ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเล็งๆ รถไฟฟ้า (EV) ไว้ แต่พอไปคุยกับกลุ่มเพื่อน หรืออ่านคอมเมนต์ในเน็ตแล้วโดนเบรกด้วยประโยคคลาสสิกที่ว่า
"โถ่... ขับรถไฟฟ้าแต่ไฟที่ชาร์จก็มาจากถ่านหิน ย้ายที่ปล่อยควันชัดๆ สะอาดตรงไหน?" เจอแบบนี้เข้าไปก็มีอึ้งเหมือนกันใช่ไหมครับ? ฟังดูมีเหตุผล ฟังดูเท่ เหมือนคนเห็นโลกมาเยอะ
วันนี้ผมเลยอยากมาชวนคุยแบบเปิดอก ไม่ได้มาอวย EV จนหน้ามืด แต่อยากชวนมาดู "ข้อมูลจริง" ของประเทศไทยในปี 2567 นี้แหละ ว่าสรุปแล้วไอ้การเปลี่ยนเป็น EV เนี่ย มัน "แก้ปัญหา" หรือแค่ "ผักชีโรยหน้า" ย้ายควันพิษไปไว้ที่อื่นกันแน่?
เปิดภาพจำลอง "ใครปล่อยควันเยอะสุดในไทย" (2567)
ลองดูข้อมูล infographic ตามภาพด้านบนที่สรุปโดย SET Research ชุดนี้กันก่อนครับ เขาแบ่งตามกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย
อันดับ 1 ไม่ใช่อะไรที่ไหน คือ
"การผลิตไฟฟ้า" ครับ ปล่อยไป 90.23 ล้านตัน CO2eq
อันดับ 2 ตามมาติดๆ คือ
"การขนส่ง" ที่ 84.66 ล้านตัน CO2eq
เห็นเลขนี้ปุ๊บ คนที่ชอบแซะ EV จะรีบตะโกนทันทีว่า
"นั่นไง! ผลิตไฟฟ้านี่แหละตัวดี ยิ่งใช้ EV ยิ่งเพิ่มภาระให้โรงไฟฟ้าปล่อยควันเพิ่ม!"
หยุดตรงนี้ก่อนครับ! ตรรกะนี้ฟังดูเหมือนจะถูก แต่จริงๆ แล้วมันเป็น
"ความจริงแค่ครึ่งเดียว" ที่ถ้าเรามองแค่นี้ เราจะติดกับดักทันที
ตีแตก 2 ประเด็น ทำไม EV ถึงยัง 'สะอาดกว่า' แม้ไฟจะมาจากโรงไฟฟ้า
เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า
ปัจจุบันประเทศไทยยังผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่จากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน (กลุ่มที่ปล่อยคาร์บอน) แต่ทำไมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกถึงยังรณรงค์ให้ใช้ EV? เหตุผลไม่ใช่เรื่องการเมือง หรือเรื่องการตลาดครับ แต่มันคือเรื่องของ
"ประสิทธิภาพ (Efficiency)" ทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ
1. ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ โรงไฟฟ้าใหญ่ VS เครื่องยนต์จิ๋วบนรถคุณ
ลองนึกภาพตามนะครับ เครื่องยนต์สันดาปในรถที่คุณขับอยู่ มันมีหน้าที่เปลี่ยน "น้ำมัน" เป็น "แรงหมุน" เพื่อให้รถวิ่ง แต่ความลับที่ค่ายรถไม่ได้บอกคุณคือ
เครื่องยนต์บนรถคุณทำงานได้มีประสิทธิภาพต่ำมาก
รถน้ำมันทั่วไป แปลงพลังงานจากน้ำมันเป็นแรงหมุนรถได้แค่
20-30% ส่วนอีก
70-80% เสียไปกับ
"ความร้อน" (ที่ร้อนระอุอยู่ใต้ฝากระโปรง) และเสียงเครื่องยนต์ พูดง่ายๆ คือคุณเติมน้ำมัน 1,000 บาท เงิน 700 บาทระเหยเป็นความร้อนและมลพิษโดยตรงจากท่อไอเสียระดับสายตาคนเดินถนน
รถไฟฟ้า + โรงไฟฟ้า โอเค ไฟฟ้าอาจจะมาจากโรงไฟฟ้าก๊าซ/ถ่านหินที่มีควัน แต่
โรงไฟฟ้าเป็นเครื่องจักรขนาดมหึมาที่ถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแปลงเชื้อเพลิงเป็นไฟฟ้าได้ประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องยนต์รถยนต์มาก (เฉลี่ย 40-60%) จากนั้นส่งมาที่รถ EV ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพโคตรสูง (กว่า 90%)
เมื่อเอามารวมกัน (แนวคิด Well-to-Wheel - ตั้งแต่ต้นทางจนถึงล้อ)
การใช้ EV 1 คัน ชาร์จไฟจากโรงไฟฟ้า ปล่อย CO2 รวมน้อยกว่ารถน้ำมันที่เติมน้ำมันตรงๆ ถึงเกือบ 2 เท่า
2. เทรนด์การผลิตไฟฟ้าของไทยกำลัง "สะอาดขึ้น"
ดูจากภาพ
ภาคผลิตไฟฟ้าปล่อย CO2 เยอะที่สุด (90.23 ล้านตัน) รัฐบาลและผู้ผลิตไฟฟ้ารู้เรื่องนี้ดีที่สุดครับ เขากำลังโดนกดดันระดับโลกให้เปลี่ยน
ประเทศไทยมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่เน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (แสงอาทิตย์, ลม, น้ำ) มากขึ้นเรื่อยๆ
นั่นหมายความว่า หากคุณซื้อรถ EV วันนี้ วันข้างหน้าไฟฟ้าที่คุณใช้ชาร์จจะ "สะอาดขึ้นเอง" ตามแผนของประเทศ
โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ถ้าคุณซื้อรถน้ำมันวันนี้ อีก 10 ปีมันก็ยังปล่อยควันพิษเท่าเดิม (หรือแย่ลงตามอายุ)
สรุปแบบบ้านๆ ซื้อ EV วันนี้ เท่ากับซื้อ "ทางเลือกที่จะสะอาดขึ้น"
ผมไม่ได้บอกว่าคุณต้องรีบไปขายรถน้ำมันแล้วซื้อ EV วันนี้เพื่อกู้โลกนะครับ เพราะ EV ยังมีเรื่องราคาและสถานีชาร์จที่หลายคนยังไม่สะดวก
แต่ถ้าคุณกำลังจะซื้อรถใหม่ แล้วโดนเบรกเรื่อง
"EV ย้ายที่ปล่อยควัน" ผมอยากให้คุณอธิบายกลับไปว่า
"ใช่ ตอนนี้อาจจะยังย้ายควันบ้าง แต่โรงไฟฟ้าทำงานมีประสิทธิภาพกว่าเครื่องยนต์รถ และที่สำคัญ โรงไฟฟ้าไทยกำลังจะสะอาดขึ้นตามแผนพลังงานชาติ แต่รถน้ำมันไม่มีทางเลือกนั้น ถ้าไม่นับเรื่องประหยัดค่าน้ำมัน การใช้ EV วันนี้ คือการเลือกที่จะปล่อยมลพิษน้อยลงตั้งแต่วันแรก และน้อยลงไปเรื่อยๆ ในอนาคต"
ชาร์จ EV ครั้งนึงก็เพิ่มควันให้โรงไฟฟ้า? มาดูตัวเลข "คาร์บอน" ที่แท้จริงกันดีกว่า
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเล็งๆ รถไฟฟ้า (EV) ไว้ แต่พอไปคุยกับกลุ่มเพื่อน หรืออ่านคอมเมนต์ในเน็ตแล้วโดนเบรกด้วยประโยคคลาสสิกที่ว่า "โถ่... ขับรถไฟฟ้าแต่ไฟที่ชาร์จก็มาจากถ่านหิน ย้ายที่ปล่อยควันชัดๆ สะอาดตรงไหน?" เจอแบบนี้เข้าไปก็มีอึ้งเหมือนกันใช่ไหมครับ? ฟังดูมีเหตุผล ฟังดูเท่ เหมือนคนเห็นโลกมาเยอะ
วันนี้ผมเลยอยากมาชวนคุยแบบเปิดอก ไม่ได้มาอวย EV จนหน้ามืด แต่อยากชวนมาดู "ข้อมูลจริง" ของประเทศไทยในปี 2567 นี้แหละ ว่าสรุปแล้วไอ้การเปลี่ยนเป็น EV เนี่ย มัน "แก้ปัญหา" หรือแค่ "ผักชีโรยหน้า" ย้ายควันพิษไปไว้ที่อื่นกันแน่?
เปิดภาพจำลอง "ใครปล่อยควันเยอะสุดในไทย" (2567)
ลองดูข้อมูล infographic ตามภาพด้านบนที่สรุปโดย SET Research ชุดนี้กันก่อนครับ เขาแบ่งตามกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย
อันดับ 1 ไม่ใช่อะไรที่ไหน คือ "การผลิตไฟฟ้า" ครับ ปล่อยไป 90.23 ล้านตัน CO2eq
อันดับ 2 ตามมาติดๆ คือ "การขนส่ง" ที่ 84.66 ล้านตัน CO2eq
เห็นเลขนี้ปุ๊บ คนที่ชอบแซะ EV จะรีบตะโกนทันทีว่า "นั่นไง! ผลิตไฟฟ้านี่แหละตัวดี ยิ่งใช้ EV ยิ่งเพิ่มภาระให้โรงไฟฟ้าปล่อยควันเพิ่ม!"
หยุดตรงนี้ก่อนครับ! ตรรกะนี้ฟังดูเหมือนจะถูก แต่จริงๆ แล้วมันเป็น "ความจริงแค่ครึ่งเดียว" ที่ถ้าเรามองแค่นี้ เราจะติดกับดักทันที
ตีแตก 2 ประเด็น ทำไม EV ถึงยัง 'สะอาดกว่า' แม้ไฟจะมาจากโรงไฟฟ้า
เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่จากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน (กลุ่มที่ปล่อยคาร์บอน) แต่ทำไมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกถึงยังรณรงค์ให้ใช้ EV? เหตุผลไม่ใช่เรื่องการเมือง หรือเรื่องการตลาดครับ แต่มันคือเรื่องของ "ประสิทธิภาพ (Efficiency)" ทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ
1. ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ โรงไฟฟ้าใหญ่ VS เครื่องยนต์จิ๋วบนรถคุณ
ลองนึกภาพตามนะครับ เครื่องยนต์สันดาปในรถที่คุณขับอยู่ มันมีหน้าที่เปลี่ยน "น้ำมัน" เป็น "แรงหมุน" เพื่อให้รถวิ่ง แต่ความลับที่ค่ายรถไม่ได้บอกคุณคือ เครื่องยนต์บนรถคุณทำงานได้มีประสิทธิภาพต่ำมาก
รถน้ำมันทั่วไป แปลงพลังงานจากน้ำมันเป็นแรงหมุนรถได้แค่ 20-30% ส่วนอีก 70-80% เสียไปกับ "ความร้อน" (ที่ร้อนระอุอยู่ใต้ฝากระโปรง) และเสียงเครื่องยนต์ พูดง่ายๆ คือคุณเติมน้ำมัน 1,000 บาท เงิน 700 บาทระเหยเป็นความร้อนและมลพิษโดยตรงจากท่อไอเสียระดับสายตาคนเดินถนน
รถไฟฟ้า + โรงไฟฟ้า โอเค ไฟฟ้าอาจจะมาจากโรงไฟฟ้าก๊าซ/ถ่านหินที่มีควัน แต่ โรงไฟฟ้าเป็นเครื่องจักรขนาดมหึมาที่ถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแปลงเชื้อเพลิงเป็นไฟฟ้าได้ประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องยนต์รถยนต์มาก (เฉลี่ย 40-60%) จากนั้นส่งมาที่รถ EV ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพโคตรสูง (กว่า 90%)
เมื่อเอามารวมกัน (แนวคิด Well-to-Wheel - ตั้งแต่ต้นทางจนถึงล้อ) การใช้ EV 1 คัน ชาร์จไฟจากโรงไฟฟ้า ปล่อย CO2 รวมน้อยกว่ารถน้ำมันที่เติมน้ำมันตรงๆ ถึงเกือบ 2 เท่า
2. เทรนด์การผลิตไฟฟ้าของไทยกำลัง "สะอาดขึ้น"
ดูจากภาพ ภาคผลิตไฟฟ้าปล่อย CO2 เยอะที่สุด (90.23 ล้านตัน) รัฐบาลและผู้ผลิตไฟฟ้ารู้เรื่องนี้ดีที่สุดครับ เขากำลังโดนกดดันระดับโลกให้เปลี่ยน
ประเทศไทยมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่เน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (แสงอาทิตย์, ลม, น้ำ) มากขึ้นเรื่อยๆ
นั่นหมายความว่า หากคุณซื้อรถ EV วันนี้ วันข้างหน้าไฟฟ้าที่คุณใช้ชาร์จจะ "สะอาดขึ้นเอง" ตามแผนของประเทศ โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ถ้าคุณซื้อรถน้ำมันวันนี้ อีก 10 ปีมันก็ยังปล่อยควันพิษเท่าเดิม (หรือแย่ลงตามอายุ)
สรุปแบบบ้านๆ ซื้อ EV วันนี้ เท่ากับซื้อ "ทางเลือกที่จะสะอาดขึ้น"
ผมไม่ได้บอกว่าคุณต้องรีบไปขายรถน้ำมันแล้วซื้อ EV วันนี้เพื่อกู้โลกนะครับ เพราะ EV ยังมีเรื่องราคาและสถานีชาร์จที่หลายคนยังไม่สะดวก
แต่ถ้าคุณกำลังจะซื้อรถใหม่ แล้วโดนเบรกเรื่อง "EV ย้ายที่ปล่อยควัน" ผมอยากให้คุณอธิบายกลับไปว่า
"ใช่ ตอนนี้อาจจะยังย้ายควันบ้าง แต่โรงไฟฟ้าทำงานมีประสิทธิภาพกว่าเครื่องยนต์รถ และที่สำคัญ โรงไฟฟ้าไทยกำลังจะสะอาดขึ้นตามแผนพลังงานชาติ แต่รถน้ำมันไม่มีทางเลือกนั้น ถ้าไม่นับเรื่องประหยัดค่าน้ำมัน การใช้ EV วันนี้ คือการเลือกที่จะปล่อยมลพิษน้อยลงตั้งแต่วันแรก และน้อยลงไปเรื่อยๆ ในอนาคต"