[CR] รีวิวหนัง ความรู้สึกส่วนตัวหลังดู The Odyssey 2026

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน

                  ขอบอกก่อนว่าผมไม่ใช่นักรีวิวหนัง แต่เป็นคนที่ชอบดูหนังและมีประสบการณ์ดูหนังมาอย่างหลากหลาย จึงอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ความคิดหลังรับชมมา อาจจะมีรีวิวหนังอื่นๆมากมายตามมา อยากให้อ่านเพื่อเป็น Entertainment นะครับ

**ในบทความอาจจะมีพูดถึงจุดสำคัญของหนัง ผมอาจจะไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนแต่จะรีวิวในฐานะคนที่ดูหนังเท่านั้นนะครับ!!**


                                                                              -----------------------------------------

เรามาเรื่มรีวิวกันดีกว่า

                   เกริ่นก่อนนะครับว่า ผมเคยดูหนังที่มีความเชื่อมโยงกันอย่าง Troy 2004 ที่ Bratt Pit เล่น แล้วชอบมากในการนำเสนอของหนังให้เด็กคนนึงที่ไม่เคยรู้จักมหากาพย์ของ The iliad ความเท่ของดาราอย่าง Bratt pit ถูกดึงออกมาใช้อย่างดีงามทำให้บทเด่นอย่าง Achilles ถูกจดจำจวบจนวันนี้และยังเป็นหนัง Troy version ที่ถูกพูดถึงที่สุด แม้จะวกกลับไปดูก็ยังตราตรึงและทำให้ขนลุกได้เสมอ แม้สมัยนั้นคนจะรีวิวว่ามันไม่ได้ดีอย่างที่มันควรจะเป็น อาจจะเพราะมีการดัดแปลงจาก ตัวนิยายเองก็ตามที่ไม่ตรงตามเป๊ะๆในบางจุด แต่ในมุมคนที่ไม่เคยอ่านกลับชอบและยกให้เป็นหนังที่ คลาสสิค ที่ยกกลับมาดูทีไรก็ยังรู้สึกไม่เบื่อเลย

ทีนี้กลับมาถึงหัวใจหลักของเรา The Odyssey ของผู้กำกับมากฝีมือ Nolan ที่ทุกคนต่างก็อยากไปเล่นหนังของเขา!

                   ก่อนที่หนังจะเข้าโรงมีการโปรโมต มีการพูดถึงว่ามันคือหนังที่เกี่ยวกับ Troy เกี่ยวกับ Achilles อย่างแน่นอนทำให้เป็นที่ถกเถียงกันมายาวนานว่า หนังมันจะออกมาแบบไหนและที่สำคัญที่สุด Casting จะลบภาพจำตำนานอย่าง Troy 2004 ได้หรือไม่ นั่นคือคำถามที่อยู่ในใจผมและน่าจะใครหลายคนก่อนหนังจะเข้า แน่นอนว่าหนังไม่ได้เล่า Part ของ Achilles โดยตรง แต่เป็นการเล่าการเดินทางกลับบ้านหลังจบศึก Troy ของ Odysseus (เอาจริงๆผมก็พึ่งมารู้ตอนหนังใกล้เข้าว่ามันเกี่ยวกับอะไร)

                   แน่นอนหลังจากเปิดตัว Casting กระแสดราม่าเนี่ยมีมาเต็มน่าจะพอทราบกันอยู่แล้วหลักๆคือ Casting ของ Helen of Troy และ Ellen Page ที่ตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็น Achilles แต่ภายหลังก่อนหนังเข้าก็เฉลยว่าคือ Sinon คนก็เลยไม่ได้ติดอะไรสำหรับ Casting ของ Ellen คนนี้


                                                       -------------------------------------------------------------------------------


มาถึง Part ของการรีวิวหนังนะครับ

ผมจะไม่ได้เจาะทุกประเด็นแต่จะแบ่งองรีวิวค์ ออกเป็น 3 ท่อนคือ บทเรื่ม บทกลาง บทท้าย เพราะหนังมันยาวมากจะให้รีวิวครบจบทุกเม็ดน่าจะยากและผมไม่ได้มี Detail ความรู้จากหนังสือขนาดนั้น

ในหนังเนี่ยจะเปิดการเล่าเรื่องแบบไม่ได้เป็น Linear time line แต่มันไม่ก็ไม่ได้ทำให้สับสนแต่อย่างใด คนที่อยากดูเพลินๆก็สามารถเข้าไปรับชมได้

                                                                                           ------------------------

บทเรื่ม หลังจบศึก Troy และ ภรรยาผู้ภักดี

                        ในส่วนนี้ หนังดึงตัวผมได้อย่างอยู่หมัดเหมือนให้รู้สึกว่ามันจะเดือดในระดับนึงคือการฆ่า Sinon โชว์แต่ต้นเรื่องและ Troy นำม้าลากเข้าไปในเมือง ซึ่งทุกคนก็รู้อยู่แล้วหลังจากนี้มันเกิดอะไรขึ้นต่อ ทีนี้หนังก็ตัดมาที่บทในปราสาท Ithaca (อิทาก้า) บ้านเกิดของพระเอก แสดงให้เห็นครอบครัวของ Odysseus ทั้งลูกและภรรยา องครักษ์ และ หมาผู้จงรักภักดี ที่รอคอยการกลับมาของเขาอย่างเลื่อนลอย ซึ่งหนังก็ได้แสดง Timeline สลับไปมาอยู่เรื่อยๆ ทำให้เราเข้าใจว่า Odysseus เนี่ยจากไปบ้านไปรบหลายปีมากแล้วตั้งแต่ลูกเล็กๆจนปัจจุบันโตเป็นวัยรุ่นแล้ว (จากบ้านไปราวๆ10กว่าปี ตามความเข้าใจ) ที่เหลือเป็นยังไงต่อคนที่ดูมาแล้วก็น่าจะเข้าใจ ก็เล่าการเดินทางประสบการณ์ที่ผ่านมาของ Odysseus สลับกับเหตุการณ์ที่ Ithaca ไปเรื่อยๆ

ขอพูดในความรู้สึกขององค์แรกนี้ก่อนนะครับ ( 1 ชั่วโมงแรกของหนัง) ผมรู้สึกว่ามันเนิบมาก เนิบจนฉากแรกที่ Sinon ตุยไปเนี่ยมันถูกกลบหายไป อาจจะมีความตึงเครียดในปราสาท Ithaca ที่ผู้สู่ขอมาบูลลี่ลูกชาย Odysseus เพราะต้องการเคลมบัลลังค์แต่งงานกับ Penelope (เมียของ Odysseus)

ผมรู้สึกว่าโอเคชื่นชอบในความ Practical ของหนังและมีการโฆษณา มาอย่างมากมายว่าจะใช้ CG น้อยสุดๆซึ่งมันจะเข้ากับ concept หนังสมัยก่อนเช่น Troy 2004 ที่สร้างม้ามาจริงๆและใช้นักแสดงประกอบเยอะมากเพื่อเข้าฉากสงครามหรือในฉากใหญ่ๆ ให้ความรู้สึกสมจริงมากๆ และการถ่ายทำฉากต่างๆเนี่ยมันมีความ Art สูงมากทุกการแพลนกล้องของหนังเรื่องนี้เหมือนมีความปราณีตในทุกจุด ไหลลื่นและไม่รู้สึกว่าการตัดต่อนำเสนอนั้นขัดใจ มีขัดใจแค่บางฉากมันสั้นได้มากกว่านี้ มันเหมือนเป็น Dead air หรือพร่ำเพร้อเกินไป แต่เราก็ทนดูไปเพราะอยากจะรู้ว่าการเดินทางเขาต้องผ่านอะไรไปบ้าง แต่เอาตรงๆสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านแต่เห็นตัวอย่างการโปรโมตแม้กระทั่ง โปสเตอร์เอง ก็สปอยเยอะเกินไปและให้ความรู้สึกว่ามันไม่หมกเม็ดบ้างเลยหรอ


                                                                               -----------------------------------------------------------

บทกลาง การเดินทางของนักรบผู้ยิ่งใหญ่ สู่การกลับบ้านที่โหยหามานาน

                   ในส่วนนี้ Odysseus ก็ได้เล่าเรื่องก่อนที่จะมาติดเกาะให้ผู้หญิงคนนึงที่ชื่อว่า Calypso (คาลิปโซ่) ฟัง ถ้าใครไม่มีความรู้เรื่องเทพตำนานอะไรก็แล้วแต่ จะไปนึกคุ้นๆว่ามันเคยมีตัวละครนี้โผล่มาบ้างแล้ว นั้นคือในหนังเรื่อง Jack sparrow ที่นางมีอำนาจทำให้คนหลงทะเลอะไรทำนองนั้น หนังไม่ได้อธิบายตรงๆแต่ตอนหลังก็มีเฉลยอยู่ว่า นางคือคนที่ทำให้พระเอกติดเกาะนานนับหลายปี จากที่เดินทางมาแล้วร่วม 10 ปี ยังมาติดที่นี่อีกหลายปี!!

Part นี้เอาจริงๆเป็นส่วนที่ผมชอบที่สุด มันเหมือนเป็นช่วงปล่อยของ ที่ทำให้เราได้เห็นสัตว์ตำนาน ความแฟนตาซี เจอสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจจะจินตนาการได้ เพียงเพราะลบหลู่เทพ ก็เลยขาดผู้คุ้มครอง แต่พระเอกได้รับบัฟจากเทพ Athena (ที่แสดงโดย Zendaya) ที่คอยนำทางชี้นำพระเอกเสมอ เหมือนเรื่องนี้เทพมันก็เลือกที่ชอบมักที่ชังเหมือนกัน จะชอบใครเลือกใครก็สิทธิ์ของฉัน ขอไม่ลง detail สิ่งที่พบเจอเยอะแต่จะข้ามไปรีวิวความรู้สึกในส่วนนี้เลยละกัน!

                        ความรู้สึก part นี้เนี่ยสนุกที่สุดสำหรับผมละมันให้ vibe ที่คือไม่รู้พระเอกจะไปเจอกับอะไรและจะกลับบ้านได้จริงไหม (ไม่รู้เพราะไม่เคยอ่านเลยลุ้นพอตัว) แต่สิ่งที่พระเอกเจอเอาจริงๆสปอยใน trailer มันมีเยอะเกินไป ทั้ง Cyclop หรือ เผ่าคนยัก ก็ตามซึ่งฉากพวกนี้เอาจริงๆมันก็มีเท่าที่เห็นตาม trailer เลยแหละไม่ได้รู้สึกว่าจะมีการฟาดฟันมากไปกว่านั้น ส่วนที่ดีสุดน่าจะ Cyclop ที่ไปเจอมันทำให้รู้สึกกดดันจริงๆว่าจะใช้กลอะไรผ่านไปได้ ส่วนที่ชอบน้อยสุดคือ ฉาก Siren ที่ไหนๆพี่ Nolan ก็เน้น practical effect อยู่แล้วทำไม ไม่ให้เราเห็น siren หน่อยโชว์ของการ make up เทพๆเลยรู้สึกเฟลๆว่าจะอุบอิบไปทำไม ทั้งๆที่ air time มันเยอะมากสำหรับหนังเรื่องนี้ว่าจะเล่าอะไร (เทียบกับหนังทั่วไป)


                                                                                  ---------------------------------------------------------

บทสุดท้าย การกลับมาของราชา

                   ก็อย่างที่ทราบกันครับ พระเอกก็ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยด้วยใจที่ให้อภัยและเคารพต่อทวยเทพมากขึ้น จึงเหมือนปลดล็อก Fast travel กลับบ้านด้วยการนอนบนเรือ Poseidon พาส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัยและได้แฝงตัวเข้าบ้านตัวเอง ตาม Argamemom แนะนำ (ส่วนนี้อยากเว้นไว้ให้ไปดูกันเองสำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูนะครับว่าเพราะอะไร)

จนพระเอกก็สามารถเข้าไปกำราบเปิดฉาก บู๊บุ๋นในปราสาทและครองรักเมียดั่งเดิมได้สำเร็จเป็นการ Happy end ของหนัง

                  ในส่วนองค์สุดท้ายบอกเลยว่าเป็นส่วนที่ผมชอบน้อยที่สุด มันให้อารมณ์แบบละครคุณธรรมมาก แต่ดนตรีและฉากพยายามกดดันให้เรามีส่วนร่วมและลุ้น แต่เอาตรงๆผมไม่รู้สึกลุ้นไปกับหนังเลยเพราะโทนหนังมันเป็นแบบนี้ มาแต่แรกความดิบ ความทวิสของหนัง เอาจริงๆยังสู้หนังของ Quentin ได้ยากมากครับ ฉากต่อสู้ก็ยังเป็นจุดอ่อนของ Nolan ตั้งแต่ batman แล้วในส่วนนี้ขอไม่พูดอะไรมากบางคนอาจจะชอบที่มันดูแข็งๆหน่อยแต่ผมว่ามันดิบได้มากกว่านี้เท่านั้นเอง


                                                                                           ------------------------------------------

มาถึงบทรุปส่งท้ายความรู้สึกส่วนตัวจากทั้งหมดทั้งมวลครับ

         ผมมองว่าหนัง The Odyssey เป็นหนังที่ดีครับมีครบรส Drama, Romance, Comedy อ่อนๆ ให้รู้สึกไม่ตึงเครียดเกินไปให้พอยิ้มได้มุมปาก แต่ก็ไม่ใช่หนังที่เครียดเกิดไปแบบใจจะวายไรขนาดนั้น ตอนที่ดูออกมาจากโรงสดๆร้อนๆ ผมก็มองย้อนกลับมาเทียบกับ Troy 2004 เลยว่าความดิบของ Nolan มันไม่มีเลย Troy มันยังมีความป่าเถื่อนและดิบของสงคราม impact ของการตายของตัวละครอย่าง Patroclus ที่ตราตึงคนดู หรือแม้กระทั่งฉาก ลากศพ Hector ไปรอบเมือง (อันนี้ความรู้สึกคนไม่รู้มาก่อนไม่เคยอ่าน) Odyssey มันขาดความเป็นตรงนี้ไปจริงๆครับ มันมีหลายฉากที่สามารถดันไปได้ให้สุดกว่านี้
ยังไงมันก็คือการดัดแปลงจากนิยายซึ่ง มันไม่จำเป็นต้องตรงตามนิยายอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่ Nolan casting ก็ตีความตัวละครใหม่ออกไปเยอะเหมือนกัน ฉะนั้นไม่สามารถที่จะมาพูดว่าทำให้ตรงตามหนังสือมันดูย้อนแย้งนิดๆครับ

          ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพครับ อย่างฉากโจร ที่ไปลุมสกัม คนเลี้ยงหมาของพระเอกคือก็ตัดออกไปดื้อๆไม่ให้เห็นความรุนแรงแบบงงๆ เราก็ไม่รู้ว่ามันจะฆ่าไหมหรือว่าแค่อัด แต่ปรากฏว่าแค่มาปล้นสะเบียงและรุมทำร้ายเฉยๆซึ่งมันดูเบาบางมาก คือทั้งๆที่แอร์ทามการฉายมันก็ใช้ไม่เยอะมันก็สามารถขยี้ได้มากกว่านี้ บางคนอาจจะบอกว่าก็มีฉากปาดคอใน Temple ไงฉากตายเพราะกินยาพิษ เอาจริงๆมันฉงไปแล้วว่าพระเอกจะมาช่วยลูก แต่ต่อสู้ดูสะง้องสะแง้งมากไปครับ การ interact กับผิวฉากก็น้อย จริงๆถ้าคนที่ดูหนังแอ็คชั่นมาเยอะก็น่าจะพอมีภาพในหัวได้ว่า มันสามารถทำอะไรได้บ้าง อันนี้เล่นต่อสู้เป็นหนังยุก 90 ยังไงยังงั้น

         หรืออย่างฉากตอนจบของหนังที่ผมมองว่ามันทำให้ดิบได้มากกว่านี้แต่ในหนังกลับไม่ให้เห็นเลือดสักหยด ความรุนแรงเป็น 0 ดาเมจ impact ฉากนี้เลยรู้สึกเด็กเกินไป จริงๆมันไม่ต้องเลือดกระฉูดแบบ Quentin ทำหนัง แต่อยากให้มันหักมุมหรือเปลี่ยน mood tone ที่อุสส่า slow burn มาตั้งนานจะพอคุ้มค่าที่รอองค์สามของเรื่องที่ปูมานาน

      Nolan อาจจะเก่งเรื่องภาพของ Director แต่หลายอย่างก็ยังรู้สึกว่าสูตรสำเร็จไปหน่อย คิดเห็นอย่างไรสามารถแชร์กันได้ครับ


                                                                ------------------------------------------------------------                        
                                                   
                                                       ท้ายที่สุดคะแนนที่ผมจะให้สำหรับหนังเรื่องนี้อยู่ที่ 7.5/10 คะแนนครับ
ชื่อสินค้า:   หนัง The Odyssey
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่