
ปลาสลิดผัดคื่นช่ายเป็นกับข้าวที่มีเสน่ห์ตรงความหอมชัดเจนตั้งแต่ยกกระทะลงจากเตา กลิ่นปลาสลิดทอดกรอบผสมกับกระเทียมเจียวและคื่นช่ายสด ทำให้รสเค็มมันของเนื้อปลาดูนุ่มนวลขึ้น ไม่หนักหรือเค็มโดดจนเกินไป
เนื้อปลาด้านนอกควรกรอบพอให้เคี้ยวเพลิน ส่วนด้านในยังนุ่มและไม่แห้ง เมื่อผัดกับซอสรสกลมกล่อม เนื้อปลาจะดูดรสเพียงบางส่วน ขณะที่ผิวทอดยังคงมีความกรอบอยู่ หอมใหญ่ช่วยเพิ่มรสหวานตามธรรมชาติ พริกชี้ฟ้าแดงให้กลิ่นสดและสีสวยโดยไม่เผ็ดจัด
คื่นช่ายเป็นหัวใจสำคัญของจานนี้ ควรใส่ก้านลงก่อนแล้วตามด้วยใบช่วงท้าย กลิ่นจึงจะหอมสด ก้านยังกรอบ และใบไม่เหี่ยวคล้ำเกินไป เมนูนี้เหมาะกับข้าวสวยร้อน ๆ ข้าวต้ม หรือจะเสิร์ฟเป็นกับข้าวคู่กับแกงจืดรสอ่อนก็เข้ากันดี
ความอร่อยของจานนี้ไม่ได้อยู่ที่การปรุงซอสให้จัดมาก แต่อยู่ที่การจัดการความเค็มของปลาสลิดและการคุมไฟ หากปลามีรสเค็มอยู่แล้ว ซอสควรปรุงเพียงบาง ๆ เพื่อเสริมรส ไม่ใช่กลบกลิ่นหอมเฉพาะตัวของปลา
จำนวนเสิร์ฟ 3 ที่
เวลาเตรียม 20 นาที
เวลาพักปลาให้ผิวแห้ง 10 นาที
เวลาปรุง 20 นาที
เวลารวมประมาณ 50 นาที
ระดับความยาก ปานกลาง
เกร็ดเกี่ยวกับเมนู
ปลาสลิดแต่ละแหล่งมีความเค็มและความแห้งไม่เท่ากัน ก่อนปรุงควรฉีกชิมเนื้อส่วนเล็ก ๆ หลังทอด หากเค็มมากสามารถลดซีอิ๊วขาวในซอสลงครึ่งหนึ่งได้ การล้างปลานานเกินไปอาจทำให้เนื้ออมน้ำและทอดกระเด็น จึงควรล้างอย่างรวดเร็วแล้วซับให้แห้งสนิท
คื่นช่ายมีกลิ่นหอมอยู่ในก้านและใบ แต่ใช้เวลาสุกต่างกัน ก้านต้องโดนความร้อนนานกว่าเล็กน้อย ส่วนใบควรสัมผัสความร้อนเพียงช่วงสั้น ๆ การแยกก้านกับใบก่อนผัดจึงช่วยให้ได้ทั้งกลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสที่ดี
วัตถุดิบสำหรับปลาสลิด
ปลาสลิดเค็มขนาดกลาง 2 ตัว น้ำหนักรวมประมาณ 420 กรัม
น้ำมันพืชสำหรับทอดและผัด 3 ช้อนโต๊ะ หรือ 45 มิลลิลิตร
วัตถุดิบสำหรับผัด
คื่นช่าย 150 กรัม
หอมใหญ่ 80 กรัม
กระเทียมไทยปอกเปลือก 20 กรัม
พริกชี้ฟ้าแดง 1 เม็ด หรือประมาณ 20 กรัม
วัตถุดิบสำหรับซอส
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ หรือ 15 มิลลิลิตร
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา หรือ 10 มิลลิลิตร
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา หรือ 4 กรัม
น้ำสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ หรือ 60 มิลลิลิตร
พริกไทยขาวป่น 1/4 ช้อนชา
น้ำมันงา 1/2 ช้อนชา หรือ 2.5 มิลลิลิตร
วิธีทำ
ขั้นตอนที่ 1 เตรียมปลาสลิดให้พร้อมทอด
ล้างผิวปลาสลิดผ่านน้ำไหลอย่างรวดเร็ว ใช้มีดขูดเกล็ดที่เหลือออก ตัดครีบแข็งและควักเศษเครื่องในออกถ้ายังมีอยู่ จากนั้นซับทั้งด้านนอกและในท้องด้วยกระดาษให้แห้ง วางพักบนตะแกรง 10 นาทีเพื่อไล่ความชื้น เวลาทำประมาณ 12 นาที ไม่ใช้ความร้อน จุดที่ต้องสังเกตคือผิวปลาต้องแห้งและไม่ลื่นน้ำ ระวังอย่าแช่ปลานาน เพราะเนื้อจะอมน้ำและแตกง่ายตอนทอด
ขั้นตอนที่ 2 หั่นผักให้สุกพร้อมกัน
ล้างคื่นช่ายให้สะอาด สะบัดน้ำออกแล้วแยกก้านกับใบ หั่นก้านเป็นท่อนยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ส่วนใบตัดเพียงครึ่งเดียว หั่นหอมใหญ่เป็นเสี้ยวหนาประมาณ 5 มิลลิเมตร สับกระเทียมหยาบ และหั่นพริกชี้ฟ้าแดงเฉียง เวลาทำประมาณ 8 นาที ไม่ใช้ความร้อน จุดที่ต้องสังเกตคือผักควรแห้งก่อนลงกระทะ ระวังอย่าหั่นคื่นช่ายเล็กเกินไป เพราะจะเหี่ยวและสูญเสียความกรอบเร็ว
ขั้นตอนที่ 3 ผสมซอสให้ละลายเข้ากัน
ใส่น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย น้ำสะอาด พริกไทยขาวป่น และน้ำมันงาลงในถ้วย คนจนเม็ดน้ำตาลละลายและซอสเป็นเนื้อเดียวกัน เวลาทำประมาณ 2 นาที ไม่ใช้ความร้อน จุดที่ต้องสังเกตคือก้นถ้วยไม่ควรมีน้ำตาลตกค้าง เทคนิคคือผสมซอสไว้ก่อนเพื่อให้สามารถผัดด้วยไฟแรงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดตวงเครื่องปรุงกลางกระทะ
ขั้นตอนที่ 4 ทอดปลาด้านแรก
ตั้งกระทะก้นกว้างด้วยไฟกลาง ใส่น้ำมันพืชทั้งหมด รอประมาณ 1 นาทีให้น้ำมันร้อนราว 170 องศาเซลเซียส วางปลาลงโดยหันด้านที่ต้องการให้สวยลงก่อน ทอดโดยไม่ขยับประมาณ 4 นาที เวลารวมประมาณ 5 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือขอบปลาจะเริ่มเหลืองและเนื้อด้านล่างคลายออกจากกระทะเอง ระวังน้ำมันกระเด็นจากความชื้นที่หลงเหลือ และไม่ควรเร่งไฟแรงเพราะผิวจะไหม้ก่อนเนื้อด้านในสุก
ขั้นตอนที่ 5 ทอดอีกด้านให้สุกและกรอบ
ใช้ตะหลิวสองอันช่วยกลับปลาอย่างระมัดระวัง ทอดอีกด้านด้วยไฟกลางต่อประมาณ 4 นาที แล้วเร่งเป็นไฟกลางค่อนแรงช่วง 30 วินาทีสุดท้ายเพื่อไล่น้ำมัน ตักขึ้นพักบนตะแกรง เวลาทำประมาณ 5 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือเนื้อบริเวณสันหลังต้องทึบ แกะออกจากก้างง่าย และไม่มีส่วนดิบใส อุณหภูมิเนื้อปลาควรถึงอย่างน้อย 63 องศาเซลเซียส ระวังอย่าทอดนานจนเนื้อแข็งแห้ง
ขั้นตอนที่ 6 เจียวกระเทียมให้หอม
เทน้ำมันออกจากกระทะให้เหลือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ตั้งไฟกลาง ใส่กระเทียมสับลงผัดประมาณ 30–45 วินาที เวลาทำประมาณ 1 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือกระเทียมเริ่มเหลืองอ่อนและส่งกลิ่นหอม แต่ยังไม่เป็นสีน้ำตาลเข้ม เทคนิคคือใช้ตะหลิวคนตลอด เพราะกระเทียมที่สับหยาบมีชิ้นเล็กปนอยู่และไหม้ได้ง่าย
ขั้นตอนที่ 7 ผัดหอมใหญ่และพริกชี้ฟ้า
ใส่หอมใหญ่และพริกชี้ฟ้าแดงลงกระทะ เร่งเป็นไฟกลางค่อนแรง ผัดประมาณ 1 นาที 30 วินาที ให้หอมใหญ่เริ่มใสตรงขอบแต่ตรงกลางยังกรอบ เวลาทำประมาณ 2 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือหอมใหญ่ไม่ควรนิ่มเละ ระวังอย่าผัดนานเกินไป เพราะรสหวานและน้ำจากหอมใหญ่จะออกมามากจนซอสเจือจาง
ขั้นตอนที่ 8 ใส่ปลาและซอส
หักปลาสลิดทอดเป็นชิ้นใหญ่พอดีคำ โดยยังคงชิ้นเนื้อให้ติดหนังอยู่บ้าง ใส่ลงกระทะแล้วราดซอสที่ผสมไว้ เร่งเป็นไฟแรง ผัดด้วยวิธีเขย่ากระทะและกลับเบา ๆ ประมาณ 1 นาที 30 วินาที เวลาทำประมาณ 2 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือซอสเริ่มเดือดและเคลือบผิวปลาเป็นเงาบาง ๆ ระวังอย่าคนแรง เพราะเนื้อปลาจะแตกละเอียดและก้างเล็กอาจกระจายทั่วจาน
ขั้นตอนที่ 9 ใส่คื่นช่ายตามลำดับ
ใส่ก้านคื่นช่ายลงก่อน ผัดไฟแรงประมาณ 30 วินาที จากนั้นใส่ใบคื่นช่าย ผัดต่ออีก 20–30 วินาที เวลาทำประมาณ 1 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือก้านเปลี่ยนเป็นสีเขียวสดและยังกรอบ ส่วนใบเริ่มสลดแต่ไม่คล้ำ เทคนิคคือให้ผักสัมผัสก้นกระทะสั้น ๆ แล้วรีบกลับขึ้นด้านบนเพื่อรักษากลิ่นสด
ขั้นตอนที่ 10 ปรับรสและยกลง
ลดเป็นไฟกลาง ชิมซอสส่วนที่ไม่ติดชิ้นปลา หากรสเค็มพอดีแล้วให้ผัดต่อเพียง 15–20 วินาทีจนไม่มีน้ำขังมาก จากนั้นปิดไฟและตักใส่จานทันที เวลาทำประมาณ 1 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือซอสควรเคลือบวัตถุดิบ ไม่แห้งติดกระทะและไม่เหลวเป็นน้ำ ระวังอย่าเติมซีอิ๊วเพิ่มก่อนชิมเนื้อปลา เพราะปลาสลิดจะปล่อยรสเค็มออกมาอีกเมื่อโดนซอสร้อน
เคล็ดลับจากครัว
เลือกปลาสลิดที่ผิวแห้ง สีเป็นธรรมชาติ ไม่มีกลิ่นหืน และเนื้อไม่เละเมื่อกดเบา ๆ
ซับปลาให้แห้งสนิทก่อนทอด ช่วยลดน้ำมันกระเด็นและทำให้หนังกรอบสม่ำเสมอ
ใช้น้ำมันไม่มากแต่เลือกกระทะกว้าง เพื่อให้ตัวปลาแนบผิวกระทะและสุกทั่วถึง
อย่ากลับปลาก่อนผิวด้านล่างเซตตัว หากปลายังติดกระทะควรรออีก 20–30 วินาทีแทนการฝืนแซะ
ถ้าปลาสลิดเค็มมาก ให้ลดซีอิ๊วขาวเหลือ 1 ช้อนชา แต่ไม่ควรเพิ่มน้ำมาก เพราะจะทำให้ปลาหายกรอบ
ผัดคื่นช่ายด้วยไฟแรงและใช้เวลาสั้น กลิ่นจะหอมชัดกว่าการเคี่ยวอยู่ในซอสนาน ๆ
พักปลาทอดบนตะแกรงแทนกระดาษซับน้ำมันเพียงอย่างเดียว ไอน้ำจะไม่ขังอยู่ใต้ปลาและผิวยังคงกรอบ
ข้อมูลโภชนาการโดยประมาณต่อ 1 ที่
พลังงานประมาณ 390 กิโลแคลอรี
โปรตีนประมาณ 29 กรัม
ไขมันประมาณ 25 กรัม
คาร์โบไฮเดรตประมาณ 12 กรัม
ใยอาหารประมาณ 2 กรัม
น้ำตาลประมาณ 5 กรัม
โซเดียมประมาณ 1,150 มิลลิกรัม
ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าประมาณ ปริมาณจริงขึ้นอยู่กับความเค็ม ขนาด และปริมาณเนื้อของปลาสลิด รวมถึงน้ำมันที่เหลือติดอาหารหลังทอด
การจัดเสิร์ฟและการเก็บรักษา
ควรตักใส่จานทันทีหลังผัดเสร็จ จัดชิ้นปลาให้เห็นผิวกรอบ วางคื่นช่ายและพริกชี้ฟ้ากระจายด้านบน เสิร์ฟกับข้าวสวยหอมมะลิร้อน ๆ หรือข้าวต้มรสอ่อน หากจัดเป็นสำรับ สามารถกินคู่กับแกงจืดเต้าหู้ ผัดผักรสไม่เค็ม หรือไข่เจียวเนื้อนุ่มเพื่อช่วยปรับรสให้สมดุล
อาหารที่เหลือควรปล่อยให้คลายความร้อนไม่เกิน 1 ชั่วโมง แล้วใส่ภาชนะปิดสนิท เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาได้นานประมาณ 2 วัน เมื่อต้องการอุ่น ให้ใช้กระทะไฟกลาง เติมน้ำเพียง 1 ช้อนโต๊ะ ปิดฝา 30 วินาที แล้วเปิดฝาผัดต่อจนร้อนทั่ว วิธีนี้ช่วยให้เนื้อปลาไม่แห้งเกินไปและคื่นช่ายไม่แฉะ ไม่แนะนำให้อุ่นซ้ำหลายครั้ง
จานนี้ทำให้อร่อยได้ไม่ยากเมื่อให้เวลากับการทอดปลาและรีบผัดผักในช่วงท้าย พอได้เนื้อปลากรอบหอม ซอสเคลือบบาง ๆ และคื่นช่ายที่ยังสดกรอบ ทุกคำจะมีทั้งความเค็ม มัน หวาน และกลิ่นสมุนไพรที่พอดีกัน
ลองชิมรสจากปลาสลิดจริงก่อนปรับซอสทุกครั้ง แล้วจะควบคุมรสของจานนี้ได้ง่ายขึ้นมาก เป็นเมนูบ้าน ๆ ที่หน้าตาดีและกินกับข้าวร้อนได้หมดจานโดยไม่ต้องมีเครื่องเคียงซับซ้อน
ปลาสลิดผัดคื่นช่าย เนื้อปลากรอบหอม ผัดไฟแรงรสกลมกล่อม
ปลาสลิดผัดคื่นช่ายเป็นกับข้าวที่มีเสน่ห์ตรงความหอมชัดเจนตั้งแต่ยกกระทะลงจากเตา กลิ่นปลาสลิดทอดกรอบผสมกับกระเทียมเจียวและคื่นช่ายสด ทำให้รสเค็มมันของเนื้อปลาดูนุ่มนวลขึ้น ไม่หนักหรือเค็มโดดจนเกินไป
เนื้อปลาด้านนอกควรกรอบพอให้เคี้ยวเพลิน ส่วนด้านในยังนุ่มและไม่แห้ง เมื่อผัดกับซอสรสกลมกล่อม เนื้อปลาจะดูดรสเพียงบางส่วน ขณะที่ผิวทอดยังคงมีความกรอบอยู่ หอมใหญ่ช่วยเพิ่มรสหวานตามธรรมชาติ พริกชี้ฟ้าแดงให้กลิ่นสดและสีสวยโดยไม่เผ็ดจัด
คื่นช่ายเป็นหัวใจสำคัญของจานนี้ ควรใส่ก้านลงก่อนแล้วตามด้วยใบช่วงท้าย กลิ่นจึงจะหอมสด ก้านยังกรอบ และใบไม่เหี่ยวคล้ำเกินไป เมนูนี้เหมาะกับข้าวสวยร้อน ๆ ข้าวต้ม หรือจะเสิร์ฟเป็นกับข้าวคู่กับแกงจืดรสอ่อนก็เข้ากันดี
ความอร่อยของจานนี้ไม่ได้อยู่ที่การปรุงซอสให้จัดมาก แต่อยู่ที่การจัดการความเค็มของปลาสลิดและการคุมไฟ หากปลามีรสเค็มอยู่แล้ว ซอสควรปรุงเพียงบาง ๆ เพื่อเสริมรส ไม่ใช่กลบกลิ่นหอมเฉพาะตัวของปลา
จำนวนเสิร์ฟ 3 ที่
เวลาเตรียม 20 นาที
เวลาพักปลาให้ผิวแห้ง 10 นาที
เวลาปรุง 20 นาที
เวลารวมประมาณ 50 นาที
ระดับความยาก ปานกลาง
เกร็ดเกี่ยวกับเมนู
ปลาสลิดแต่ละแหล่งมีความเค็มและความแห้งไม่เท่ากัน ก่อนปรุงควรฉีกชิมเนื้อส่วนเล็ก ๆ หลังทอด หากเค็มมากสามารถลดซีอิ๊วขาวในซอสลงครึ่งหนึ่งได้ การล้างปลานานเกินไปอาจทำให้เนื้ออมน้ำและทอดกระเด็น จึงควรล้างอย่างรวดเร็วแล้วซับให้แห้งสนิท
คื่นช่ายมีกลิ่นหอมอยู่ในก้านและใบ แต่ใช้เวลาสุกต่างกัน ก้านต้องโดนความร้อนนานกว่าเล็กน้อย ส่วนใบควรสัมผัสความร้อนเพียงช่วงสั้น ๆ การแยกก้านกับใบก่อนผัดจึงช่วยให้ได้ทั้งกลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสที่ดี
วัตถุดิบสำหรับปลาสลิด
ปลาสลิดเค็มขนาดกลาง 2 ตัว น้ำหนักรวมประมาณ 420 กรัม
น้ำมันพืชสำหรับทอดและผัด 3 ช้อนโต๊ะ หรือ 45 มิลลิลิตร
วัตถุดิบสำหรับผัด
คื่นช่าย 150 กรัม
หอมใหญ่ 80 กรัม
กระเทียมไทยปอกเปลือก 20 กรัม
พริกชี้ฟ้าแดง 1 เม็ด หรือประมาณ 20 กรัม
วัตถุดิบสำหรับซอส
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ หรือ 15 มิลลิลิตร
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา หรือ 10 มิลลิลิตร
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา หรือ 4 กรัม
น้ำสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ หรือ 60 มิลลิลิตร
พริกไทยขาวป่น 1/4 ช้อนชา
น้ำมันงา 1/2 ช้อนชา หรือ 2.5 มิลลิลิตร
วิธีทำ
ขั้นตอนที่ 1 เตรียมปลาสลิดให้พร้อมทอด
ล้างผิวปลาสลิดผ่านน้ำไหลอย่างรวดเร็ว ใช้มีดขูดเกล็ดที่เหลือออก ตัดครีบแข็งและควักเศษเครื่องในออกถ้ายังมีอยู่ จากนั้นซับทั้งด้านนอกและในท้องด้วยกระดาษให้แห้ง วางพักบนตะแกรง 10 นาทีเพื่อไล่ความชื้น เวลาทำประมาณ 12 นาที ไม่ใช้ความร้อน จุดที่ต้องสังเกตคือผิวปลาต้องแห้งและไม่ลื่นน้ำ ระวังอย่าแช่ปลานาน เพราะเนื้อจะอมน้ำและแตกง่ายตอนทอด
ขั้นตอนที่ 2 หั่นผักให้สุกพร้อมกัน
ล้างคื่นช่ายให้สะอาด สะบัดน้ำออกแล้วแยกก้านกับใบ หั่นก้านเป็นท่อนยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ส่วนใบตัดเพียงครึ่งเดียว หั่นหอมใหญ่เป็นเสี้ยวหนาประมาณ 5 มิลลิเมตร สับกระเทียมหยาบ และหั่นพริกชี้ฟ้าแดงเฉียง เวลาทำประมาณ 8 นาที ไม่ใช้ความร้อน จุดที่ต้องสังเกตคือผักควรแห้งก่อนลงกระทะ ระวังอย่าหั่นคื่นช่ายเล็กเกินไป เพราะจะเหี่ยวและสูญเสียความกรอบเร็ว
ขั้นตอนที่ 3 ผสมซอสให้ละลายเข้ากัน
ใส่น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย น้ำสะอาด พริกไทยขาวป่น และน้ำมันงาลงในถ้วย คนจนเม็ดน้ำตาลละลายและซอสเป็นเนื้อเดียวกัน เวลาทำประมาณ 2 นาที ไม่ใช้ความร้อน จุดที่ต้องสังเกตคือก้นถ้วยไม่ควรมีน้ำตาลตกค้าง เทคนิคคือผสมซอสไว้ก่อนเพื่อให้สามารถผัดด้วยไฟแรงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดตวงเครื่องปรุงกลางกระทะ
ขั้นตอนที่ 4 ทอดปลาด้านแรก
ตั้งกระทะก้นกว้างด้วยไฟกลาง ใส่น้ำมันพืชทั้งหมด รอประมาณ 1 นาทีให้น้ำมันร้อนราว 170 องศาเซลเซียส วางปลาลงโดยหันด้านที่ต้องการให้สวยลงก่อน ทอดโดยไม่ขยับประมาณ 4 นาที เวลารวมประมาณ 5 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือขอบปลาจะเริ่มเหลืองและเนื้อด้านล่างคลายออกจากกระทะเอง ระวังน้ำมันกระเด็นจากความชื้นที่หลงเหลือ และไม่ควรเร่งไฟแรงเพราะผิวจะไหม้ก่อนเนื้อด้านในสุก
ขั้นตอนที่ 5 ทอดอีกด้านให้สุกและกรอบ
ใช้ตะหลิวสองอันช่วยกลับปลาอย่างระมัดระวัง ทอดอีกด้านด้วยไฟกลางต่อประมาณ 4 นาที แล้วเร่งเป็นไฟกลางค่อนแรงช่วง 30 วินาทีสุดท้ายเพื่อไล่น้ำมัน ตักขึ้นพักบนตะแกรง เวลาทำประมาณ 5 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือเนื้อบริเวณสันหลังต้องทึบ แกะออกจากก้างง่าย และไม่มีส่วนดิบใส อุณหภูมิเนื้อปลาควรถึงอย่างน้อย 63 องศาเซลเซียส ระวังอย่าทอดนานจนเนื้อแข็งแห้ง
ขั้นตอนที่ 6 เจียวกระเทียมให้หอม
เทน้ำมันออกจากกระทะให้เหลือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ตั้งไฟกลาง ใส่กระเทียมสับลงผัดประมาณ 30–45 วินาที เวลาทำประมาณ 1 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือกระเทียมเริ่มเหลืองอ่อนและส่งกลิ่นหอม แต่ยังไม่เป็นสีน้ำตาลเข้ม เทคนิคคือใช้ตะหลิวคนตลอด เพราะกระเทียมที่สับหยาบมีชิ้นเล็กปนอยู่และไหม้ได้ง่าย
ขั้นตอนที่ 7 ผัดหอมใหญ่และพริกชี้ฟ้า
ใส่หอมใหญ่และพริกชี้ฟ้าแดงลงกระทะ เร่งเป็นไฟกลางค่อนแรง ผัดประมาณ 1 นาที 30 วินาที ให้หอมใหญ่เริ่มใสตรงขอบแต่ตรงกลางยังกรอบ เวลาทำประมาณ 2 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือหอมใหญ่ไม่ควรนิ่มเละ ระวังอย่าผัดนานเกินไป เพราะรสหวานและน้ำจากหอมใหญ่จะออกมามากจนซอสเจือจาง
ขั้นตอนที่ 8 ใส่ปลาและซอส
หักปลาสลิดทอดเป็นชิ้นใหญ่พอดีคำ โดยยังคงชิ้นเนื้อให้ติดหนังอยู่บ้าง ใส่ลงกระทะแล้วราดซอสที่ผสมไว้ เร่งเป็นไฟแรง ผัดด้วยวิธีเขย่ากระทะและกลับเบา ๆ ประมาณ 1 นาที 30 วินาที เวลาทำประมาณ 2 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือซอสเริ่มเดือดและเคลือบผิวปลาเป็นเงาบาง ๆ ระวังอย่าคนแรง เพราะเนื้อปลาจะแตกละเอียดและก้างเล็กอาจกระจายทั่วจาน
ขั้นตอนที่ 9 ใส่คื่นช่ายตามลำดับ
ใส่ก้านคื่นช่ายลงก่อน ผัดไฟแรงประมาณ 30 วินาที จากนั้นใส่ใบคื่นช่าย ผัดต่ออีก 20–30 วินาที เวลาทำประมาณ 1 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือก้านเปลี่ยนเป็นสีเขียวสดและยังกรอบ ส่วนใบเริ่มสลดแต่ไม่คล้ำ เทคนิคคือให้ผักสัมผัสก้นกระทะสั้น ๆ แล้วรีบกลับขึ้นด้านบนเพื่อรักษากลิ่นสด
ขั้นตอนที่ 10 ปรับรสและยกลง
ลดเป็นไฟกลาง ชิมซอสส่วนที่ไม่ติดชิ้นปลา หากรสเค็มพอดีแล้วให้ผัดต่อเพียง 15–20 วินาทีจนไม่มีน้ำขังมาก จากนั้นปิดไฟและตักใส่จานทันที เวลาทำประมาณ 1 นาที จุดที่ต้องสังเกตคือซอสควรเคลือบวัตถุดิบ ไม่แห้งติดกระทะและไม่เหลวเป็นน้ำ ระวังอย่าเติมซีอิ๊วเพิ่มก่อนชิมเนื้อปลา เพราะปลาสลิดจะปล่อยรสเค็มออกมาอีกเมื่อโดนซอสร้อน
เคล็ดลับจากครัว
เลือกปลาสลิดที่ผิวแห้ง สีเป็นธรรมชาติ ไม่มีกลิ่นหืน และเนื้อไม่เละเมื่อกดเบา ๆ
ซับปลาให้แห้งสนิทก่อนทอด ช่วยลดน้ำมันกระเด็นและทำให้หนังกรอบสม่ำเสมอ
ใช้น้ำมันไม่มากแต่เลือกกระทะกว้าง เพื่อให้ตัวปลาแนบผิวกระทะและสุกทั่วถึง
อย่ากลับปลาก่อนผิวด้านล่างเซตตัว หากปลายังติดกระทะควรรออีก 20–30 วินาทีแทนการฝืนแซะ
ถ้าปลาสลิดเค็มมาก ให้ลดซีอิ๊วขาวเหลือ 1 ช้อนชา แต่ไม่ควรเพิ่มน้ำมาก เพราะจะทำให้ปลาหายกรอบ
ผัดคื่นช่ายด้วยไฟแรงและใช้เวลาสั้น กลิ่นจะหอมชัดกว่าการเคี่ยวอยู่ในซอสนาน ๆ
พักปลาทอดบนตะแกรงแทนกระดาษซับน้ำมันเพียงอย่างเดียว ไอน้ำจะไม่ขังอยู่ใต้ปลาและผิวยังคงกรอบ
ข้อมูลโภชนาการโดยประมาณต่อ 1 ที่
พลังงานประมาณ 390 กิโลแคลอรี
โปรตีนประมาณ 29 กรัม
ไขมันประมาณ 25 กรัม
คาร์โบไฮเดรตประมาณ 12 กรัม
ใยอาหารประมาณ 2 กรัม
น้ำตาลประมาณ 5 กรัม
โซเดียมประมาณ 1,150 มิลลิกรัม
ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าประมาณ ปริมาณจริงขึ้นอยู่กับความเค็ม ขนาด และปริมาณเนื้อของปลาสลิด รวมถึงน้ำมันที่เหลือติดอาหารหลังทอด
การจัดเสิร์ฟและการเก็บรักษา
ควรตักใส่จานทันทีหลังผัดเสร็จ จัดชิ้นปลาให้เห็นผิวกรอบ วางคื่นช่ายและพริกชี้ฟ้ากระจายด้านบน เสิร์ฟกับข้าวสวยหอมมะลิร้อน ๆ หรือข้าวต้มรสอ่อน หากจัดเป็นสำรับ สามารถกินคู่กับแกงจืดเต้าหู้ ผัดผักรสไม่เค็ม หรือไข่เจียวเนื้อนุ่มเพื่อช่วยปรับรสให้สมดุล
อาหารที่เหลือควรปล่อยให้คลายความร้อนไม่เกิน 1 ชั่วโมง แล้วใส่ภาชนะปิดสนิท เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาได้นานประมาณ 2 วัน เมื่อต้องการอุ่น ให้ใช้กระทะไฟกลาง เติมน้ำเพียง 1 ช้อนโต๊ะ ปิดฝา 30 วินาที แล้วเปิดฝาผัดต่อจนร้อนทั่ว วิธีนี้ช่วยให้เนื้อปลาไม่แห้งเกินไปและคื่นช่ายไม่แฉะ ไม่แนะนำให้อุ่นซ้ำหลายครั้ง
จานนี้ทำให้อร่อยได้ไม่ยากเมื่อให้เวลากับการทอดปลาและรีบผัดผักในช่วงท้าย พอได้เนื้อปลากรอบหอม ซอสเคลือบบาง ๆ และคื่นช่ายที่ยังสดกรอบ ทุกคำจะมีทั้งความเค็ม มัน หวาน และกลิ่นสมุนไพรที่พอดีกัน
ลองชิมรสจากปลาสลิดจริงก่อนปรับซอสทุกครั้ง แล้วจะควบคุมรสของจานนี้ได้ง่ายขึ้นมาก เป็นเมนูบ้าน ๆ ที่หน้าตาดีและกินกับข้าวร้อนได้หมดจานโดยไม่ต้องมีเครื่องเคียงซับซ้อน