อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยทุกวันนี้ไม่ใช่สนามที่ใครอยากจะเข้ามาก็เข้ามาได้ง่ายๆ อีกต่อไป ผู้ชมมีตัวเลือกมากขึ้นทุกวัน ตั้งแต่สตรีมมิ่งที่กดดูได้จากโซฟาที่บ้าน ไปจนถึงคอนเทนต์สั้นๆ บนโซเชียลมีเดียที่แย่งเวลาว่างไปหมด
ขณะเดียวกันต้นทุนการสร้างก็สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ตลาดในประเทศกลับค่อนข้างทรงตัว ไม่ได้โตหวือหวาเหมือนเมื่อก่อนทำให้ค่ายหนังต่างต้องหาวิธีปรับตัวไปตามจังหวะและข้อจำกัดของตัวเอง
TODAY Bizview ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘จินา โอสถศิลป์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GDH ถึงทิศทางธุรกิจที่บริษัทวางไว้ ผ่านการประกาศแผนครั้งใหญ่ในงาน “GDH CIRCLES Feel Good โคจรความสุข สนุกกว่าที่เคย” ซึ่งไม่ได้พูดถึงแค่หนังเรื่องใหม่ แต่ครอบคลุมทั้งจักรวาลคอนเทนต์ ตั้งแต่ภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน ไปจนถึงเกม การศึกษา และสินค้าที่ระลึก
[ GDH ทำหนังให้เป็นอาชีพ ตั้งเป้าปีนี้ โต 74% ]
‘จินา’ เล่าให้ฟังถึงภาพรวมในปี 2568 ที่ผ่านมา GDH ทำรายได้ไป 318 ล้านบาท จากความสำเร็จของหนัง 3 เรื่องที่เข้าฉายคือ แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา, ซองแดงแต่งผี และ ดีว่า..ราวี บวกกับรายได้จากซีรีส์ สงครามส่งด่วน ที่ผลิตให้ Netflix รวมถึงรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ทั้งในและต่างประเทศ
แต่ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขปีที่แล้ว คือเป้าหมายของปีนี้ที่ GDH ตั้งไว้สูงถึง 556 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตราว 74% ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่จะได้มาง่ายๆ เพราะต้องอาศัยทั้งหนังใหม่ที่เข้าฉายต่อเนื่อง ทั้งรายได้จากคอนเสิร์ต การขายลิขสิทธิ์ต่างประเทศ และธุรกิจใหม่อย่างเกมกับสินค้า Merchandise มาช่วยดันตัวเลขให้ถึงเป้า
พูดง่ายๆ คือ GDH กำลังทำให้เห็นว่ารายได้จากหนังอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีขาธุรกิจอื่นมาช่วยรับน้ำหนักด้วย
[ ทำหนังไทยให้เป็นอาชีพ คนทำหนังต้องมีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ]
ถ้าจะสรุปปรัชญาการทำธุรกิจของจินาในประโยคเดียว คงเป็นเรื่องที่เธอย้ำเสมอว่า คนทำหนังต้องอยู่ได้ในฐานะอาชีพจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำตามฝันแล้วขาดทุนไปเรื่อยๆ เธอเคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า
“การทำหนังเป็นอาชีพได้ แปลว่าคนที่มาลงทุนทำ เขาไม่ควรจะขาดทุน” ‘จินา’ กล่าว
นี่ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่มันสะท้อนวิธีคิดทั้งระบบของ GDH ตั้งแต่การเลือกโปรเจกต์ การวางทีมงาน ไปจนถึงการดีลกับพันธมิตร ทุกอย่างต้องผ่านการคิดที่พิถีพิถันเพื่อให้หนังคุยกับคนดูวงกว้างให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าหนังไม่ทำเงิน คนทำหนังเก่งๆ ก็จะทยอยหายไปจากวงการ
“Big Idea” และ “Wow Factor” คือของตายที่เลี่ยงไม่ได้ ในยุคที่คนดูเลือกได้ว่าจะดูหนังในโรงหรืออยู่บ้านกดสตรีมมิ่ง GDH เชื่อว่าหนังต้องมีจุดขายที่แข็งแรงพอจะทำให้คนรู้สึกว่าไม่ดูไม่ได้จินาเคยให้มุมมองที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสภาพตลาดตอนนี้ว่า
“หนังเรื่องไหนดี ดีเลย หนังเรื่องไหนไม่ดี ไม่มีตัวเลขเลย มันไม่มีตรงกลาง”
นี่คือความจริงที่โหดร้ายของอุตสาหกรรมยุคนี้ ตลาดไม่ปรานีหนังกลางๆ อีกต่อไป หนังต้องแรงพอที่จะสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดู จนต่อยอดเป็นความว้าวที่ดึงคนออกจากบ้านได้ทันที และต่อให้หนังดีแค่ไหน ถ้าไม่มีการตลาดที่ดีมาสนับสนุน มันก็ยังมีโอกาสไม่ประสบความสำเร็จอยู่ดี นี่คือเหตุผลที่ GDH ให้น้ำหนักกับการวางกลยุทธ์การตลาดพอๆ กับการพัฒนาบท
[ ตลาดหนังในไทยโตช้าแล้ว ตลาดต่างประเทศเป็นอีกตลาดสำคัญ ]
จุดที่ทำให้ GDH ต่างจากค่ายหนังไทยทั่วไปคือการมองตัวเองเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคมานานแล้ว และตอนนี้กำลังขยับไปเป็นผู้เล่นระดับโลกอย่างจริงจัง เป้าหมายที่ชัดเจนคือดันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้แตะ 50% ของรายได้รวมในปีนี้ ซึ่งจินาเองก็ยืนยันความมั่นใจในทิศทางนี้ว่า
“ปีนี้พี่เชื่อว่ารายได้ต่างประเทศจะมาในสัดส่วนประมาณ 50% เลย”
วิธีที่ GDH ใช้ทำเงินจากต่างประเทศมีหลายทาง ทางแรกคือการขายลิขสิทธิ์ IP เดิมไปรีเมคในต่างประเทศ ซึ่งพิสูจน์ตัวเองมาแล้วหลายเรื่อง อย่าง ชัตเตอร์ ที่ถูกรีเมคในอินโดนีเซีย, แฟนเดย์ ที่ไปไกลถึงอินเดีย และล่าสุดที่เป็นข่าวใหญ่คือ หลานม่า ที่สตูดิโอฮอลลีวูดซื้อสิทธิ์ไปสร้างเวอร์ชันของตัวเอง
ทางที่สองคือการจับมือกับพันธมิตรระดับโลกตั้งแต่ต้นทาง เช่นโปรเจกต์ HENRY’s First Dates ที่ร่วมมือกับ Sony Pictures International Productions รีเมคความรักโรแมนติกคอมเมดี้ชื่อดังในเวอร์ชันไทย หรือการเป็น Exclusive Partner กับ Netflix ต่อเนื่อง 3 ปี ซึ่งช่วยให้หนังของ GDH ได้ไปโผล่หน้าจอผู้ชมทั่วโลกหลังจบโรงประมาณ 4 เดือน
อีกปัจจัยที่ช่วยหนุนแผนนี้คือการที่รัฐบาลเริ่มมีมาตรการคืนภาษีให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการสร้างลงได้ราว 15-30% ทำให้ GDH มีพื้นที่หายใจมากขึ้นในการลงทุนกับงานโปรดักชันคุณภาพสูงที่ทัดเทียมมาตรฐานสากล อย่างที่จินาเปรียบเทียบไว้ว่าอยากทำให้ได้ใกล้เคียงมาตรฐานเกาหลี
[ จากค่ายหนังสู่ผู้บริหาร IP เมื่อหนังไม่ได้จบแค่ในโรง ]
ถ้าเมื่อก่อน GDH คือค่ายที่ทำหนังแล้วรอรายได้จากตั๋วอย่างเดียว ตอนนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปแล้ว เพราะบริษัทกำลังเดินหน้าแปลง IP ที่มีอยู่ให้กลายเป็นรายได้รูปแบบใหม่ในแทบทุกช่องทาง
ด้านเกมและบอร์ดเกม GDH จับมือกับพันธมิตรอย่าง Siam Board Games, Fairplay Studios และ YGGDRAZIL GROUP เพื่อพัฒนาเกมและบอร์ดเกมจากหนังของตัวเอง โดยหนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกพูดถึงคือการต่อยอดจากภาพยนตร์ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ไปสู่วิดีโอเกม ร่วมกับ Industrive Group
ด้านการศึกษา บริษัทเปิดตัว GDH Classroom ร่วมกับคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาหลักสูตรและปั้นบุคลากรรุ่นใหม่ป้อนเข้าสู่วงการ ซึ่งสอดคล้องกับที่จินาเชื่อว่าหนังที่ดีต้องมีทั้งความสนุกและมีประโยชน์กับสังคมไปพร้อมกัน
ด้านสินค้าที่ระลึก IP อย่าง “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ถูกต่อยอดเป็น Merchandise ร่วมกับหลายแบรนด์ และยังมีการรวบรวมความทรงจำ 20 ปีของ GTH-GDH มาไว้ในคอนเสิร์ต “มาม่า Presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต” พร้อม Official Merchandise Collection เป็นของขวัญให้แฟนๆ
นี่คือภาพของบริษัทที่ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่สตูดิโอผลิตหนังอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนสถานะตัวเองไปเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร
[ ไลน์อัปใหม่ปีหน้า ครบทุกแนว และมีกลิ่นอาย BL/GL แทรกอยู่ด้วย ]
สำหรับปีหน้าของ GDH มาแบบจัดเต็ม ‘จินา’ บอกว่ามีทั้งภาพยนตร์ใหม่ 3 เรื่อง ซีรีส์ 1 เรื่อง และแอนิเมชัน 1 เรื่อง
เรื่องแรกที่น่าจับตาคือโปรเจกต์ “เพื่อนสาว” ว่าด้วยช่างแต่งหน้าหนุ่มที่รับบทโดยไอซ์ซึ เกิดความรู้สึกสับสนทางเพศเมื่อต้องใกล้ชิดกับนางงามที่รับบทโดยญดา ทั้งที่มีแฟนเป็นผู้ชายอยู่แล้วซึ่งรับบทโดยมาริโอ้ เมาเร่อ โดยมีโต้ง บรรจง เป็นโปรดิวเซอร์ และวันแวว-แวววรรณ ผู้กำกับจาก “เธอกับฉันกับฉัน” มานั่งแท่นกำกับ
เรื่องที่สองคือ “3 Daughters” ที่ดูแลโดยพี่ปิง ผู้กำกับ Hormones ในฐานะโปรดิวเซอร์ เล่าเรื่องพี่น้องสาว 3 คน 3 เจนเนอเรชัน ที่ร่วมมือกันวางแผนให้พ่อแม่ที่ไปกันไม่รอดได้หย่ากันอย่างสันติ สะท้อนมุมมองความสัมพันธ์ในครอบครัวของเด็กยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ
เรื่องที่สามคือโปรเจกต์เกี่ยวกับกีฬาสนุกเกอร์ นำแสดงโดยบิวกิ้น พุฒิพงศ์ กำกับโดยแจ็ค ผู้กำกับจากซีรีส์ “สาธุ” ซึ่งเป็นโอกาสให้บิวกิ้นได้โชว์ฝีมือการแสดงในบทบาทที่แตกต่างจากที่ผ่านมา
ฝั่งซีรีส์ “เนื้อคู่ประตูถัดไป” (Return of True Love Next Door) จะกลับมาในรูปแบบซีรีส์สั้นราว 4 ตอน โดยยังคงนักแสดงชุดเดิมอย่างซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ พร้อมอาจมีนักแสดงหน้าใหม่มาเสริมทัพ
ส่วนแอนิเมชันเรื่องแรกของ GDH คือ “แม๊กซ์กับจ่อย จอยจอยมาร์เก็ต” จำนวน 13 ตอน ตอนละ 10-20 นาที เล่าเรื่องชุมชนคนไทยในตลาดร่มหุบ ด้วยโทนสนุก อบอุ่น สะท้อนวิธีรับมือปัญหาแบบไทย ๆ และเสริมสร้างความรักในครอบครัว โดย GDH ตั้งใจผลักดันให้ไปไกลถึงตลาดต่างประเทศเช่นกัน ร่วมมือกับอิทธิปาทาและ Big Brain
ที่น่าสนใจคือเรื่องแรกในลิสต์นี้พาให้นึกถึงกระแส BL/GL ที่กำลังมาแรงในตลาดคอนเทนต์เอเชีย แต่เมื่อถามตรงๆ ว่า GDH ตั้งใจโดดเข้าไปจับกระแสนี้หรือเปล่า คำตอบคือไม่เชิง
‘จินา’ บอกว่า บริษัทไม่ได้ตั้งโจทย์ว่าต้องทำหนังแนว BL หรือ GL เป็นการเฉพาะ แต่เป็นเพราะผู้กำกับกับโปรดิวเซอร์ในตอนนั้นมีความสนใจในประเด็นนี้อยู่แล้ว ซึ่งบังเอิญไปตรงกับเทรนด์ตลาดพอดี
GDH มองว่าคอนเทนต์แนวซีรีส์วายหรือยูริมีศักยภาพสูงในแง่ฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นก็จริง แต่กลยุทธ์หลักของบริษัทยังคงเน้นสร้างฐาน “แฟนหนัง” ของค่ายในวงกว้าง มากกว่าจะไล่ตามสร้างคอนเทนต์เพื่อเจาะกลุ่มแฟนคลับเฉพาะทางอย่างเดียว
พูดง่ายๆ คือไม่ว่าจะเป็นหนังแนวไหน รวมถึงแนวที่แตะประเด็น LGBTQ+ มาตรฐานที่ GDH ยึดถือยังคงเหมือนเดิมคือต้องมีคุณภาพทัดเทียมสากล และต้องมีอารมณ์ร่วมมากพอที่จะดึงคนออกจากบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาหนังแนวนี้ของ GDH ก็ได้ผลตอบรับดีในเวทีเทศกาลต่างประเทศไม่น้อยเช่นกัน
[ รีบูทองค์กร เปิดทางให้คนรุ่นใหม่ และไม่กลัวใช้ AI ]
อีกด้านที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องคอนเทนต์คือการที่ GDH กำลังอยู่ในช่วง “รีบูทบริษัท” จินาเปรียบเทียบสถานะปัจจุบันของบริษัทไว้แบบติดตลกแต่จริงจังว่า
“วันนี้ก็กลับมาเป็นเด็กอนุบาลใหม่ ก็เริ่มใหม่”
นั่นหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการเสนอไอเดียและสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น พร้อมปรับกลยุทธ์การตลาดให้เข้ากับผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่ต้องการการสื่อสารแบบสองทางและรวดเร็ว
รวมถึงการปรับระบบขายหนังให้สายหนังต่างจังหวัดจากขายขาดมาเป็น Revenue Share แบ่งเปอร์เซ็นต์ตามรายได้จริง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ส่วนแบ่งที่สะท้อนความสำเร็จของหนังอย่างเป็นธรรมมากขึ้น
ส่วนเรื่อง AI ‘จินา’ ไม่ได้มองเป็นศัตรู แต่มองเป็นผู้ช่วยที่ต้องรู้จักใช้ให้เป็น เธอเล่าถึงการใช้งานส่วนตัวไว้ว่า Chat GPT เปรียบเสมือนเพื่อนคู่คิด แต่ย้ำว่าสุดท้ายแล้ว AI ต้องเป็นผู้ช่วยเท่านั้น ความคิดสร้างสรรค์และไอเดียแปลกใหม่ยังคงต้องมาจากปัญญาของมนุษย์อยู่ดี
[ โรงหนังจะไม่ตาย แต่ค่ายหนังที่ไม่ปรับตัวอาจตายก่อน ]
ท้ายที่สุดแล้ว มุมมองของจินาต่ออนาคตของโรงภาพยนตร์ค่อนข้างชัดเจนและตรงไปตรงมา เธอเชื่อว่าธุรกิจโรงหนังจะไม่มีวันล่มสลาย เพราะประสบการณ์การดูหนังร่วมกันในโรง ทั้งความกลัวไปด้วยกันในหนังผี หรือความซาบซึ้งไปด้วยกันในหนังรัก คือเสน่ห์ที่สตรีมมิ่งเลียนแบบไม่ได้ แต่สิ่งที่อาจหายไปได้จริงๆ คือบทบาทของสตูดิโอหนังเอง หากยังคงทำงานแบบเดิมโดยไม่ยอมปรับตัว
นี่คือเหตุผลที่ GDH เลือกวางแผนธุรกิจแบบรอบด้าน ไม่ได้พึ่งพาแค่หนังในโรงอย่างเดียว แต่กระจายความเสี่ยงและโอกาสไปพร้อมกันในหลายช่องทาง ตั้งแต่หนัง ซีรีส์ แอนิเมชัน ไปจนถึงเกม การศึกษา และสินค้า Merchandise เพื่อทำให้การทำหนังไทยกลายเป็นอาชีพที่เลี้ยงคนทำหนังได้จริงในระยะยาว
ต้องรอดูกันต่อไปว่าเป้าหมายรายได้โต 74% ในปีนี้ และไลน์อัปคอนเทนต์ที่แน่นขนัดในปีหน้า จะพา GDH ไปถึงจุดที่วางไว้ได้จริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือค่ายหนังไทยค่ายนี้ไม่ได้เล่นเกมสั้นๆ อีกต่อไปแล้ว

.
.
.
เครดิตที่มา :
https://www.workpointtoday.com/gdh-807944-2
หนังไทยต้องเป็นอาชีพที่เลี้ยงคนได้ และต้องสู้ในสนามที่คู่แข่งไม่เคยปรานีใคร เปิดมุมมอง ‘จินา โอสถศิลป์’ CEO GDH
ขณะเดียวกันต้นทุนการสร้างก็สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ตลาดในประเทศกลับค่อนข้างทรงตัว ไม่ได้โตหวือหวาเหมือนเมื่อก่อนทำให้ค่ายหนังต่างต้องหาวิธีปรับตัวไปตามจังหวะและข้อจำกัดของตัวเอง
TODAY Bizview ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘จินา โอสถศิลป์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GDH ถึงทิศทางธุรกิจที่บริษัทวางไว้ ผ่านการประกาศแผนครั้งใหญ่ในงาน “GDH CIRCLES Feel Good โคจรความสุข สนุกกว่าที่เคย” ซึ่งไม่ได้พูดถึงแค่หนังเรื่องใหม่ แต่ครอบคลุมทั้งจักรวาลคอนเทนต์ ตั้งแต่ภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน ไปจนถึงเกม การศึกษา และสินค้าที่ระลึก
[ GDH ทำหนังให้เป็นอาชีพ ตั้งเป้าปีนี้ โต 74% ]
‘จินา’ เล่าให้ฟังถึงภาพรวมในปี 2568 ที่ผ่านมา GDH ทำรายได้ไป 318 ล้านบาท จากความสำเร็จของหนัง 3 เรื่องที่เข้าฉายคือ แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา, ซองแดงแต่งผี และ ดีว่า..ราวี บวกกับรายได้จากซีรีส์ สงครามส่งด่วน ที่ผลิตให้ Netflix รวมถึงรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ทั้งในและต่างประเทศ
แต่ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขปีที่แล้ว คือเป้าหมายของปีนี้ที่ GDH ตั้งไว้สูงถึง 556 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตราว 74% ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่จะได้มาง่ายๆ เพราะต้องอาศัยทั้งหนังใหม่ที่เข้าฉายต่อเนื่อง ทั้งรายได้จากคอนเสิร์ต การขายลิขสิทธิ์ต่างประเทศ และธุรกิจใหม่อย่างเกมกับสินค้า Merchandise มาช่วยดันตัวเลขให้ถึงเป้า
พูดง่ายๆ คือ GDH กำลังทำให้เห็นว่ารายได้จากหนังอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีขาธุรกิจอื่นมาช่วยรับน้ำหนักด้วย
[ ทำหนังไทยให้เป็นอาชีพ คนทำหนังต้องมีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ]
ถ้าจะสรุปปรัชญาการทำธุรกิจของจินาในประโยคเดียว คงเป็นเรื่องที่เธอย้ำเสมอว่า คนทำหนังต้องอยู่ได้ในฐานะอาชีพจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำตามฝันแล้วขาดทุนไปเรื่อยๆ เธอเคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า
“การทำหนังเป็นอาชีพได้ แปลว่าคนที่มาลงทุนทำ เขาไม่ควรจะขาดทุน” ‘จินา’ กล่าว
นี่ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่มันสะท้อนวิธีคิดทั้งระบบของ GDH ตั้งแต่การเลือกโปรเจกต์ การวางทีมงาน ไปจนถึงการดีลกับพันธมิตร ทุกอย่างต้องผ่านการคิดที่พิถีพิถันเพื่อให้หนังคุยกับคนดูวงกว้างให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าหนังไม่ทำเงิน คนทำหนังเก่งๆ ก็จะทยอยหายไปจากวงการ
“Big Idea” และ “Wow Factor” คือของตายที่เลี่ยงไม่ได้ ในยุคที่คนดูเลือกได้ว่าจะดูหนังในโรงหรืออยู่บ้านกดสตรีมมิ่ง GDH เชื่อว่าหนังต้องมีจุดขายที่แข็งแรงพอจะทำให้คนรู้สึกว่าไม่ดูไม่ได้จินาเคยให้มุมมองที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสภาพตลาดตอนนี้ว่า
“หนังเรื่องไหนดี ดีเลย หนังเรื่องไหนไม่ดี ไม่มีตัวเลขเลย มันไม่มีตรงกลาง”
นี่คือความจริงที่โหดร้ายของอุตสาหกรรมยุคนี้ ตลาดไม่ปรานีหนังกลางๆ อีกต่อไป หนังต้องแรงพอที่จะสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดู จนต่อยอดเป็นความว้าวที่ดึงคนออกจากบ้านได้ทันที และต่อให้หนังดีแค่ไหน ถ้าไม่มีการตลาดที่ดีมาสนับสนุน มันก็ยังมีโอกาสไม่ประสบความสำเร็จอยู่ดี นี่คือเหตุผลที่ GDH ให้น้ำหนักกับการวางกลยุทธ์การตลาดพอๆ กับการพัฒนาบท
[ ตลาดหนังในไทยโตช้าแล้ว ตลาดต่างประเทศเป็นอีกตลาดสำคัญ ]
จุดที่ทำให้ GDH ต่างจากค่ายหนังไทยทั่วไปคือการมองตัวเองเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคมานานแล้ว และตอนนี้กำลังขยับไปเป็นผู้เล่นระดับโลกอย่างจริงจัง เป้าหมายที่ชัดเจนคือดันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้แตะ 50% ของรายได้รวมในปีนี้ ซึ่งจินาเองก็ยืนยันความมั่นใจในทิศทางนี้ว่า
“ปีนี้พี่เชื่อว่ารายได้ต่างประเทศจะมาในสัดส่วนประมาณ 50% เลย”
วิธีที่ GDH ใช้ทำเงินจากต่างประเทศมีหลายทาง ทางแรกคือการขายลิขสิทธิ์ IP เดิมไปรีเมคในต่างประเทศ ซึ่งพิสูจน์ตัวเองมาแล้วหลายเรื่อง อย่าง ชัตเตอร์ ที่ถูกรีเมคในอินโดนีเซีย, แฟนเดย์ ที่ไปไกลถึงอินเดีย และล่าสุดที่เป็นข่าวใหญ่คือ หลานม่า ที่สตูดิโอฮอลลีวูดซื้อสิทธิ์ไปสร้างเวอร์ชันของตัวเอง
ทางที่สองคือการจับมือกับพันธมิตรระดับโลกตั้งแต่ต้นทาง เช่นโปรเจกต์ HENRY’s First Dates ที่ร่วมมือกับ Sony Pictures International Productions รีเมคความรักโรแมนติกคอมเมดี้ชื่อดังในเวอร์ชันไทย หรือการเป็น Exclusive Partner กับ Netflix ต่อเนื่อง 3 ปี ซึ่งช่วยให้หนังของ GDH ได้ไปโผล่หน้าจอผู้ชมทั่วโลกหลังจบโรงประมาณ 4 เดือน
อีกปัจจัยที่ช่วยหนุนแผนนี้คือการที่รัฐบาลเริ่มมีมาตรการคืนภาษีให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการสร้างลงได้ราว 15-30% ทำให้ GDH มีพื้นที่หายใจมากขึ้นในการลงทุนกับงานโปรดักชันคุณภาพสูงที่ทัดเทียมมาตรฐานสากล อย่างที่จินาเปรียบเทียบไว้ว่าอยากทำให้ได้ใกล้เคียงมาตรฐานเกาหลี
[ จากค่ายหนังสู่ผู้บริหาร IP เมื่อหนังไม่ได้จบแค่ในโรง ]
ถ้าเมื่อก่อน GDH คือค่ายที่ทำหนังแล้วรอรายได้จากตั๋วอย่างเดียว ตอนนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปแล้ว เพราะบริษัทกำลังเดินหน้าแปลง IP ที่มีอยู่ให้กลายเป็นรายได้รูปแบบใหม่ในแทบทุกช่องทาง
ด้านเกมและบอร์ดเกม GDH จับมือกับพันธมิตรอย่าง Siam Board Games, Fairplay Studios และ YGGDRAZIL GROUP เพื่อพัฒนาเกมและบอร์ดเกมจากหนังของตัวเอง โดยหนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกพูดถึงคือการต่อยอดจากภาพยนตร์ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ไปสู่วิดีโอเกม ร่วมกับ Industrive Group
ด้านการศึกษา บริษัทเปิดตัว GDH Classroom ร่วมกับคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาหลักสูตรและปั้นบุคลากรรุ่นใหม่ป้อนเข้าสู่วงการ ซึ่งสอดคล้องกับที่จินาเชื่อว่าหนังที่ดีต้องมีทั้งความสนุกและมีประโยชน์กับสังคมไปพร้อมกัน
ด้านสินค้าที่ระลึก IP อย่าง “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ถูกต่อยอดเป็น Merchandise ร่วมกับหลายแบรนด์ และยังมีการรวบรวมความทรงจำ 20 ปีของ GTH-GDH มาไว้ในคอนเสิร์ต “มาม่า Presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต” พร้อม Official Merchandise Collection เป็นของขวัญให้แฟนๆ
นี่คือภาพของบริษัทที่ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่สตูดิโอผลิตหนังอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนสถานะตัวเองไปเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร
[ ไลน์อัปใหม่ปีหน้า ครบทุกแนว และมีกลิ่นอาย BL/GL แทรกอยู่ด้วย ]
สำหรับปีหน้าของ GDH มาแบบจัดเต็ม ‘จินา’ บอกว่ามีทั้งภาพยนตร์ใหม่ 3 เรื่อง ซีรีส์ 1 เรื่อง และแอนิเมชัน 1 เรื่อง
เรื่องแรกที่น่าจับตาคือโปรเจกต์ “เพื่อนสาว” ว่าด้วยช่างแต่งหน้าหนุ่มที่รับบทโดยไอซ์ซึ เกิดความรู้สึกสับสนทางเพศเมื่อต้องใกล้ชิดกับนางงามที่รับบทโดยญดา ทั้งที่มีแฟนเป็นผู้ชายอยู่แล้วซึ่งรับบทโดยมาริโอ้ เมาเร่อ โดยมีโต้ง บรรจง เป็นโปรดิวเซอร์ และวันแวว-แวววรรณ ผู้กำกับจาก “เธอกับฉันกับฉัน” มานั่งแท่นกำกับ
เรื่องที่สองคือ “3 Daughters” ที่ดูแลโดยพี่ปิง ผู้กำกับ Hormones ในฐานะโปรดิวเซอร์ เล่าเรื่องพี่น้องสาว 3 คน 3 เจนเนอเรชัน ที่ร่วมมือกันวางแผนให้พ่อแม่ที่ไปกันไม่รอดได้หย่ากันอย่างสันติ สะท้อนมุมมองความสัมพันธ์ในครอบครัวของเด็กยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ
เรื่องที่สามคือโปรเจกต์เกี่ยวกับกีฬาสนุกเกอร์ นำแสดงโดยบิวกิ้น พุฒิพงศ์ กำกับโดยแจ็ค ผู้กำกับจากซีรีส์ “สาธุ” ซึ่งเป็นโอกาสให้บิวกิ้นได้โชว์ฝีมือการแสดงในบทบาทที่แตกต่างจากที่ผ่านมา
ฝั่งซีรีส์ “เนื้อคู่ประตูถัดไป” (Return of True Love Next Door) จะกลับมาในรูปแบบซีรีส์สั้นราว 4 ตอน โดยยังคงนักแสดงชุดเดิมอย่างซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ พร้อมอาจมีนักแสดงหน้าใหม่มาเสริมทัพ
ส่วนแอนิเมชันเรื่องแรกของ GDH คือ “แม๊กซ์กับจ่อย จอยจอยมาร์เก็ต” จำนวน 13 ตอน ตอนละ 10-20 นาที เล่าเรื่องชุมชนคนไทยในตลาดร่มหุบ ด้วยโทนสนุก อบอุ่น สะท้อนวิธีรับมือปัญหาแบบไทย ๆ และเสริมสร้างความรักในครอบครัว โดย GDH ตั้งใจผลักดันให้ไปไกลถึงตลาดต่างประเทศเช่นกัน ร่วมมือกับอิทธิปาทาและ Big Brain
ที่น่าสนใจคือเรื่องแรกในลิสต์นี้พาให้นึกถึงกระแส BL/GL ที่กำลังมาแรงในตลาดคอนเทนต์เอเชีย แต่เมื่อถามตรงๆ ว่า GDH ตั้งใจโดดเข้าไปจับกระแสนี้หรือเปล่า คำตอบคือไม่เชิง
‘จินา’ บอกว่า บริษัทไม่ได้ตั้งโจทย์ว่าต้องทำหนังแนว BL หรือ GL เป็นการเฉพาะ แต่เป็นเพราะผู้กำกับกับโปรดิวเซอร์ในตอนนั้นมีความสนใจในประเด็นนี้อยู่แล้ว ซึ่งบังเอิญไปตรงกับเทรนด์ตลาดพอดี
GDH มองว่าคอนเทนต์แนวซีรีส์วายหรือยูริมีศักยภาพสูงในแง่ฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นก็จริง แต่กลยุทธ์หลักของบริษัทยังคงเน้นสร้างฐาน “แฟนหนัง” ของค่ายในวงกว้าง มากกว่าจะไล่ตามสร้างคอนเทนต์เพื่อเจาะกลุ่มแฟนคลับเฉพาะทางอย่างเดียว
พูดง่ายๆ คือไม่ว่าจะเป็นหนังแนวไหน รวมถึงแนวที่แตะประเด็น LGBTQ+ มาตรฐานที่ GDH ยึดถือยังคงเหมือนเดิมคือต้องมีคุณภาพทัดเทียมสากล และต้องมีอารมณ์ร่วมมากพอที่จะดึงคนออกจากบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาหนังแนวนี้ของ GDH ก็ได้ผลตอบรับดีในเวทีเทศกาลต่างประเทศไม่น้อยเช่นกัน
[ รีบูทองค์กร เปิดทางให้คนรุ่นใหม่ และไม่กลัวใช้ AI ]
อีกด้านที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องคอนเทนต์คือการที่ GDH กำลังอยู่ในช่วง “รีบูทบริษัท” จินาเปรียบเทียบสถานะปัจจุบันของบริษัทไว้แบบติดตลกแต่จริงจังว่า
“วันนี้ก็กลับมาเป็นเด็กอนุบาลใหม่ ก็เริ่มใหม่”
นั่นหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการเสนอไอเดียและสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น พร้อมปรับกลยุทธ์การตลาดให้เข้ากับผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่ต้องการการสื่อสารแบบสองทางและรวดเร็ว
รวมถึงการปรับระบบขายหนังให้สายหนังต่างจังหวัดจากขายขาดมาเป็น Revenue Share แบ่งเปอร์เซ็นต์ตามรายได้จริง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ส่วนแบ่งที่สะท้อนความสำเร็จของหนังอย่างเป็นธรรมมากขึ้น
ส่วนเรื่อง AI ‘จินา’ ไม่ได้มองเป็นศัตรู แต่มองเป็นผู้ช่วยที่ต้องรู้จักใช้ให้เป็น เธอเล่าถึงการใช้งานส่วนตัวไว้ว่า Chat GPT เปรียบเสมือนเพื่อนคู่คิด แต่ย้ำว่าสุดท้ายแล้ว AI ต้องเป็นผู้ช่วยเท่านั้น ความคิดสร้างสรรค์และไอเดียแปลกใหม่ยังคงต้องมาจากปัญญาของมนุษย์อยู่ดี
[ โรงหนังจะไม่ตาย แต่ค่ายหนังที่ไม่ปรับตัวอาจตายก่อน ]
ท้ายที่สุดแล้ว มุมมองของจินาต่ออนาคตของโรงภาพยนตร์ค่อนข้างชัดเจนและตรงไปตรงมา เธอเชื่อว่าธุรกิจโรงหนังจะไม่มีวันล่มสลาย เพราะประสบการณ์การดูหนังร่วมกันในโรง ทั้งความกลัวไปด้วยกันในหนังผี หรือความซาบซึ้งไปด้วยกันในหนังรัก คือเสน่ห์ที่สตรีมมิ่งเลียนแบบไม่ได้ แต่สิ่งที่อาจหายไปได้จริงๆ คือบทบาทของสตูดิโอหนังเอง หากยังคงทำงานแบบเดิมโดยไม่ยอมปรับตัว
นี่คือเหตุผลที่ GDH เลือกวางแผนธุรกิจแบบรอบด้าน ไม่ได้พึ่งพาแค่หนังในโรงอย่างเดียว แต่กระจายความเสี่ยงและโอกาสไปพร้อมกันในหลายช่องทาง ตั้งแต่หนัง ซีรีส์ แอนิเมชัน ไปจนถึงเกม การศึกษา และสินค้า Merchandise เพื่อทำให้การทำหนังไทยกลายเป็นอาชีพที่เลี้ยงคนทำหนังได้จริงในระยะยาว
ต้องรอดูกันต่อไปว่าเป้าหมายรายได้โต 74% ในปีนี้ และไลน์อัปคอนเทนต์ที่แน่นขนัดในปีหน้า จะพา GDH ไปถึงจุดที่วางไว้ได้จริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือค่ายหนังไทยค่ายนี้ไม่ได้เล่นเกมสั้นๆ อีกต่อไปแล้ว
.
.
.
เครดิตที่มา : https://www.workpointtoday.com/gdh-807944-2