ต่อจากกระทู้ก่อน
https://pantip.com/topic/44179275 ประเทศไทยกำลังร่างกฎหมายห้ามรถตุ๊กตุ๊กน้ำมันวิ่งเข้ากรุงเทพชั้นใน ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง Low Emission Zone ของประเทศเลย แล้วเราสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง
หากมองภาพใหญ่ในต่างประเทศ LEZ ไม่ใช่เรื่องการ "ไล่จับควันดำ" ในช่วงฤดูกาลฝุ่นวิกฤตเท่านั้น แต่คือ
"มาตรการปรับโครงสร้างเมืองระยะยาว
" ที่ผ่านมา กทม. เริ่มขยับเรื่องนี้บ้างแล้ว เช่น มาตรการควบคุมรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปในพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษก หรือการทำ Green List แต่ถ้าไทยอยากให้ LEZ เกิดผลสัมฤทธิ์จริงแบบสากล (เช่น London ULEZ หรือ Tokyo Diesel Emission Control) นี่คือ
4 ขั้นตอนถัดไปที่รัฐบาลและ
กทม
. ต้องทำต่อ
1. ยกระดับจากการ "ขอความร่วมมือ" เป็นการ "เก็บค่าธรรมเนียมมลพิษ" (Congestion / Emission Charge)
ปัญหาปัจจุบัน มาตรการส่วนใหญ่ของไทยยังเน้นการ "ขอความร่วมมือ" หรือการ "สั่งห้ามเฉพาะวันฝุ่นวิกฤต" ทำให้คนไม่รู้สึกว่าโครงสร้างเปลี่ยนจริง
สิ่งที่ต้องทำต่อ ในเขตไข่แดงชั้นใน (เช่น ย่านเศรษฐกิจ CBD หรือเกาะรัตนโกสินทร์) ต้องเริ่มใช้ระบบ
"ยิ่งปล่อยมลพิษเยอะ
ยิ่งต้องจ่ายแพง
"
- รถไฟฟ้า (EV) หรือ Euro 6 เข้าฟรี
- รถน้ำมันเก่า หรือดีเซลมาตรฐานต่ำ หากจะวิ่งเข้าพื้นที่ชั้นใน ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านระบบกล้องตรวจจับป้ายทะเบียนอัตโนมัติ (ALPR)
- เงินที่เก็บได้นำไปตั้งกองทุนอุดหนุนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและจุดชาร์จไฟในพื้นที่นั้นๆ
2. เปลี่ยนผ่าน "ระบบขนส่งเชิงพาณิชย์และขนส่งมวลชน" ก่อนรถส่วนบุคคล
การบังคับใช้กับรถส่วนบุคคลในทันทีจะเจอแรงต้านสูงมาก รัฐควรกำหนดไทม์ไลน์ LEZ ให้ชัดเจนล่วงหน้า 3-5 ปี โดยเริ่มจาก
- รถเมล์
/ขสมก
. และรถสองแถว ต้องเปลี่ยนเป็น EV 100% ในเขต LEZ
- รถกระบะขนส่งสินค้า
(Last-mile Delivery) ค่ายขนส่งเอกชน (เช่น พัสดุ, ห้างสรรพสินค้า) หากใช้รถ EV ขนส่งในเขต LEZ จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือได้โควตาเวลากระจายสินค้าที่ยืดหยุ่นกว่ารถน้ำมัน
3. ลงทุนระบบ "Park & Ride" ร่วมกับ "First/Last Mile" ที่ใช้ได้จริง
การห้ามรถมลพิษสูงเข้าเมืองจะสำเร็จได้ ผู้คนต้องมีทางเลือกที่ดีกว่า
- ปัจจุบันลานจอดแล้วจร (Park & Ride) ตามสถานีรถไฟฟ้ายังมีน้อยและค่าบริการแพง
- รัฐต้องเพิ่มจุดจอดรถรอบนอกเขต LEZ ในราคาถูกหรือฟรีสำหรับคนที่สลับไปใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน/BTS พร้อมเชื่อมต่อด้วย EV Shuttle Bus หรือ EV Micro-mobility (ไมโครโมบิลิตีไฟฟ้า) เข้าสู่พื้นที่ชั้นใน
4. สวัสดิการ "Scrappage Scheme" (เงินอุดหนุนเพื่อโละรถเก่า)
จะบังคับให้คนขับตุ๊กตุ๊ก หรือคนใช้รถดีเซลเก่าเปลี่ยนรถ โดยไร้การสนับสนุน สุดท้ายนโยบายจะโดนพับเก็บเพราะแรงต้านสังคม
- ประเทศที่ทำ LEZ สำเร็จ จะมีโครงการ
"นำรถเก่ามาแลกส่วนลดรถใหม่
" (Scrappage Scheme)
- เช่น ถ้านำตุ๊กตุ๊กน้ำมันเก่ามายกเลิกทะเบียน รัฐช่วยอุดหนุนส่วนลดซื้อสามล้อไฟฟ้า 30-50% พร้อมดอกเบี้ยกู้ต่ำ หรือให้สัมปทานวิ่งในเส้นทางท่องเที่ยวหลักฟรีเป็นการแลกเปลี่ยน
ชวนคุยปิดท้ายกระทู้
"ถ้าไทยจะเอาจริงกับ
LEZ คิดว่า
'ข้อไหน
' คือก้าวต่อไปที่รัฐควรทำที่สุด
? หรือคิดว่ามาตรการแบบนี้จะกลายเป็น
'การรังแกคนจน
' หากระบบขนส่งสาธารณะของเรายังไม่พร้อมและไม่ครอบคลุมพอ
?"
ประเทศไทยทำอะไรต่อได้อีกในเรื่อง Low Emission Zone (LEZ)?
หากมองภาพใหญ่ในต่างประเทศ LEZ ไม่ใช่เรื่องการ "ไล่จับควันดำ" ในช่วงฤดูกาลฝุ่นวิกฤตเท่านั้น แต่คือ "มาตรการปรับโครงสร้างเมืองระยะยาว" ที่ผ่านมา กทม. เริ่มขยับเรื่องนี้บ้างแล้ว เช่น มาตรการควบคุมรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปในพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษก หรือการทำ Green List แต่ถ้าไทยอยากให้ LEZ เกิดผลสัมฤทธิ์จริงแบบสากล (เช่น London ULEZ หรือ Tokyo Diesel Emission Control) นี่คือ 4 ขั้นตอนถัดไปที่รัฐบาลและ กทม. ต้องทำต่อ
1. ยกระดับจากการ "ขอความร่วมมือ" เป็นการ "เก็บค่าธรรมเนียมมลพิษ" (Congestion / Emission Charge)
ปัญหาปัจจุบัน มาตรการส่วนใหญ่ของไทยยังเน้นการ "ขอความร่วมมือ" หรือการ "สั่งห้ามเฉพาะวันฝุ่นวิกฤต" ทำให้คนไม่รู้สึกว่าโครงสร้างเปลี่ยนจริง
สิ่งที่ต้องทำต่อ ในเขตไข่แดงชั้นใน (เช่น ย่านเศรษฐกิจ CBD หรือเกาะรัตนโกสินทร์) ต้องเริ่มใช้ระบบ "ยิ่งปล่อยมลพิษเยอะ ยิ่งต้องจ่ายแพง"
- รถไฟฟ้า (EV) หรือ Euro 6 เข้าฟรี
- รถน้ำมันเก่า หรือดีเซลมาตรฐานต่ำ หากจะวิ่งเข้าพื้นที่ชั้นใน ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านระบบกล้องตรวจจับป้ายทะเบียนอัตโนมัติ (ALPR)
- เงินที่เก็บได้นำไปตั้งกองทุนอุดหนุนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและจุดชาร์จไฟในพื้นที่นั้นๆ
2. เปลี่ยนผ่าน "ระบบขนส่งเชิงพาณิชย์และขนส่งมวลชน" ก่อนรถส่วนบุคคล
การบังคับใช้กับรถส่วนบุคคลในทันทีจะเจอแรงต้านสูงมาก รัฐควรกำหนดไทม์ไลน์ LEZ ให้ชัดเจนล่วงหน้า 3-5 ปี โดยเริ่มจาก
- รถเมล์/ขสมก. และรถสองแถว ต้องเปลี่ยนเป็น EV 100% ในเขต LEZ
- รถกระบะขนส่งสินค้า (Last-mile Delivery) ค่ายขนส่งเอกชน (เช่น พัสดุ, ห้างสรรพสินค้า) หากใช้รถ EV ขนส่งในเขต LEZ จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือได้โควตาเวลากระจายสินค้าที่ยืดหยุ่นกว่ารถน้ำมัน
3. ลงทุนระบบ "Park & Ride" ร่วมกับ "First/Last Mile" ที่ใช้ได้จริง
การห้ามรถมลพิษสูงเข้าเมืองจะสำเร็จได้ ผู้คนต้องมีทางเลือกที่ดีกว่า
- ปัจจุบันลานจอดแล้วจร (Park & Ride) ตามสถานีรถไฟฟ้ายังมีน้อยและค่าบริการแพง
- รัฐต้องเพิ่มจุดจอดรถรอบนอกเขต LEZ ในราคาถูกหรือฟรีสำหรับคนที่สลับไปใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน/BTS พร้อมเชื่อมต่อด้วย EV Shuttle Bus หรือ EV Micro-mobility (ไมโครโมบิลิตีไฟฟ้า) เข้าสู่พื้นที่ชั้นใน
4. สวัสดิการ "Scrappage Scheme" (เงินอุดหนุนเพื่อโละรถเก่า)
จะบังคับให้คนขับตุ๊กตุ๊ก หรือคนใช้รถดีเซลเก่าเปลี่ยนรถ โดยไร้การสนับสนุน สุดท้ายนโยบายจะโดนพับเก็บเพราะแรงต้านสังคม
- ประเทศที่ทำ LEZ สำเร็จ จะมีโครงการ "นำรถเก่ามาแลกส่วนลดรถใหม่" (Scrappage Scheme)
- เช่น ถ้านำตุ๊กตุ๊กน้ำมันเก่ามายกเลิกทะเบียน รัฐช่วยอุดหนุนส่วนลดซื้อสามล้อไฟฟ้า 30-50% พร้อมดอกเบี้ยกู้ต่ำ หรือให้สัมปทานวิ่งในเส้นทางท่องเที่ยวหลักฟรีเป็นการแลกเปลี่ยน
ชวนคุยปิดท้ายกระทู้
"ถ้าไทยจะเอาจริงกับ LEZ คิดว่า 'ข้อไหน' คือก้าวต่อไปที่รัฐควรทำที่สุด? หรือคิดว่ามาตรการแบบนี้จะกลายเป็น 'การรังแกคนจน' หากระบบขนส่งสาธารณะของเรายังไม่พร้อมและไม่ครอบคลุมพอ?"