จากคลิป รถตำรวจที่กำลังมุ่งหน้าไปปฏิบัติภารกิจเฉพาะกิจ ต้องการเคลียร์ช่องทางให้เปิด แต่ดันมาเจอรถกระบะจอดสวนเลน ขวางทางขึ้นลงของแบบเต็มระบบ งานนี้ดูเผิน ๆ ก็ไม่น่ายากครับ…ตำรวจลงไปคุยเจ้าของรถขยับรถ...จบ
แต่ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศธรรมดาครับ พอตำรวจลงจากรถไปคุยกับเด็กรถตามปกติ เจ๊แกก็ออกมา…แล้วเปิดโหมด
“ลำโพง Bluetooth 100 วัตต์” ทันที เสียงมาแบบไม่ต้องใช้ไมโครโฟน ไม่ต้องต่อเครื่องขยาย ไม่ต้องเช็กไมค์
“ฮัลโหล ๆ ได้ยินไหมคะ!!!”
ผมดูคลิปแล้วรู้สึกว่า ถ้ามีคนเอาไข่มาวางข้าง ๆ อีกสักฟอง ไข่คงสุกพอดีครับ
พี่ตำรวจพูดด้วยเสียงปกติ
เจ๊: แว๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด !@#$%^&*()
พี่ตำรวจ: “ขอให้ขยับรถครับ”
เจ๊: !@#$%^&*()
พี่ตำรวจ: “…”
เจ๊อาจไม่ได้ตั้งใจจะใช้เสียงข่มนะครับ แต่อาจเป็น
ระบบอัตโนมัติของคนไทยเวลารู้ตัวว่าตัวเองอาจจะผิด
ขั้นที่ 1: เสียงดัง
ขั้นที่ 2: พูดเร็ว
ขั้นที่ 3: พูดให้คนรอบข้างเข้าใจว่า “ฉันกำลังถูกรังแก”
ขั้นที่ 4: ถ้าคู่กรณีเงียบ = ชนะ
นี่ไม่ใช่การเถียงครับ…นี่คือ
การรบแบบสงครามจิตวิทยาโดยใช้พลังเสียง
ผมมองอย่างเป็นธรรมนะครับ พี่ตำรวจไม่ได้ตะคอก ไม่ได้ใช้อารมณ์ และไม่ได้เปิดโหมด “ผู้กองเสียงสาม” แต่อย่างใด
แต่เจ๊แกมาแบบ…
“กฎหมายอาจอยู่ข้างคุณ แต่เดซิเบลอยู่ข้างฉัน!” แล้วสิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ถ้าดูจากคลิปแล้ว พี่ตำรวจอาจต้องล่าถอยไป
โอ้โห…
ถ้าเหตุการณ์นี้เป็นฟุตบอล ก็คงประมาณว่า
ตำรวจ: “ขอให้ขยับรถครับ”
เจ๊: “ไม่ขยับ!”
ตำรวจ: “กรุณาขยับครับ”
เจ๊: “ไม่ขยับ!!!”
ตำรวจ: “…”
กรรมการเป่านกหวีดหมดเวลา
ผู้ชนะ: เจ๊
สกอร์: เดซิเบล 10 – กฎหมาย 0
แต่จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้มีช่องทางให้ดำเนินการตามกฎหมายได้หลายอย่างนะครับ หากพยานหลักฐานเข้าข่าย ทั้งเรื่องการกีดขวางทาง การขัดขวางเจ้าพนักงาน หรือการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ก็ต้องว่ากันตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย การอะลุ้มอล่วยนั้นมีได้ครับ
แต่ไม่ควรกลายเป็นสูตรสำเร็จว่า…
* จอดรถผิด
* ขวางทาง
* ทำผิดกฎหมาย
* ตำรวจมาเตือน
- เปิดเสียงให้ดังที่สุด
- ทำหน้าตาเหมือนเป็นผู้เสียหาย
- ตำรวจถอย
ถ้าสูตรนี้ใช้ได้ผลจริง ต่อไปตำรวจอาจต้องเตรียมอุปกรณ์ใหม่ในการปฏิบัติหน้าที่ครับ
- รถตำรวจ 1 คัน
- ตำรวจ 2 นาย
- ไมโครโฟน 1 ตัว
- ลำโพง 4 ใบ
- และพิธีกรอีก 1 คน
“ขอเชิญเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าว กรุณาขยับรถออกจากพื้นที่ครับ…”
ถ้าไม่ขยับก็เพิ่มเสียง
“ขอเชิญเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าว กรุณาขยับรถออกจากพื้นที่ครับ!!!”
ถ้ายังไม่ขยับ…
“ขอเชิญเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าว กรุณาขยับรถออกจากพื้นที่ครับ!!!!!!!!!!”
แล้วรอดูว่าใครจะเสียงแหบก่อน
ส่วนตัวผม เวลาทำผิด ผมยกมือไหว้ครับ “พี่ครับ ผมผิดครับ ขอโทษครับ ช่วยผ่อนหนักผ่อนเบาให้ผมด้วยครับ”
ไม่ใช่ทำผิดแล้วเปิดโหมด…
“ถ้าฉันตะโกนดังพอ ฉันจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำ”
ประเทศไทยเรามีคนมักง่ายเยอะพออยู่แล้วครับ ถ้าทุกคนรู้ว่าทำผิดแล้วแค่ตะโกนดัง ๆ เจ้าหน้าที่ก็ถอย…
วันหนึ่งถนนคงไม่ต้องใช้กฎหมายแล้วครับ ใช้แค่เครื่องขยายเสียงก็พอ ใครเสียงดังที่สุด…
คนนั้นได้สิทธิ์จอดก่อน
ส่วนเกียรติยศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเอาไปไว้ตรงไหนดี? ผมเสนอว่า…
เอากลับมาไว้กลางถนนก่อนครับ
ตรงที่รถจอดขวางอยู่
แล้วค่อยถามกันว่า…
ตกลงใครควรหลบทางให้ใครกันแน่ครับ?
เมื่อรถตำรวจเจอรถจอดผิดกฎหมาย…แต่ต้องเจอกับบอสใหญ่แห่งอาณาจักรเดซิเบล
แต่ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศธรรมดาครับ พอตำรวจลงจากรถไปคุยกับเด็กรถตามปกติ เจ๊แกก็ออกมา…แล้วเปิดโหมด “ลำโพง Bluetooth 100 วัตต์” ทันที เสียงมาแบบไม่ต้องใช้ไมโครโฟน ไม่ต้องต่อเครื่องขยาย ไม่ต้องเช็กไมค์
“ฮัลโหล ๆ ได้ยินไหมคะ!!!”
ผมดูคลิปแล้วรู้สึกว่า ถ้ามีคนเอาไข่มาวางข้าง ๆ อีกสักฟอง ไข่คงสุกพอดีครับ
พี่ตำรวจพูดด้วยเสียงปกติ
เจ๊: แว๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด !@#$%^&*()
พี่ตำรวจ: “ขอให้ขยับรถครับ”
เจ๊: !@#$%^&*()
พี่ตำรวจ: “…”
เจ๊อาจไม่ได้ตั้งใจจะใช้เสียงข่มนะครับ แต่อาจเป็น ระบบอัตโนมัติของคนไทยเวลารู้ตัวว่าตัวเองอาจจะผิด
ขั้นที่ 1: เสียงดัง
ขั้นที่ 2: พูดเร็ว
ขั้นที่ 3: พูดให้คนรอบข้างเข้าใจว่า “ฉันกำลังถูกรังแก”
ขั้นที่ 4: ถ้าคู่กรณีเงียบ = ชนะ
นี่ไม่ใช่การเถียงครับ…นี่คือ การรบแบบสงครามจิตวิทยาโดยใช้พลังเสียง
ผมมองอย่างเป็นธรรมนะครับ พี่ตำรวจไม่ได้ตะคอก ไม่ได้ใช้อารมณ์ และไม่ได้เปิดโหมด “ผู้กองเสียงสาม” แต่อย่างใด
แต่เจ๊แกมาแบบ…“กฎหมายอาจอยู่ข้างคุณ แต่เดซิเบลอยู่ข้างฉัน!” แล้วสิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ถ้าดูจากคลิปแล้ว พี่ตำรวจอาจต้องล่าถอยไป
โอ้โห…
ถ้าเหตุการณ์นี้เป็นฟุตบอล ก็คงประมาณว่า
ตำรวจ: “ขอให้ขยับรถครับ”
เจ๊: “ไม่ขยับ!”
ตำรวจ: “กรุณาขยับครับ”
เจ๊: “ไม่ขยับ!!!”
ตำรวจ: “…”
กรรมการเป่านกหวีดหมดเวลา
ผู้ชนะ: เจ๊
สกอร์: เดซิเบล 10 – กฎหมาย 0
แต่จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้มีช่องทางให้ดำเนินการตามกฎหมายได้หลายอย่างนะครับ หากพยานหลักฐานเข้าข่าย ทั้งเรื่องการกีดขวางทาง การขัดขวางเจ้าพนักงาน หรือการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ก็ต้องว่ากันตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย การอะลุ้มอล่วยนั้นมีได้ครับ
แต่ไม่ควรกลายเป็นสูตรสำเร็จว่า…
* จอดรถผิด
* ขวางทาง
* ทำผิดกฎหมาย
* ตำรวจมาเตือน
- เปิดเสียงให้ดังที่สุด
- ทำหน้าตาเหมือนเป็นผู้เสียหาย
- ตำรวจถอย
ถ้าสูตรนี้ใช้ได้ผลจริง ต่อไปตำรวจอาจต้องเตรียมอุปกรณ์ใหม่ในการปฏิบัติหน้าที่ครับ
- รถตำรวจ 1 คัน
- ตำรวจ 2 นาย
- ไมโครโฟน 1 ตัว
- ลำโพง 4 ใบ
- และพิธีกรอีก 1 คน
“ขอเชิญเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าว กรุณาขยับรถออกจากพื้นที่ครับ…”
ถ้าไม่ขยับก็เพิ่มเสียง
“ขอเชิญเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าว กรุณาขยับรถออกจากพื้นที่ครับ!!!”
ถ้ายังไม่ขยับ…
“ขอเชิญเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าว กรุณาขยับรถออกจากพื้นที่ครับ!!!!!!!!!!”
แล้วรอดูว่าใครจะเสียงแหบก่อน
ส่วนตัวผม เวลาทำผิด ผมยกมือไหว้ครับ “พี่ครับ ผมผิดครับ ขอโทษครับ ช่วยผ่อนหนักผ่อนเบาให้ผมด้วยครับ”
ไม่ใช่ทำผิดแล้วเปิดโหมด…“ถ้าฉันตะโกนดังพอ ฉันจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำ”
ประเทศไทยเรามีคนมักง่ายเยอะพออยู่แล้วครับ ถ้าทุกคนรู้ว่าทำผิดแล้วแค่ตะโกนดัง ๆ เจ้าหน้าที่ก็ถอย…
วันหนึ่งถนนคงไม่ต้องใช้กฎหมายแล้วครับ ใช้แค่เครื่องขยายเสียงก็พอ ใครเสียงดังที่สุด…คนนั้นได้สิทธิ์จอดก่อน
ส่วนเกียรติยศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเอาไปไว้ตรงไหนดี? ผมเสนอว่า…
เอากลับมาไว้กลางถนนก่อนครับ
ตรงที่รถจอดขวางอยู่
แล้วค่อยถามกันว่า…
ตกลงใครควรหลบทางให้ใครกันแน่ครับ?