ผู้พิการร้องนายอำเภอหนองฉาง ชวดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พ้อตัดสิทธิผมทำไม ทั้งที่จนจริง
.
.
นายอำเภอหนองฉาง ลงพื้นที่พบผู้พิการ หลังชวดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เหตุในระบบพบข้อมูลสินเชื่อเกิน 1 แสนบาท เจ้าตัวเสียใจ ตัดพ้อทำไมตัดสิทธิคนจนจริง ๆ ระบุเคยกู้ซื้อรถ จยย. แต่ชำระหนี้หมดกว่า 10 ปีแล้ว ตอนนี้มีเพียงเมียไปรับจ้างก่อสร้างหาเลี้ยงครอบครัว
วันนี้ (27 ก.ค. 69) ว่าที่ร้อยตรี
ชยพล อัครจิรากุล นายอำเภอหนองฉาง จ.อุทัยธานี ลงพื้นที่เพื่อติดตามและเร่งให้ความช่วยเหลือผู้พิการคนหนึ่ง หลังทราบว่าไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบล่าสุด โดยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้คำแนะนำ เร่งดำเนินการยื่นอุทธรณ์ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการพิจารณาสิทธิ์อีกครั้ง
.
สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบคือ นาย
นพรัตน์ อายุ 57 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 10 ต.ทุ่งโพ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ซึ่งเป็นผู้พิการหลังประสบภาวะฮีตสโตรกขณะไปทำงาน ส่งผลให้แขนขาอ่อนแรง ไม่สามารถใช้ชีวิตหรือประกอบอาชีพได้ตามปกติ และยังพูดจาสื่อสารได้ยากลำบาก ปัจจุบันมีภรรยาเป็นผู้ดูแลและเป็นเสาหลักในการหารายได้จากการรับจ้างก่อสร้างเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว
.
จากการตรวจสอบของทางอำเภอ พบว่าสาเหตุที่ นายนพรัตน์ ไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากระบบฐานข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ระบุว่าผู้ลงทะเบียนมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท (ไม่รวมสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม) จึงไม่ผ่านคุณสมบัติในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
.
นาย
นพรัตน์ บอกว่า เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ตนเคยกู้เงินเพื่อซื้อรถจักรยานยนต์ แต่ภายหลังได้ขายที่ดินเพื่อนำเงินไปชำระหนี้จนหมดแล้ว และปัจจุบันไม่มีหนี้สินตามที่ปรากฏในระบบแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง บ้านที่อาศัยอยู่ก็ปลูกอยู่บนที่ดินของรัฐ โดยมีเพียงภรรยาที่ออกไปรับจ้างหาเลี้ยงครอบครัว รู้สึกน้อยใจและเสียใจมาก ตอนแรกคิดว่าจะอัดคลิปลงโซเชียลถามรัฐบาล ว่าทำไมถึงมาตัดสิทธิคนที่จนจริง ๆ อยากให้ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจริง ให้เข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างเป็นธรรม
.
ด้าน ว่าที่ร้อยตรี
ชยพล ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบข้อมูล พร้อมให้ความช่วยเหลือในการยื่นอุทธรณ์ เพื่อให้ได้รับการพิจารณาตามข้อเท็จจริง และยืนยันว่าทางอำเภอพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการของรัฐอย่างถูกต้องและเป็นธรรม
.
.
แม่เลี้ยงเดี่ยวรับจ้างหาเลี้ยงลูกพิการลำพัง น้อยใจ ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระบบแจ้งว่ามีหนี้เกิน 100,000 บาท เหตุเพราะกู้ยืมเงินมารักษาลูก
.
วันนี้ (27 ก.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาง
ปวีณ์ริศา อายุ 64 ปี แม่เลี้ยงเดี่ยวที่เลี้ยงลูกพิการเพียงลำพัง หลังจากสามีเสียชีวิต ได้ออกมาขอความช่วยเหลือ หลังถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เนื่องจากระบบคัดกรองแจ้งว่ามีหนี้เกินกว่าที่โครงการกำหนด ทั้งที่หนี้สินดังกล่าวเกิดจากต้องไปกู้ยืมเพื่อมาดูแลรักษาลูกชายช่วงที่ป่วยเป็นม้ามโตและต้องผ่าตัดรักษา แต่สุดท้ายอาการทรุดจนกลายเป็นผู้พิการอัมพฤกษ์ครึ่งตัว
.
โดยที่บ้านมีสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากมาก ในแต่ละวันผู้เป็นแม่ต้องทิ้งลูกชายซึ่งพิการไว้บ้านเพียงลำพัง เพื่อที่แม่ต้องออกไปทำงานรับจ้างรายวัน เพื่อหาเงินมาซื้อข้าวสาร อาหารเลี้ยงชีพสองแม่ลูก
.
ปัจจุบันแม้ผู้เป็นแม่เป็นอาสาสาธารณสุข (อสม.) แต่ก็ได้ค่าตอบแทนแค่เดือนละ 2,000 บาท เบี้ยคนพิการเดือนละ 600 บาท ส่วนเบี้ยคนพิการของลูกชายเพิ่งได้รับเมื่อไม่กี่เดือน ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะประทังชีวิตสองแม่ลูกในแต่ละเดือนได้ เพราะต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารข้าว และของใช้ต่าง ๆ ที่ต้องดูแลลูกพิการ
.
แต่ถ้าเดือนไหนไม่มีเงิน ก็ยังมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 300 บาท ที่พอจะไปเอาข้าวสาร ไข่ไก่ และปลากระป๋องมาไว้เพื่อประทังชีวิตได้ แต่กลับถูกตัดสิทธิเพราะระบบแจ้งว่ามีสินเชื่อเกินกว่าโครงการกำหนด ทั้งที่หนี้สินดังกล่าวเกิดจากการไปกู้ยืมมาเพื่อรักษาลูกชาย และไม่ได้เกิดจากความฟุ่มเฟือยที่ใช้จ่ายเกินตัว
.
เบื้องต้นก็ได้ยื่นอุทธรณ์ไปแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่ ก็อยากให้ทางรัฐบาลช่วยพิจารณาทบทวนเงื่อนไขดังกล่าวด้วย ให้ดูสภาพความเป็นจริงว่าลำบากแค่ไหน และหนี้สินเกิดจากอะไร
.
.
ทนายอั๋น หอบหลักฐาน ยื่น ปชน. ชง อสส. ส่งศาลรธน. เอาผิดฮั้วสว.-ฟัน กกต. ม.157
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10339213
.
‘ทนายอั๋น’ หอบหลักฐาน ยื่น ปชน. ชงอัยการสูงสุด ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิดขบวนการฮั้ว สว. พร้อมฟัน กกต. มาตรา 157 ย้ำต้องคุ้มครองพยาน ไม่ใช่ข่มขู่
.
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นาย
ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋นบุรีรัมย์ ยื่นหนังสือพร้อมหลักฐานในคดีฮั้วเลือกสว. ต่อ น.ส.
พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน และนาย
ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน
.
โดยนาย
ภัทรพงศ์ กล่าวว่า กรณีที่พรรคประชาชนร่วมกับภาคประชาชน ผู้สมัครสว.ทั่วประเทศ และ สว.สำรอง ได้รวมตัวนำหลักฐานเกี่ยวกับการฮั้วสว. มาเปิดเผยต่อสาธารณชน ซึ่งปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะส่งศาลฎีกาไว้พิจารณาและพิพากษาหรือไม่ อย่างไร ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง
.
ทั้งนี้ ตนในฐานะภาคประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้นำเรื่องนี้มายื่นให้พรรคประชาชน 2 ครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ทางพรรคอาจจะยังไม่สะดวกที่จะทำเรื่องนี้
.
แต่วันนี้เราเห็นตรงกันแล้วว่า มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงและมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าพฤติกรรมของกลุ่มฮั้วสว. อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำเพื่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ หรือเป็นการกระทำที่ขัดต่อความมั่นคงตามประมวลกฎหมายอาญา
.
นาย
ภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ถ้าเราจะเฝ้ารอการดำเนินการของ กกต.ว่า กกต.จะส่งหรือไม่ส่ง ต้องมาลุ้นเพียงเท่านั้นกับระยะเวลาที่เหลือประมาณ 2-3 เดือน ตนคิดว่ามันอาจจะสายเกินไป วันนี้จึงมายื่นหนังสือให้กับพรรคประชาชน เพื่อพิจารณาว่าในระหว่างนี้เราจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดได้หรือไม่ ซึ่งเราไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ กกต.
.
จึงเห็นตรงกันว่าอาจจะไปยื่นสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า พฤติการณ์ของกลุ่มฮั้ว สว. ตั้งแต่ระดับคนของรัฐบาล จนถึง สว. หรือคนที่อยู่นอกสภาก็ดี ให้ดำเนินการกับพวกเขาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 หรือไปใช้สิทธิแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนในเรื่องของความมั่นคง เป็นต้น
.
นาย
ภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนได้ยกร่างคำร้องตามมาตรา 157 ที่จะเอาผิด กกต.ไว้แล้ว และจะเปิดเผยในวันที่ 31 ก.ค.นี้
.
ด้าน น.ส.พนิดา กล่าวว่า หลังรับเรื่องแล้วจะมีการศึกษาสิ่งที่แนบมาทั้งหมดว่าจะนำไปทำอะไรต่อได้บ้าง และขอชวนทุกคนโฟกัสและส่งเสียงถึง กกต.ให้ดังขึ้นกว่าเดิม เพราะกฎหมายเลือกตั้งนั้น ผู้มีอำนาจส่งศาลได้ คือ กกต.
.
ส่วนข้อมูลที่
ทนายอั๋นยื่นมาและที่เราทำเองนั้นจะดำเนินการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ นักวิชาการ ระบุในเวทีเสวนาเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า กกต. ไม่มีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงจนสิ้นสงสัยก่อนพิจารณาส่งศาล แต่ กกต.มีหน้าที่เก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่สามารถรวบรวมได้จากชั้นไต่สวน หากพึงเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ก็สามารถส่งศาลได้ทันที โดยให้อำนาจการพิสูจน์จนสิ้นสงสัยเป็นหน้าที่ของศาล
.
ขณะนี้เรามีหลักฐาน พยานจากต้นทางที่ไปให้ปากคำกับ กกต. และดีเอสไอ ดังนั้น เรามีข้อมูลชุดเดียวกัน จึงขอให้ กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา
.
“
ขอฝากไปยังพยานทุกคนที่ติดตามอยู่ เนื่องจากเรายังไม่ชัดเจนว่า กกต.จะสรุปเรื่องนี้ตอนไหน ซึ่งตามกรอบเวลา คือ ภายในเดือน ก.ย. แต่เราได้ข่าวมาว่าอาจจะมีการเคาะมติในช่วงต้นเดือน ส.ค. ดังนั้น ฝ่ายค้านก็ทำงานแข่งกับเวลาเช่นกัน
.
พยานท่านใดที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ดังกล่าว มีหลักฐาน มีภาพ หรือมีวิดีโอที่อยากสื่อสารต่อสาธารณะ เนื่องจากกังวลว่าคดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถส่งมาได้ที่วิปฝ่ายค้านได้เลย” น.ส.
พนิดา กล่าว
.
ขณะที่ นาย
ภัณฑิล กล่าวว่า ในส่วนของการฟ้องปิดปากภาคประชาชน โดยฟ้องนาย
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นั้น ต้องยืนยันว่าเป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ คนสาธารณะอย่างนักการเมืองหรือนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ต้องชี้แจง ไม่ใช่มาฟ้องกลับให้เป็นภาระ
.
รวมถึง กกต. ที่มาพูดในทำนองข่มขู่ ทั้งที่ กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง สว.ให้มีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา กลับจะมาคุกคามประชาชน ฉะนั้น จึงต้องตั้งคำถามกลับไปยัง กกต.ว่า ไม่เพียงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ แต่กลับมาคุกคามประชาชนอีก ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
.
ตนเรียกร้องว่าแท้จริงแล้วต้องคุ้มครองพยาน เพราะผู้ที่ออกมาก็หนักใจมากแล้ว บางรายถูกขู่ฆ่า ยังมาถูกฟ้องและถูกดำเนินคดีอีก ทั้งที่สิ่งที่ทำนั้นก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ และปกป้องผลประโยชน์ของทุกคน.
.
.
เกษตรกรผู้ใช้น้ำกก สาย รวก และโขง เรียกร้องรัฐ เร่งแก้ปัญหาสารปนเปื้อน เผยผลตรวจคุณภาพน้ำ 22 จุด
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10339435
.
เกษตรกรผู้ใช้น้ำกก สาย รวก และโขง เรียกร้องรัฐ เร่งแก้ปัญหาสารปนเปื้อนจากเหมืองต้นน้ำ พร้อมผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ เผยผลตรวจคุณภาพน้ำ 22 จุด
.
วันที่ 27 ก.ค.2569 ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำกก สาย รวก และโขง ได้ประชุมหารือเกี่ยวกับการใช้น้ำในแม่น้ำโดยสะท้อนความกังวลต่อผลกระทบด้านคุณภาพน้ำ ตะกอน และผลผลิตทางการเกษตรที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.
ผู้เข้าร่วมประชุมระบุว่า ผลการตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนยังพบสารโลหะหนักหลายชนิด โดยเฉพาะสารหนูในบางพื้นที่ ขณะที่ผลตรวจพืชผัก ปลา และดินบางส่วนพบการปนเปื้อน แม้หลายตัวอย่างยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่มีแนวโน้มการสะสมในพื้นที่เกษตร ส่งผลให้เกษตรกรวิตกต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและรายได้ในอนาคต
.
ตัวแทนเกษตรกรจากแม่สายและพื้นที่ลุ่มน้ำกกสะท้อนว่า ปัญหาน้ำขุ่น ตะกอนสะสม และน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลผลิตลดลง บางพื้นที่ต้องขุดลอกตะกอนถี่ขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับประเทศต้นทางเพื่อยุติสาเหตุของปัญหา แทนการใช้งบประมาณภายในประเทศเพียงอย่างเดียวในการแก้ไขปลายเหตุ
.
นาย
สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ระบุว่า จะรวบรวมข้อเสนอและเสียงสะท้อนจากทุกลุ่มน้ำตั้งแต่เชียงใหม่ถึงเชียงราย เสนอรัฐบาลผลักดันปัญหามลพิษลุ่มน้ำกกเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเรียกร้องให้มีมาตรการควบคุมเหมืองต้นทางและบำบัดน้ำเสียอย่างจริงจัง เพื่อฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว
JJNY : ผู้พิการพ้อตัดสิทธิ│แม่เลี้ยงเดี่ยวถูกตัดสิทธิ│ทนายอั๋นยื่นปชน.│ร้องรัฐเร่งแก้ปัญหา│เกาหลีใต้สั่งจำคุกอดีตผู้นำ
วันนี้ (27 ก.ค. 69) ว่าที่ร้อยตรี ชยพล อัครจิรากุล นายอำเภอหนองฉาง จ.อุทัยธานี ลงพื้นที่เพื่อติดตามและเร่งให้ความช่วยเหลือผู้พิการคนหนึ่ง หลังทราบว่าไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบล่าสุด โดยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้คำแนะนำ เร่งดำเนินการยื่นอุทธรณ์ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการพิจารณาสิทธิ์อีกครั้ง
.
สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบคือ นายนพรัตน์ อายุ 57 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 10 ต.ทุ่งโพ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ซึ่งเป็นผู้พิการหลังประสบภาวะฮีตสโตรกขณะไปทำงาน ส่งผลให้แขนขาอ่อนแรง ไม่สามารถใช้ชีวิตหรือประกอบอาชีพได้ตามปกติ และยังพูดจาสื่อสารได้ยากลำบาก ปัจจุบันมีภรรยาเป็นผู้ดูแลและเป็นเสาหลักในการหารายได้จากการรับจ้างก่อสร้างเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว
.
จากการตรวจสอบของทางอำเภอ พบว่าสาเหตุที่ นายนพรัตน์ ไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากระบบฐานข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ระบุว่าผู้ลงทะเบียนมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท (ไม่รวมสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม) จึงไม่ผ่านคุณสมบัติในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
.
นายนพรัตน์ บอกว่า เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ตนเคยกู้เงินเพื่อซื้อรถจักรยานยนต์ แต่ภายหลังได้ขายที่ดินเพื่อนำเงินไปชำระหนี้จนหมดแล้ว และปัจจุบันไม่มีหนี้สินตามที่ปรากฏในระบบแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง บ้านที่อาศัยอยู่ก็ปลูกอยู่บนที่ดินของรัฐ โดยมีเพียงภรรยาที่ออกไปรับจ้างหาเลี้ยงครอบครัว รู้สึกน้อยใจและเสียใจมาก ตอนแรกคิดว่าจะอัดคลิปลงโซเชียลถามรัฐบาล ว่าทำไมถึงมาตัดสิทธิคนที่จนจริง ๆ อยากให้ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจริง ให้เข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างเป็นธรรม
.
ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ชยพล ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบข้อมูล พร้อมให้ความช่วยเหลือในการยื่นอุทธรณ์ เพื่อให้ได้รับการพิจารณาตามข้อเท็จจริง และยืนยันว่าทางอำเภอพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการของรัฐอย่างถูกต้องและเป็นธรรม
.
.
.
โดยที่บ้านมีสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากมาก ในแต่ละวันผู้เป็นแม่ต้องทิ้งลูกชายซึ่งพิการไว้บ้านเพียงลำพัง เพื่อที่แม่ต้องออกไปทำงานรับจ้างรายวัน เพื่อหาเงินมาซื้อข้าวสาร อาหารเลี้ยงชีพสองแม่ลูก
.
ปัจจุบันแม้ผู้เป็นแม่เป็นอาสาสาธารณสุข (อสม.) แต่ก็ได้ค่าตอบแทนแค่เดือนละ 2,000 บาท เบี้ยคนพิการเดือนละ 600 บาท ส่วนเบี้ยคนพิการของลูกชายเพิ่งได้รับเมื่อไม่กี่เดือน ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะประทังชีวิตสองแม่ลูกในแต่ละเดือนได้ เพราะต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารข้าว และของใช้ต่าง ๆ ที่ต้องดูแลลูกพิการ
.
แต่ถ้าเดือนไหนไม่มีเงิน ก็ยังมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 300 บาท ที่พอจะไปเอาข้าวสาร ไข่ไก่ และปลากระป๋องมาไว้เพื่อประทังชีวิตได้ แต่กลับถูกตัดสิทธิเพราะระบบแจ้งว่ามีสินเชื่อเกินกว่าโครงการกำหนด ทั้งที่หนี้สินดังกล่าวเกิดจากการไปกู้ยืมมาเพื่อรักษาลูกชาย และไม่ได้เกิดจากความฟุ่มเฟือยที่ใช้จ่ายเกินตัว
.
เบื้องต้นก็ได้ยื่นอุทธรณ์ไปแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่ ก็อยากให้ทางรัฐบาลช่วยพิจารณาทบทวนเงื่อนไขดังกล่าวด้วย ให้ดูสภาพความเป็นจริงว่าลำบากแค่ไหน และหนี้สินเกิดจากอะไร
.
.
ทนายอั๋น หอบหลักฐาน ยื่น ปชน. ชง อสส. ส่งศาลรธน. เอาผิดฮั้วสว.-ฟัน กกต. ม.157
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10339213
.
‘ทนายอั๋น’ หอบหลักฐาน ยื่น ปชน. ชงอัยการสูงสุด ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิดขบวนการฮั้ว สว. พร้อมฟัน กกต. มาตรา 157 ย้ำต้องคุ้มครองพยาน ไม่ใช่ข่มขู่
.
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋นบุรีรัมย์ ยื่นหนังสือพร้อมหลักฐานในคดีฮั้วเลือกสว. ต่อ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน และนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน
.
โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า กรณีที่พรรคประชาชนร่วมกับภาคประชาชน ผู้สมัครสว.ทั่วประเทศ และ สว.สำรอง ได้รวมตัวนำหลักฐานเกี่ยวกับการฮั้วสว. มาเปิดเผยต่อสาธารณชน ซึ่งปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะส่งศาลฎีกาไว้พิจารณาและพิพากษาหรือไม่ อย่างไร ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง
.
ทั้งนี้ ตนในฐานะภาคประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้นำเรื่องนี้มายื่นให้พรรคประชาชน 2 ครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ทางพรรคอาจจะยังไม่สะดวกที่จะทำเรื่องนี้
.
แต่วันนี้เราเห็นตรงกันแล้วว่า มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงและมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าพฤติกรรมของกลุ่มฮั้วสว. อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำเพื่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ หรือเป็นการกระทำที่ขัดต่อความมั่นคงตามประมวลกฎหมายอาญา
.
นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ถ้าเราจะเฝ้ารอการดำเนินการของ กกต.ว่า กกต.จะส่งหรือไม่ส่ง ต้องมาลุ้นเพียงเท่านั้นกับระยะเวลาที่เหลือประมาณ 2-3 เดือน ตนคิดว่ามันอาจจะสายเกินไป วันนี้จึงมายื่นหนังสือให้กับพรรคประชาชน เพื่อพิจารณาว่าในระหว่างนี้เราจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดได้หรือไม่ ซึ่งเราไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ กกต.
.
จึงเห็นตรงกันว่าอาจจะไปยื่นสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า พฤติการณ์ของกลุ่มฮั้ว สว. ตั้งแต่ระดับคนของรัฐบาล จนถึง สว. หรือคนที่อยู่นอกสภาก็ดี ให้ดำเนินการกับพวกเขาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 หรือไปใช้สิทธิแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนในเรื่องของความมั่นคง เป็นต้น
.
นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนได้ยกร่างคำร้องตามมาตรา 157 ที่จะเอาผิด กกต.ไว้แล้ว และจะเปิดเผยในวันที่ 31 ก.ค.นี้
.
ด้าน น.ส.พนิดา กล่าวว่า หลังรับเรื่องแล้วจะมีการศึกษาสิ่งที่แนบมาทั้งหมดว่าจะนำไปทำอะไรต่อได้บ้าง และขอชวนทุกคนโฟกัสและส่งเสียงถึง กกต.ให้ดังขึ้นกว่าเดิม เพราะกฎหมายเลือกตั้งนั้น ผู้มีอำนาจส่งศาลได้ คือ กกต.
.
ส่วนข้อมูลที่ทนายอั๋นยื่นมาและที่เราทำเองนั้นจะดำเนินการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ นักวิชาการ ระบุในเวทีเสวนาเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า กกต. ไม่มีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงจนสิ้นสงสัยก่อนพิจารณาส่งศาล แต่ กกต.มีหน้าที่เก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่สามารถรวบรวมได้จากชั้นไต่สวน หากพึงเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ก็สามารถส่งศาลได้ทันที โดยให้อำนาจการพิสูจน์จนสิ้นสงสัยเป็นหน้าที่ของศาล
.
ขณะนี้เรามีหลักฐาน พยานจากต้นทางที่ไปให้ปากคำกับ กกต. และดีเอสไอ ดังนั้น เรามีข้อมูลชุดเดียวกัน จึงขอให้ กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา
.
“ขอฝากไปยังพยานทุกคนที่ติดตามอยู่ เนื่องจากเรายังไม่ชัดเจนว่า กกต.จะสรุปเรื่องนี้ตอนไหน ซึ่งตามกรอบเวลา คือ ภายในเดือน ก.ย. แต่เราได้ข่าวมาว่าอาจจะมีการเคาะมติในช่วงต้นเดือน ส.ค. ดังนั้น ฝ่ายค้านก็ทำงานแข่งกับเวลาเช่นกัน
.
พยานท่านใดที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ดังกล่าว มีหลักฐาน มีภาพ หรือมีวิดีโอที่อยากสื่อสารต่อสาธารณะ เนื่องจากกังวลว่าคดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถส่งมาได้ที่วิปฝ่ายค้านได้เลย” น.ส.พนิดา กล่าว
.
ขณะที่ นายภัณฑิล กล่าวว่า ในส่วนของการฟ้องปิดปากภาคประชาชน โดยฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นั้น ต้องยืนยันว่าเป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ คนสาธารณะอย่างนักการเมืองหรือนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ต้องชี้แจง ไม่ใช่มาฟ้องกลับให้เป็นภาระ
.
รวมถึง กกต. ที่มาพูดในทำนองข่มขู่ ทั้งที่ กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง สว.ให้มีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา กลับจะมาคุกคามประชาชน ฉะนั้น จึงต้องตั้งคำถามกลับไปยัง กกต.ว่า ไม่เพียงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ แต่กลับมาคุกคามประชาชนอีก ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
.
ตนเรียกร้องว่าแท้จริงแล้วต้องคุ้มครองพยาน เพราะผู้ที่ออกมาก็หนักใจมากแล้ว บางรายถูกขู่ฆ่า ยังมาถูกฟ้องและถูกดำเนินคดีอีก ทั้งที่สิ่งที่ทำนั้นก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ และปกป้องผลประโยชน์ของทุกคน.
.
.
เกษตรกรผู้ใช้น้ำกก สาย รวก และโขง เรียกร้องรัฐ เร่งแก้ปัญหาสารปนเปื้อน เผยผลตรวจคุณภาพน้ำ 22 จุด
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10339435
.
เกษตรกรผู้ใช้น้ำกก สาย รวก และโขง เรียกร้องรัฐ เร่งแก้ปัญหาสารปนเปื้อนจากเหมืองต้นน้ำ พร้อมผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ เผยผลตรวจคุณภาพน้ำ 22 จุด
.
วันที่ 27 ก.ค.2569 ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำกก สาย รวก และโขง ได้ประชุมหารือเกี่ยวกับการใช้น้ำในแม่น้ำโดยสะท้อนความกังวลต่อผลกระทบด้านคุณภาพน้ำ ตะกอน และผลผลิตทางการเกษตรที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.
ผู้เข้าร่วมประชุมระบุว่า ผลการตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนยังพบสารโลหะหนักหลายชนิด โดยเฉพาะสารหนูในบางพื้นที่ ขณะที่ผลตรวจพืชผัก ปลา และดินบางส่วนพบการปนเปื้อน แม้หลายตัวอย่างยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่มีแนวโน้มการสะสมในพื้นที่เกษตร ส่งผลให้เกษตรกรวิตกต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและรายได้ในอนาคต
.
ตัวแทนเกษตรกรจากแม่สายและพื้นที่ลุ่มน้ำกกสะท้อนว่า ปัญหาน้ำขุ่น ตะกอนสะสม และน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลผลิตลดลง บางพื้นที่ต้องขุดลอกตะกอนถี่ขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับประเทศต้นทางเพื่อยุติสาเหตุของปัญหา แทนการใช้งบประมาณภายในประเทศเพียงอย่างเดียวในการแก้ไขปลายเหตุ
.
นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ระบุว่า จะรวบรวมข้อเสนอและเสียงสะท้อนจากทุกลุ่มน้ำตั้งแต่เชียงใหม่ถึงเชียงราย เสนอรัฐบาลผลักดันปัญหามลพิษลุ่มน้ำกกเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเรียกร้องให้มีมาตรการควบคุมเหมืองต้นทางและบำบัดน้ำเสียอย่างจริงจัง เพื่อฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว