตื่นขึ้นมามองความจริงมากกว่า พอเราเข้าใจเต็มอกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเดี๋ยวมันก็สลายไปเป็นเรื่องธรรมดา (อุปฺปาทวยธมฺมิโน)—ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้สวยๆ ที่บานแล้วก็ต้องเหี่ยว ไปจนถึงเรื่องความสัมพันธ์หรือลาภยศที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา พอเห็นแบบนี้ ใจเราก็จะเริ่มปล่อยวาง เลิกยึดติด และเลิกดิ้นรนไขว่คว้าจนใจเป็นทุกข์ไปเอง ยิ่งเรามองเห็นความไม่เที่ยงรอบตัวอยู่บ่อยๆ เราก็จะร้อง "อ๋อ!" และเข้าใจคำว่า “เตสํ วูปสโม สุโข” ได้ชัดเจนขึ้นเลย! เพราะแค่เรายอมหยุดดิ้นรนในสิ่งที่ไม่เที่ยงพวกนี้ลงได้ ใจมันก็โปร่ง เบา และเป็นสุขขึ้นมาทันทีเลยครับ!
๒. ความตระหนักในมรณสติ: ความตายย่อมมีแก่เราเป็นแน่แท้
มนุษย์เรามักมีความประมาทอยู่ในใจลึกๆ เรามักรู้สึกว่าความตายเป็นเรื่องของคนอื่น เป็นเรื่องของคนแก่ คนป่วย หรือคนที่ประสบอุบัติเหตุ แต่บทสวดบังสุกุลท่อนที่ว่า “สพฺเพ สตฺตา มรนฺติ จ
และท่อนสำคัญที่ย้อนกลับมารวมลงที่ตัวเราเองคือ “ตะเถวางหัง มะริสสามิ นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย”—“แม้ตัวเราเองก็จะต้องตายลงเช่นนั้นเหมือนกัน ความสงสัยในเรื่องความตายนี้ ย่อมไม่มีแก่เราเลย”
เมื่อเราหยุดอ่านท่อนนี้ด้วยความเงียบสงบ ความรู้สึกตื่นตระหนักจะแล่นผ่านหัวใจ ความตายไม่ใช่สิ่งที่เลือกปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่มีใครหลบเลี่ยงได้ ไม่ว่าเราจะมีฐานะร่ำรวยหรือยากจน มีคนรักมากมายหรือโดดเดี่ยว ในที่สุดแล้ว เข็มนาฬิกาแห่งชีวิตของเราก็กำลังเคาะนับถอยหลังอยู่ทุกวินาที ความตระหนักนี้ช่วยปลุกเราให้ตื่นจากความประมาทในวัยและความประมาทในชีวิต เพื่อที่จะถามตัวเองว่า "ในเมื่อเราต้องตายแน่ๆ วันนี้เราได้ทำความดีและใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าพอแล้วหรือยัง?"
๓. ความสลดสังเวชและการปล่อยวาง: เมื่อร่างกายกลายเป็นท่อนไม้ไร้ค่า
ยามเมื่อพิจารณาบทบังสุกุลเป็น “อจิรํ วตยํ กาโย... นิรตฺถํว กลิงฺครํ” ภาพพรรณนาอันเด่นชัดของร่างกายก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา ร่างกายที่เราเคยเฝ้าทะนุถนอม สวมใส่เสื้อผ้าสวยงาม ประดิดประดอย และหลงใหลในความงามของมัน วันหนึ่งเมื่อลมหายใจและวิญญาณได้นิ่งดับลง (อเปตวิญฺญาโณ) ร่างนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งหมดความหมาย ถูกทอดทิ้งไว้ให้ทับทามทับถมอยู่บนแผ่นดิน ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ท่อนไร้ประโยชน์ที่ถูกทิ้งไว้กลางป่า
ความรู้สึก “สลดสังเวช” ที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจนี้ ไม่ใช่ความซึมเศร้าหรือหมดหวัง แต่เป็นความตระหนักรู้ที่ชวนให้ละคลายความกุมยึด ตัวตน อีโก้ ความโกรธ ความเคืองแค้น และความริษยาอาฆาตที่เราเคยมีต่อเพื่อนมนุษย์ เมื่อสุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างก็ต้องทอดทิ้งเรือนร่างนี้ไว้บนแผ่นดินเหมือนกัน การห้ำหั่นหรือแย่งชิงสิ่งใดในโลกจึงกลายเป็นเรื่องไร้สาระอย่างสิ้นเชิง
บทสรุป: สวมสติไว้ในยามมีชีวิต
บทสวดบังสุกุลจึงไม่ใช่เพียงเสียงสวดอภิธรรมหน้ากองฟอนเพื่อคนตาย แต่คือ “วิชชาชีวิต” สำหรับคนยังอยู่ การน้อมนำบทสวดนี้มาพิจารณาในชีวิตประจำวัน จะช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อโลกและคนรอบข้าง
ทำให้เรา มีสติ ไม่ลุ่มหลงไปกับความสุขชั่วคราว
ทำให้เรา ตระหนัก ว่าวันเวลาของเรามีจำกัด จึงเร่งเพียรทำคุณงามความดี ให้อภัย และดูแลคนที่เรารักในวันนี้
ทำให้เรา สลดสังเวชและปล่อยวาง ความถือดี ความอาฆาตพยาบาท ลดทอนทิฐิในใจลง
ในท้ายที่สุด เมื่อยามที่ลมหายใจสุดท้ายของเรามาถึงจริงๆ เราจะได้พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความตายด้วยจิตใจที่สงบ ยิ้มรับความจริงแห่งธรรมชาติ โดยไม่มีความเสียดายหรือความกังวลใดๆ ค้างคาอยู่ในใจเลย
๔. บรรณานุกรมและคัมภีร์อ้างอิงท้ายเรื่อง
๑) คาถาบทที่ ๑ (บังสุกุลตาย - ท่อนแรก): "อนิจฺจา วต สงฺขารา..."
ประเภทคำสวด: พุทธภาษิต (พระพุทธพจน์) และ เทวตาภาษิต
พระคัมภีร์: พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
เล่ม/หมวดหมู่: พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ (ฉบับหลวง / สยามรัฐ)
ผู้แสดงและมูลเหตุแห่งการแสดง:
พุทธภาษิต: แสดงโดย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใน มหาสุทัสสนสูตร ตรัสแก่พระอานนทเถระ โดยทรงปรารภเรื่องการสวรรคตของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ (อดีตชาติของพระพุทธองค์) เพื่อชี้ให้เห็นว่าแม้ราชสมบัติอันยิ่งใหญ่เพียงใดก็ไม่เที่ยงแท้ ย่อมต้องสลายไปตามกาลเวลา
เทวตาภาษิต: แสดงโดย ท้าวสักกเทวราช ใน มหาปรินิพพานสูตร (และปรากฏในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ ๑๕) โดยปรารภการเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา เพื่อเตือนสติหมู่เทพยดาและมนุษย์ให้ตระหนักในสัจธรรมแห่งสังขาร
๒) คาถาบทที่ ๒ (บังสุกุลตาย - ท่อนหลัง): "สพฺเพ สตฺตา มรนฺติ จ..."
ประเภทคำสวด: ธรรมภาษิต / สังคีติการกภาษิต
พระคัมภีร์: คัมภีร์สวดมนต์ตามประเพณีฝ่ายธรรมยุตติกนิกาย (ประมวลเค้าความจาก พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย และ ขุททกนิกาย)
เล่ม/หมวดหมู่: ประมวลบทคาถาพิจารณามรณสติในสังคหะและธรรมนิยมสวดมนต์
ผู้แสดงและมูลเหตุแห่งการแสดง:
ผู้ประมวล: พระโบราณาจารย์ / พระสังคีติการก
มูลเหตุแห่งการแสดง: ปรารภการน้อมมรณสติเข้ามาสู่ตนเอง (โอปนยิโก) เพื่อตักเตือนจิตใจของผู้ยังมีชีวิตอยู่ให้ตื่นจากความประมาทในวัยและชีวิต โดยให้สติว่ามนุษย์และสัตว์ทั้งปวงทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตย่อมมีความตายเป็นธรรมดา และน้อมจิตยอมรับว่าตัวเราเองก็ต้องตายเช่นเดียวกันอย่างปราศจากความลังเลสงสัย
๓) คาถาบทที่ ๓ (บังสุกุลเป็น): "อจิรํ วตยํ กาโย..."
ประเภทคำสวด: พุทธภาษิต (พระพุทธพจน์)
พระคัมภีร์: พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท (พร้อมอรรถกถาธรรมบท ภาค ๒)
เล่ม/หมวดหมู่: พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ (ขุททกนิกาย ธรรมบท จิตตวรรค ข้อ ๓๐)
ผู้แสดงและมูลเหตุแห่งการแสดง:
ผู้แสดง: พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มูลเหตุแห่งการแสดง: ทรงปรารภ พระปูติคัตตติสสเถระ (พระติสสเถระผู้มีกายเน่า) พระภิกษุผู้ป่วยหนักด้วยโรคร้าย น้ำเหลืองและหนองไหลทั่วร่าง จนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ พระพุทธองค์ได้เสด็จไปทรงสรงน้ำ ซักจีวร และพยาบาลพระเถระด้วยพระองค์เอง แล้วตรัสพระคาถานี้เพื่อให้พระเถระน้อมพิจารณาสภาวะร่างกายที่ไร้วิญญาณว่าเป็นเพียงท่อนไม้ไร้ประโยชน์ จนพระติสสเถระบรรลุพระอรหัตผลและเสด็จดับขันธปรินิพพานในเวลาต่อมา