ชายวัยกลางคนๆหนึ่ง ทำหน้าที่เข็นรถคนไข้/คนเจ็บที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง...เห็นสภาพความจ็บป่วย บาดเจ็บหนักๆ นอนนิ่ง/นอนดิ้นรอหมออยู่บนเตียงที่เขาเข็นทุกวี่ทุกวัน...จิตใจเต็มไปด้วยความหดหู่..เบื่อหน่าย มีแต่ความทุกข์ทรมานทั้งวัน...
เขาไม่อยากทำงานนั้นอีก...แต่ก็ไม่มีทางเลือก...เพราะต้องการรายได้ไปเลี้ยงตัวและครอบครัว...เขาไม่มีกะจิตกะใจทำงานเลย เศร้า เหม่อลอย ...เหมือนไร้ชีวิต..เข็นรถคนไข้...ชนโน่น นี่ นั่น ผู้คน ข้าวของ ทำคนไข้ตกเตียงก็หลายหน....ญาติผู้ป่วยร้องเรียนเขา....รพ.ก็ทำการว่ากล่าวตักเตือนหลายครั้ง...
จนในทีสุด...ยื่นคำขาดว่า หากเกิดเรื่องไม่ดีกับคนไข้อีก...เขาต้องออกจากงาน !
เขานั่งนิ่ง.ตั้งสติอยู่หน้าหัวหน้างานอยู่นาน ! คิดได้ว่า ถ้าเขาต้องตกงาน คงไปหางานอื่นไม่ได้แน่...เพราะเรียนไม่มาก และไม่มีความสามารถอื่นใดเลย....
ในที่สุด...เขาเอ่ยปากขอโอกาสจากหัวหน้าอีกครั้งหนึ่ง...รับปากจะปรับปรุงตัวใหม่...
วันต่อมา เขาเข้าทำงานแต่เช้า...เข้าเข็นรถคนไข้ตามเดิม...แต่ระหว่างที่เขาเข็นคนไข้นั้น...เขาอยู่ด้านปลายเท้าของคนไข้..เขาตั้งใจดู "นิ้วเท้า" ของคนไข้ที่โผล่ออกมานอกผ้าห่ม....
สนใจลักษณะนิ้วและเท้าของคนไข้...แต่ละคนที่แตกต่างกัน ทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่คนชรา เจ็บหนัก เจ็บเบา นอนแบบด้วยโรคอะไร?
นานๆเข้า
เขาก็เริ่มสนุกและสะสมความรู้ในลักษณะ ความเหมือน ความแตกต่าง ของคนไข้ได้ !
เขากลับมาทำงานด้วยความสนุก ตั้งใจเข็นคนไข้ พูดจาชวนคุย "กำลังไปหาหมอนะครับ...หมอเก่งและใจดีมาก...ทนอีกนิดเดียวนะครับ...ฯลฯ"
"ดีใจด้วยนะครับ ที่หายและกลับบ้านได้แล้ว..มีรถมารับไหมครับ ? ถ้างั้นผมให้เรียกแท็กซี่นะครับ !....
พร้อมด้วยรอยยิ้ม ที่อบอุ่น ให้กำลังใจ และแสดงออกถึงความเต็มใจให้บริการ มีความสุข ความอิ่มใจ
เมื่อคนไข้/ญาติ ให้คำชื่นชมและขอบคุณในการทำหน้าที่อย่างดี...!
ไม่นานต่อมา เขาก็ได้รับการพิจารณาตอบแทนจากหัวหน้าและโรงพยาบาล...
เขามีความสุขจากการให้บริการคนไข้ ได้รับความรู้เรื่องการดูลักษณะเท้าผู้คน รายได้-ความมั่นคงจากงาน และอิ่มใจ ที่ได้ให้ความสุข/สบายใจกับคนไข้ที่มาหาหมอทุกคน-ทุกวัน !
----------------
“เมื่อมีโอกาสและมีงานทำ ควรเต็มใจทำ
โดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้ หรือเงื่อนไขอันใดไว้ ให้เป็นเครื่องกีดขวาง
คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับสิ่งใด ย่อมทำได้เสมอ
ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยัน และความซื่อสัตย์สุจริต
ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในงานที่ทำ สูงขึ้น"
พระบรมราโชวาทของ ในหลวงรัชกาลที่ 9
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา 8 กรกฎาคม 2530
---------------
การทำงานเพื่อเงินนั้น
ต้องรอจนกว่าจะได้เงินเสียก่อน จึงจะรู้สึกพอใจ
ถ้าทำงานเพื่องาน
พอลงมือทำก็พอใจแล้ว และเป็นสุขทันที
ส่วนเงินนั้น ก็ไม่ไปไหนเสีย
-พุทธทาสภิกขุ-
คนเข็นเตียงผู้ป่วย
เขาไม่อยากทำงานนั้นอีก...แต่ก็ไม่มีทางเลือก...เพราะต้องการรายได้ไปเลี้ยงตัวและครอบครัว...เขาไม่มีกะจิตกะใจทำงานเลย เศร้า เหม่อลอย ...เหมือนไร้ชีวิต..เข็นรถคนไข้...ชนโน่น นี่ นั่น ผู้คน ข้าวของ ทำคนไข้ตกเตียงก็หลายหน....ญาติผู้ป่วยร้องเรียนเขา....รพ.ก็ทำการว่ากล่าวตักเตือนหลายครั้ง...
จนในทีสุด...ยื่นคำขาดว่า หากเกิดเรื่องไม่ดีกับคนไข้อีก...เขาต้องออกจากงาน !
เขานั่งนิ่ง.ตั้งสติอยู่หน้าหัวหน้างานอยู่นาน ! คิดได้ว่า ถ้าเขาต้องตกงาน คงไปหางานอื่นไม่ได้แน่...เพราะเรียนไม่มาก และไม่มีความสามารถอื่นใดเลย....
ในที่สุด...เขาเอ่ยปากขอโอกาสจากหัวหน้าอีกครั้งหนึ่ง...รับปากจะปรับปรุงตัวใหม่...
วันต่อมา เขาเข้าทำงานแต่เช้า...เข้าเข็นรถคนไข้ตามเดิม...แต่ระหว่างที่เขาเข็นคนไข้นั้น...เขาอยู่ด้านปลายเท้าของคนไข้..เขาตั้งใจดู "นิ้วเท้า" ของคนไข้ที่โผล่ออกมานอกผ้าห่ม....
สนใจลักษณะนิ้วและเท้าของคนไข้...แต่ละคนที่แตกต่างกัน ทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่คนชรา เจ็บหนัก เจ็บเบา นอนแบบด้วยโรคอะไร?
นานๆเข้า เขาก็เริ่มสนุกและสะสมความรู้ในลักษณะ ความเหมือน ความแตกต่าง ของคนไข้ได้ !
เขากลับมาทำงานด้วยความสนุก ตั้งใจเข็นคนไข้ พูดจาชวนคุย "กำลังไปหาหมอนะครับ...หมอเก่งและใจดีมาก...ทนอีกนิดเดียวนะครับ...ฯลฯ"
"ดีใจด้วยนะครับ ที่หายและกลับบ้านได้แล้ว..มีรถมารับไหมครับ ? ถ้างั้นผมให้เรียกแท็กซี่นะครับ !....
พร้อมด้วยรอยยิ้ม ที่อบอุ่น ให้กำลังใจ และแสดงออกถึงความเต็มใจให้บริการ มีความสุข ความอิ่มใจ
เมื่อคนไข้/ญาติ ให้คำชื่นชมและขอบคุณในการทำหน้าที่อย่างดี...!
ไม่นานต่อมา เขาก็ได้รับการพิจารณาตอบแทนจากหัวหน้าและโรงพยาบาล...
เขามีความสุขจากการให้บริการคนไข้ ได้รับความรู้เรื่องการดูลักษณะเท้าผู้คน รายได้-ความมั่นคงจากงาน และอิ่มใจ ที่ได้ให้ความสุข/สบายใจกับคนไข้ที่มาหาหมอทุกคน-ทุกวัน !
----------------
ต้องรอจนกว่าจะได้เงินเสียก่อน จึงจะรู้สึกพอใจ
ถ้าทำงานเพื่องาน
พอลงมือทำก็พอใจแล้ว และเป็นสุขทันที
ส่วนเงินนั้น ก็ไม่ไปไหนเสีย