คุณเคยรู้สึกไหมครับว่า ข่าวเศรษฐกิจในทีวีกับสิ่งที่เจอในชีวิตจริง มันช่างสวนทางกันเหลือเกิน? หลายสำนักข่าวบอกว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และสำนักวิจัยอย่าง SCB EIC ก็ประเมินว่าหนี้ครัวเรือนต่อ GDP กำลังจะลดลงเรื่อยๆ เหลือราวๆ 83.5–84.5% ภายในสิ้นปี 2026 ฟังดูเหมือนเป็นข่าวดี... แต่ถามจริงๆ เถอะครับ ตอนนี้ขอกู้เงินธนาคารง่ายขึ้นไหม? หรือค้าขายคล่องขึ้นจริงหรือเปล่า?
ถ้าคำตอบของคุณคือ "ไม่อะ ตึงกว่าเดิมด้วยซ้ำ" คุณไม่ได้รู้สึกไปเองครับ เพราะตัวเลขที่ดูดีขึ้นในสถาบันการเงิน อาจเป็นเพียง
"ภาพลวงตาทางสถิติ" ที่ซ่อนปัญหาความเปราะบางไว้ลึกกว่าเดิม
การที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลง มีได้สองทาง คือ
หนึ่ง คนมีรายได้มากขึ้นจนจ่ายหนี้หมด หรือ
สอง สถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยกู้จนคนกู้เพิ่มไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้เอียงไปทางข้อหลังอย่างชัดเจน ธนาคารต่างๆ ยังคงยกการ์ดสูง ปฏิเสธสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้านในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์
แล้วเมื่อสถาบันการเงินปิดประตูใส่ คนที่ตึงมือและขาดสภาพคล่องเขาไปไหนกันต่อ?
คำตอบที่น่ากลัวคือ พวกเขากำลังถูกผลักออกไปนอกระบบ... หนี้ในระบบสถาบันการเงินอาจจะดูลดลงจริง แต่ไม่ได้แปลว่าความต้องการใช้เงินของประชาชนลดลง เมื่อเข้าหาธนาคารไม่ได้ สินเชื่อนอกระบบที่ดอกเบี้ยแพงมหาโหดและปราศจากกลไกคุ้มครอง จึงกลายเป็นทางรอดสุดท้ายของใครหลายคน
นโยบายแก้หนี้ของรัฐบาล หากยังเน้นแค่การพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ฉุกเฉิน หรือการสร้างตัวเลขสวยๆ บนหน้ากระดาษ โดยมิได้ตระหนักถึงการ
"เพิ่มรายได้ที่แข็งแกร่งขึ้นจริง" ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน มันก็ไม่ต่างอะไรจากการย้ายขยะไปซุกไว้ใต้พรม
หากสัดส่วนหนี้ที่ลดลงในระบบ แลกมาด้วยการเติบโตของหนี้นอกระบบที่แพงและเสี่ยงกว่า ตัวเลขสวยหรูทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ก็เป็นเพียง
"ระเบิดเวลา" ที่นับถอยหลังรอวันระเบิดใส่โครงสร้างความเหลื่อมล้ำและเสถียรภาพทางสังคมไทยในอนาคตครับ
แล้วเพื่อนๆ ใน Pantip ล่ะครับ มองเรื่องนี้อย่างไรกันบ้าง? ในมุมมองของคุณ ตัวเลขหนี้ที่ลดลงส่งผลถึงชีวิตประจำวันบ้างไหม หรือรู้สึกว่าสภาพคล่องตึงมือขึ้น? มาร่วมแชร์และแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ในคอมเมนต์เลยครับ!
ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยลดลง... แต่ทำไมชีวิตจริงคนส่วนใหญ่ยัง "ตึงมือ"? ส่องภาพลวงตาทางเศรษฐกิจที่ซ่อนระเบิดเวลาเอาไว้
ถ้าคำตอบของคุณคือ "ไม่อะ ตึงกว่าเดิมด้วยซ้ำ" คุณไม่ได้รู้สึกไปเองครับ เพราะตัวเลขที่ดูดีขึ้นในสถาบันการเงิน อาจเป็นเพียง "ภาพลวงตาทางสถิติ" ที่ซ่อนปัญหาความเปราะบางไว้ลึกกว่าเดิม
การที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลง มีได้สองทาง คือ หนึ่ง คนมีรายได้มากขึ้นจนจ่ายหนี้หมด หรือ สอง สถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยกู้จนคนกู้เพิ่มไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้เอียงไปทางข้อหลังอย่างชัดเจน ธนาคารต่างๆ ยังคงยกการ์ดสูง ปฏิเสธสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้านในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์
แล้วเมื่อสถาบันการเงินปิดประตูใส่ คนที่ตึงมือและขาดสภาพคล่องเขาไปไหนกันต่อ?
คำตอบที่น่ากลัวคือ พวกเขากำลังถูกผลักออกไปนอกระบบ... หนี้ในระบบสถาบันการเงินอาจจะดูลดลงจริง แต่ไม่ได้แปลว่าความต้องการใช้เงินของประชาชนลดลง เมื่อเข้าหาธนาคารไม่ได้ สินเชื่อนอกระบบที่ดอกเบี้ยแพงมหาโหดและปราศจากกลไกคุ้มครอง จึงกลายเป็นทางรอดสุดท้ายของใครหลายคน
นโยบายแก้หนี้ของรัฐบาล หากยังเน้นแค่การพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ฉุกเฉิน หรือการสร้างตัวเลขสวยๆ บนหน้ากระดาษ โดยมิได้ตระหนักถึงการ "เพิ่มรายได้ที่แข็งแกร่งขึ้นจริง" ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน มันก็ไม่ต่างอะไรจากการย้ายขยะไปซุกไว้ใต้พรม
หากสัดส่วนหนี้ที่ลดลงในระบบ แลกมาด้วยการเติบโตของหนี้นอกระบบที่แพงและเสี่ยงกว่า ตัวเลขสวยหรูทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ก็เป็นเพียง "ระเบิดเวลา" ที่นับถอยหลังรอวันระเบิดใส่โครงสร้างความเหลื่อมล้ำและเสถียรภาพทางสังคมไทยในอนาคตครับ
แล้วเพื่อนๆ ใน Pantip ล่ะครับ มองเรื่องนี้อย่างไรกันบ้าง? ในมุมมองของคุณ ตัวเลขหนี้ที่ลดลงส่งผลถึงชีวิตประจำวันบ้างไหม หรือรู้สึกว่าสภาพคล่องตึงมือขึ้น? มาร่วมแชร์และแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ในคอมเมนต์เลยครับ!