สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน
ขอบอกก่อนว่าผมไม่ใช่นักรีวิวหนัง แต่เป็นคนที่ชอบดูหนังและมีประสบการณ์ดูหนังมาอย่างหลากหลาย จึงอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ความคิดหลังรับชมมา อาจจะมีรีวิวหนังอื่นๆมากมายตามมา อยากให้อ่านเพื่อเป็น Entertainment นะครับ
**ในบทความอาจจะมีพูดถึงจุดสำคัญของหนัง ผมรีวิวในฐานะคนที่ดูหนังเท่านั้นนะครับ!!**
-----------------------------------------
ต้องบอกก่อนเลย Obsession เนี่ยเป็นหนังที่ผมรักมากในปี 2026 นับเป็นระดับแบบ Tier SSS ได้เลย ยากมากที่จะหาหนัง Genre เดียวกันมาเทียบในปีนี้ คือเป็นหนังที่ไม่คาดหวังมาก แต่ตั้งแต่เห็น Trailer แต่Acting นักแสดงทำให้หนังน่าดู คือส่วนตัวผมชอบหนังแนวหลอนที่ไม่ใช่ผีเพราะหลักและเหตุผลมันจะเข้าใจง่ายกว่า ผีบางทีแค่ไปเหยียบเท้าก็โกรธอย่างกะผีบ้า มันดูไร้สาระเกินไปแต่ถ้าเป็น ปีศาจ ซาตาน ยังเข้าใจได้เพราะเป็นสิ่งที่ชอบเล่นสนุกกับชีวิตคน ไม่เน้นเหตุผลเพราะมันชั่วร้ายนั่นเอง
**เรื่องนี้จะพิเศษ เนื่องจากเป็นหนังที่ผมค่อนข้างเชียร์ให้ไปดูฉะนั้นจะพูดถึงบทนำคร่าวๆซึ่งน่าจะเป็นแก่นที่ทุกคนทราบมาอยู่แล้ว**
-----------------------------------------
บทนำ
หนังเนี่ยเล่าเรื่องเข้าใจไม่ยากเลยเป็นการเล่าเรื่องแบบ Linear เส้นตรงสุดๆ เปิดมาทำให้เราเรื่มรู้จัก 4 ตัวละครเพื่อนรักไปพร้อมๆกันก่อน นั้นคือ Ian (เอียน), Sarah (ซาร่า), Bear (แบร์), และ, Nikki (นิกกี้) โดยผมจะขอพูดชื่อแค่ 4 ตัวละครนี้เป็นหลักนะครับเพราะว่าเรื่องนี้ตัวละครไม่เยอะเน้นโฟกัสแค่ 4 ตัวนี้พอ
จากต้นเรื่องเนี่ยเราจะได้รู้จักว่าพวกเขาเนี่ยเป็นเพื่อนกันทำงานที่เดียวกันและชอบไปเที่ยว Hangout สุดสัปดาห์กันบ่อยๆ ตามภาษาเด็ก ม.ปลายที่พึ่งจบ กำลังจะหาเส้นทางตัวเองต่อไป (ใช่ครับ Setting หนังคือ Post High School period) ซึ่งแน่นอนฝรั่งมักจะดูโตกว่าช่วงอายุอยู่แล้วจึงไม่น่าแปลกใจนัก หนังเข้าประเด็นอย่างรวดเร็ว Bear นั้นกำลังซ้อมบทเพื่อไปบอกชอบ Nikki โดยมีเอียนเป็นผู้กำกับ แต่ทั้งคู่ก็มองว่ามันไม่เข้าท่า เราก็จะได้เห็นว่า Bear เนี่ยมี character เป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองอ้อนแอ้นกว่าผู้ชายแบบ Ian ที่ดูมาดแมนและมั่นใจในตัวเองมากกว่า
โดยในคืนงานเลี้ยงฉลองที่ Nikkie จะออกจากงานไปเรื่มชีวิตที่อื่นนั้น ก็คือวันเดียวกันกับที่ Bear มันก็จะเตรียมบอกชอบ แต่ Ian ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่จากในบรรยากาศบนโต๊ะจะเห็นเลยว่า Nikki สนใจความรู้สึกแบร์น้อยมาก เหมือนจะชอบที่ Bear เป็นโถไว้ระบายอารมณ์ความรู้สึกตัวเองมากกว่า แต่จะมี Sarah ที่คอยถามไถ่เข้าใจความรู้สึก Bear จริงๆ เพราะวันนั้นก็ประจวบว่าแมวของ Bear แอบไปขุ้ยยาที่อยู่ในตู้กินจนตุยเย่ คือหลากหลายอารมมากในคืนนั้น จนงานเลี้ยงเลิกลา Nikki ก็ขอให้คนไปส่งบ้านเพราะง่วงนอน Bear จึงรีบอาสาเผื่อจะสบโอกาสได้บอกชอบสะที แต่ก็นั่นแหละครับ ระหว่างทาง Nikki ก็เหมือนส่งสัญญาณบางอย่างว่าคิดกับ Bear แบบไหน Bear ก็ไม่รู้จะทำตัวยังไงจึงบอกว่ามีของที่ซื้อเตรียมไว้ให้ เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญจึงอยากให้ (เพราะนิกกี้ก่อนไปเที่ยวกลางคืนสร้อยคอตกหายด้วยเป็นหินสายมู) แบร์จึงแอบไปซื้อไม้วิเศษขอพรมาให้นิกกี้ แต่นิกกี้ไม่อยากรับเพราะเหมือนจะเป็น การรับรักอะไรทำนองนั้น จึงสุดท้าย Bear ก็ไม่ได้ให้กิ่งไม้วิเศษไป (One Wish Willow) ก็เป็นอย่างที่ทุกคนทราบขอพรให้หญิงที่ตนแอบรักมารักเขาคนเดียวที่สุดในโลกมากกว่าใครๆ ความวายป่วงจนวินาศได้เกิดขึ้น
-----------------------------------------
ในเรื่องนี้ผมขอไม่สปอย์รายละเอียดเยอะเหมือนกระทู้อื่นๆนะครับอยากจะคุยและแชร์ความรู้สึกจริงๆเท่านั้นส่วนเนื้อหาหลังจาก Bear หักกิ่งไม้เป็นยังไงต่อขอให้ทุกคนได้ไปลิ้มลองด้วยตัวเองจะสนุกกว่าครับผม!!
มาถึงบทรุปส่งท้ายความรู้สึกส่วนตัวจากทั้งหมดทั้งมวลครับ
จากใจคนที่ดูหนังมามากมายตั้งแต่วัยเด็กจนปัจจุบัน ผมต้องยอมรับเลยว่าถ้าไม่รู้ว่าเป็นหนังทุนต่ำก็คือใช้นักแสดงโครตมากฝีมือ เอาอยู่ในตัวบทแบบ ตีบทแตกมาก ทำให้เราเกลียดตัวละครนั้นได้จริงๆ เชียร์ตัวละครนั้นได้จริงๆ และรักตัวละครนั้นได้จริงๆ คือมันให้อารมณ์ร่วมที่หนังสมัยนี้จะไม่ค่อยใส่ใจกันแล้วชอบจะยัดความ Art การตีความสะเยอะจนลืมว่าหนังที่สนุกมันไม่ต้องยาก และหนังที่ยากมันก็ไม่ได้แปลว่าหนังดีเสมอไป!!
แต่ว่าหนังเรื่องนี้เนี้ยเหมือนจุดไฟให้เราตั้งแต่แรกเรื่มและแน่นอนมันเป็นหนังแนวหลอนจิต ปั่นประสาท มี Jump scare บ้าง แต่ทำให้เราอึดอัดได้ทั้งเรื่องถ้าให้เทียบแนวเดียวกันที่นึกออกจะมี Companion ที่ผมพึ่งได้มีโอกาสดูไปเลยใน Netflix เป็นหนังที่สนุกให้ความรู้สึกกดดันไม่ถึงขั้นกับรู้สึก Imprison ขนาดนั้นแต่เหมือนคนที่ไม่รู้จะเอาชีวิตรอดจากคนที่กุมชีวิตเราได้ยังไงคล้ายๆกันนั่นเอง
ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวหนัง Obessesion เนี้ยผมก็อยากบอกเลยว่าเป็นหนังที่อัดแน่นความหลอน ความอึดอัด ความปริศนา ไว้อย่างครบรสมากแม้ในตอนท้ายดูรีบบีบไปหน่อยหลังจากได้รู้เฉลยบางอย่าง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้Ian แอบเล่นจ้ำจี้กับ Nikki มาตลอดและเหมือน Ian ก็ชอบ Nikki เช่นเดียวกันแต่ปิดบังเพื่อนตัวเอง ถึงแม้ในตอนท้ายแบร์จะเรื่มเอียงไปทาง sarah แล้วแต่ก็ต้องมาตกม้าตาย โดน Freaking Nikki ทุบตุยเย่ ก็แอบเสียดายตัวละคร Sarah มากเป็นตัวละครที่ดูมีศักยภาพ บทน้อยตายเร็วไปหน่อย
หนังเรื่องนี้เหมือนพยายามบีบคนดูมาเรื่อยๆให้รู้สึกอึดอัดมากๆแล้วมาระเบิดตู้มตอนจบทีเดียวเหมือนจะโล่งนะ แต่แบบมันยังค้างคาใจแล้วยังไงต่อวะ คือเป็นการดูหนังที่แบบผมบอกเลย คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์!!
ข้อดีข้อเสียของหนัง
เหมือนหนังจะมีแต่ข้อดีใช่มั้ย แต่ก็อย่างที่ทราบกันดี ไม่มีเรื่องไหน perfect ถึงจะชอบมันมากๆจนมองข้ามข้อเสียได้ แต่มันก็ต้องย่อมมีในทุกๆเรื่อง
ข้อดี
- เป็นหนังที่ดูเข้าใจง่าย แต่ยังแอบมีปริศนาที่ไม่เปิดเผยให้เราได้คิดวิเคราะห์
- ตัวละครไม่เยอะทำให้คนดูโฟกัสง่าย ชื่อก็จำง่าย
- บรรยากาศ setting ดูหลอนและอึดอัดมากคือทำได้ดีกว่าหนังทุนสูงหลายๆเรื่อง
ขอเสีย
- เป็นหนังที่ดู scale เล็กไปหน่อย หมายถึงว่าเอาจริงๆมันมีตัวละครที่อาจจะมีความเกี่ยวข้องได้มากกว่านี้แต่พอบทมันเกลี่ยไปแค่ 4 คนหลักๆเนี่ย มันทำให้เหมือนกับว่าทั้งเมืองมีแค่ 4 คนนี้และการที่ Nikki ดูแปลกไปหรือทำอะไรที่ไม่ดีเนี่ยไม่เป็นที่พูดถึง เช่น วัน Boy night ทุกคนก็เห็นว่า Nikkie

โครต Creep แค่ไหน แต่ไม่มีการเล่าหรือให้เห็นในด้านของ Ian และ Sarah เลยเช่นกัน การกระจาย Air time อาจจะน้อยไปหน่อย
- การรับมือสถานการณ์เหนือธรรมชาติ ต้องเข้าใจก่อนครับว่าในชีวิตจริงคนเรา คนทั่วไปเมื่อเจอกับสิ่งที่ไม่เข้าใจเราจะวิ่งหาอะไรครับ ใช่ เครื่องราง พระ หรือวิ่งหาที่พึ่งทางใจ แต่ในเรื่องเนี่ยพอไปกลางๆเรื่อง Bear มันก็รู้เต็มกลืนว่าไม่ใช่ Nikki ตัวจริงมันควรจะทำอะไรที่เหมือนเป็น Instinct มากกว่านี้ แต่ถ้าคิดในมุมที่ผมเข้าใจคือ มันก็อยากเก็บ Nikki ไว้แบบนั้นแหละ อยากครอบครองไม่อยากให้กลับคืนร่างเดิมมันจึงไม่อยากหาทางที่จะมากำจัดจริงๆ ถึงแม้ว่า Customer Support จะบอกว่าไม่มีทางแก้ แต่ถ้าอ้างอิงตามหลัก ปีศาจ มันก็ต้องมีทางขับไล่ได้สักทางละหน่า บาทหลวงก็น่าจะคำตอบอะไรให้บ้าง
แต่ Element ในด้านนั้นไม่มีก็พอเข้าใจได้ไม่ใช่หนังไล่ผี แต่ควรมี optional ให้มากกว่านี้
- Ian ดูไม่หึงหวง Nikki เท่าที่ควรเหมือนบทมันทำให้เราตายใจว่า Ian ไม่ได้คิดอะไรกับใครเลย ก็แค่ผู้ชายที่รักเพื่อนพ้อง แต่จู่ๆก็ยัดบทมาว่า Ian แอบจู๋จี๋กับ Nikki ซึ่งมันดูเหมือนยัดบทให้ได้ไปต่อมากกว่าในส่วนนึง มันควรมีฉากที่แสดงออกทางท่าทางมากกว่านี้ สักหน่อย
เป็นการรับชมที่สนุกแม้บทจะยังแข็งไม่มากเท่าที่ควรแต่ การนำเสนอผ่านนักแสดงนี่ตราตรึงจนลืมเรื่องบทที่หลวมในบางอย่างไปเลย แนะนให้ดูครับ
------------------------------------------------------------
ท้ายที่สุดแล้วคะแนนที่ผมจะให้สำหรับหนังเรื่องนี้อยู่ที่ 9/10 คะแนนครับ
[CR] รีวิวหนังหลังดู Obsession 2026
ขอบอกก่อนว่าผมไม่ใช่นักรีวิวหนัง แต่เป็นคนที่ชอบดูหนังและมีประสบการณ์ดูหนังมาอย่างหลากหลาย จึงอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ความคิดหลังรับชมมา อาจจะมีรีวิวหนังอื่นๆมากมายตามมา อยากให้อ่านเพื่อเป็น Entertainment นะครับ
**ในบทความอาจจะมีพูดถึงจุดสำคัญของหนัง ผมรีวิวในฐานะคนที่ดูหนังเท่านั้นนะครับ!!**
-----------------------------------------
ต้องบอกก่อนเลย Obsession เนี่ยเป็นหนังที่ผมรักมากในปี 2026 นับเป็นระดับแบบ Tier SSS ได้เลย ยากมากที่จะหาหนัง Genre เดียวกันมาเทียบในปีนี้ คือเป็นหนังที่ไม่คาดหวังมาก แต่ตั้งแต่เห็น Trailer แต่Acting นักแสดงทำให้หนังน่าดู คือส่วนตัวผมชอบหนังแนวหลอนที่ไม่ใช่ผีเพราะหลักและเหตุผลมันจะเข้าใจง่ายกว่า ผีบางทีแค่ไปเหยียบเท้าก็โกรธอย่างกะผีบ้า มันดูไร้สาระเกินไปแต่ถ้าเป็น ปีศาจ ซาตาน ยังเข้าใจได้เพราะเป็นสิ่งที่ชอบเล่นสนุกกับชีวิตคน ไม่เน้นเหตุผลเพราะมันชั่วร้ายนั่นเอง
**เรื่องนี้จะพิเศษ เนื่องจากเป็นหนังที่ผมค่อนข้างเชียร์ให้ไปดูฉะนั้นจะพูดถึงบทนำคร่าวๆซึ่งน่าจะเป็นแก่นที่ทุกคนทราบมาอยู่แล้ว**
-----------------------------------------
บทนำ
หนังเนี่ยเล่าเรื่องเข้าใจไม่ยากเลยเป็นการเล่าเรื่องแบบ Linear เส้นตรงสุดๆ เปิดมาทำให้เราเรื่มรู้จัก 4 ตัวละครเพื่อนรักไปพร้อมๆกันก่อน นั้นคือ Ian (เอียน), Sarah (ซาร่า), Bear (แบร์), และ, Nikki (นิกกี้) โดยผมจะขอพูดชื่อแค่ 4 ตัวละครนี้เป็นหลักนะครับเพราะว่าเรื่องนี้ตัวละครไม่เยอะเน้นโฟกัสแค่ 4 ตัวนี้พอ
จากต้นเรื่องเนี่ยเราจะได้รู้จักว่าพวกเขาเนี่ยเป็นเพื่อนกันทำงานที่เดียวกันและชอบไปเที่ยว Hangout สุดสัปดาห์กันบ่อยๆ ตามภาษาเด็ก ม.ปลายที่พึ่งจบ กำลังจะหาเส้นทางตัวเองต่อไป (ใช่ครับ Setting หนังคือ Post High School period) ซึ่งแน่นอนฝรั่งมักจะดูโตกว่าช่วงอายุอยู่แล้วจึงไม่น่าแปลกใจนัก หนังเข้าประเด็นอย่างรวดเร็ว Bear นั้นกำลังซ้อมบทเพื่อไปบอกชอบ Nikki โดยมีเอียนเป็นผู้กำกับ แต่ทั้งคู่ก็มองว่ามันไม่เข้าท่า เราก็จะได้เห็นว่า Bear เนี่ยมี character เป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองอ้อนแอ้นกว่าผู้ชายแบบ Ian ที่ดูมาดแมนและมั่นใจในตัวเองมากกว่า
โดยในคืนงานเลี้ยงฉลองที่ Nikkie จะออกจากงานไปเรื่มชีวิตที่อื่นนั้น ก็คือวันเดียวกันกับที่ Bear มันก็จะเตรียมบอกชอบ แต่ Ian ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่จากในบรรยากาศบนโต๊ะจะเห็นเลยว่า Nikki สนใจความรู้สึกแบร์น้อยมาก เหมือนจะชอบที่ Bear เป็นโถไว้ระบายอารมณ์ความรู้สึกตัวเองมากกว่า แต่จะมี Sarah ที่คอยถามไถ่เข้าใจความรู้สึก Bear จริงๆ เพราะวันนั้นก็ประจวบว่าแมวของ Bear แอบไปขุ้ยยาที่อยู่ในตู้กินจนตุยเย่ คือหลากหลายอารมมากในคืนนั้น จนงานเลี้ยงเลิกลา Nikki ก็ขอให้คนไปส่งบ้านเพราะง่วงนอน Bear จึงรีบอาสาเผื่อจะสบโอกาสได้บอกชอบสะที แต่ก็นั่นแหละครับ ระหว่างทาง Nikki ก็เหมือนส่งสัญญาณบางอย่างว่าคิดกับ Bear แบบไหน Bear ก็ไม่รู้จะทำตัวยังไงจึงบอกว่ามีของที่ซื้อเตรียมไว้ให้ เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญจึงอยากให้ (เพราะนิกกี้ก่อนไปเที่ยวกลางคืนสร้อยคอตกหายด้วยเป็นหินสายมู) แบร์จึงแอบไปซื้อไม้วิเศษขอพรมาให้นิกกี้ แต่นิกกี้ไม่อยากรับเพราะเหมือนจะเป็น การรับรักอะไรทำนองนั้น จึงสุดท้าย Bear ก็ไม่ได้ให้กิ่งไม้วิเศษไป (One Wish Willow) ก็เป็นอย่างที่ทุกคนทราบขอพรให้หญิงที่ตนแอบรักมารักเขาคนเดียวที่สุดในโลกมากกว่าใครๆ ความวายป่วงจนวินาศได้เกิดขึ้น
-----------------------------------------
ในเรื่องนี้ผมขอไม่สปอย์รายละเอียดเยอะเหมือนกระทู้อื่นๆนะครับอยากจะคุยและแชร์ความรู้สึกจริงๆเท่านั้นส่วนเนื้อหาหลังจาก Bear หักกิ่งไม้เป็นยังไงต่อขอให้ทุกคนได้ไปลิ้มลองด้วยตัวเองจะสนุกกว่าครับผม!!
มาถึงบทรุปส่งท้ายความรู้สึกส่วนตัวจากทั้งหมดทั้งมวลครับ
จากใจคนที่ดูหนังมามากมายตั้งแต่วัยเด็กจนปัจจุบัน ผมต้องยอมรับเลยว่าถ้าไม่รู้ว่าเป็นหนังทุนต่ำก็คือใช้นักแสดงโครตมากฝีมือ เอาอยู่ในตัวบทแบบ ตีบทแตกมาก ทำให้เราเกลียดตัวละครนั้นได้จริงๆ เชียร์ตัวละครนั้นได้จริงๆ และรักตัวละครนั้นได้จริงๆ คือมันให้อารมณ์ร่วมที่หนังสมัยนี้จะไม่ค่อยใส่ใจกันแล้วชอบจะยัดความ Art การตีความสะเยอะจนลืมว่าหนังที่สนุกมันไม่ต้องยาก และหนังที่ยากมันก็ไม่ได้แปลว่าหนังดีเสมอไป!!
แต่ว่าหนังเรื่องนี้เนี้ยเหมือนจุดไฟให้เราตั้งแต่แรกเรื่มและแน่นอนมันเป็นหนังแนวหลอนจิต ปั่นประสาท มี Jump scare บ้าง แต่ทำให้เราอึดอัดได้ทั้งเรื่องถ้าให้เทียบแนวเดียวกันที่นึกออกจะมี Companion ที่ผมพึ่งได้มีโอกาสดูไปเลยใน Netflix เป็นหนังที่สนุกให้ความรู้สึกกดดันไม่ถึงขั้นกับรู้สึก Imprison ขนาดนั้นแต่เหมือนคนที่ไม่รู้จะเอาชีวิตรอดจากคนที่กุมชีวิตเราได้ยังไงคล้ายๆกันนั่นเอง
ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวหนัง Obessesion เนี้ยผมก็อยากบอกเลยว่าเป็นหนังที่อัดแน่นความหลอน ความอึดอัด ความปริศนา ไว้อย่างครบรสมากแม้ในตอนท้ายดูรีบบีบไปหน่อยหลังจากได้รู้เฉลยบางอย่าง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
หนังเรื่องนี้เหมือนพยายามบีบคนดูมาเรื่อยๆให้รู้สึกอึดอัดมากๆแล้วมาระเบิดตู้มตอนจบทีเดียวเหมือนจะโล่งนะ แต่แบบมันยังค้างคาใจแล้วยังไงต่อวะ คือเป็นการดูหนังที่แบบผมบอกเลย คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์!!
ข้อดีข้อเสียของหนัง
เหมือนหนังจะมีแต่ข้อดีใช่มั้ย แต่ก็อย่างที่ทราบกันดี ไม่มีเรื่องไหน perfect ถึงจะชอบมันมากๆจนมองข้ามข้อเสียได้ แต่มันก็ต้องย่อมมีในทุกๆเรื่อง
ข้อดี
- เป็นหนังที่ดูเข้าใจง่าย แต่ยังแอบมีปริศนาที่ไม่เปิดเผยให้เราได้คิดวิเคราะห์
- ตัวละครไม่เยอะทำให้คนดูโฟกัสง่าย ชื่อก็จำง่าย
- บรรยากาศ setting ดูหลอนและอึดอัดมากคือทำได้ดีกว่าหนังทุนสูงหลายๆเรื่อง
ขอเสีย
- เป็นหนังที่ดู scale เล็กไปหน่อย หมายถึงว่าเอาจริงๆมันมีตัวละครที่อาจจะมีความเกี่ยวข้องได้มากกว่านี้แต่พอบทมันเกลี่ยไปแค่ 4 คนหลักๆเนี่ย มันทำให้เหมือนกับว่าทั้งเมืองมีแค่ 4 คนนี้และการที่ Nikki ดูแปลกไปหรือทำอะไรที่ไม่ดีเนี่ยไม่เป็นที่พูดถึง เช่น วัน Boy night ทุกคนก็เห็นว่า Nikkie
- การรับมือสถานการณ์เหนือธรรมชาติ ต้องเข้าใจก่อนครับว่าในชีวิตจริงคนเรา คนทั่วไปเมื่อเจอกับสิ่งที่ไม่เข้าใจเราจะวิ่งหาอะไรครับ ใช่ เครื่องราง พระ หรือวิ่งหาที่พึ่งทางใจ แต่ในเรื่องเนี่ยพอไปกลางๆเรื่อง Bear มันก็รู้เต็มกลืนว่าไม่ใช่ Nikki ตัวจริงมันควรจะทำอะไรที่เหมือนเป็น Instinct มากกว่านี้ แต่ถ้าคิดในมุมที่ผมเข้าใจคือ มันก็อยากเก็บ Nikki ไว้แบบนั้นแหละ อยากครอบครองไม่อยากให้กลับคืนร่างเดิมมันจึงไม่อยากหาทางที่จะมากำจัดจริงๆ ถึงแม้ว่า Customer Support จะบอกว่าไม่มีทางแก้ แต่ถ้าอ้างอิงตามหลัก ปีศาจ มันก็ต้องมีทางขับไล่ได้สักทางละหน่า บาทหลวงก็น่าจะคำตอบอะไรให้บ้าง
แต่ Element ในด้านนั้นไม่มีก็พอเข้าใจได้ไม่ใช่หนังไล่ผี แต่ควรมี optional ให้มากกว่านี้
- Ian ดูไม่หึงหวง Nikki เท่าที่ควรเหมือนบทมันทำให้เราตายใจว่า Ian ไม่ได้คิดอะไรกับใครเลย ก็แค่ผู้ชายที่รักเพื่อนพ้อง แต่จู่ๆก็ยัดบทมาว่า Ian แอบจู๋จี๋กับ Nikki ซึ่งมันดูเหมือนยัดบทให้ได้ไปต่อมากกว่าในส่วนนึง มันควรมีฉากที่แสดงออกทางท่าทางมากกว่านี้ สักหน่อย
เป็นการรับชมที่สนุกแม้บทจะยังแข็งไม่มากเท่าที่ควรแต่ การนำเสนอผ่านนักแสดงนี่ตราตรึงจนลืมเรื่องบทที่หลวมในบางอย่างไปเลย แนะนให้ดูครับ
------------------------------------------------------------
ท้ายที่สุดแล้วคะแนนที่ผมจะให้สำหรับหนังเรื่องนี้อยู่ที่ 9/10 คะแนนครับ
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้