ทำความรู้จักโรคจอประสาทตาเสื่อม Byหมออุ๊ย




Retinitis Pigmentosa (RP) คืออะไร? จักษุแพทย์อธิบายโรคจอประสาทตาเสื่อมจากพันธุกรรมแบบเข้าใจง่าย

Retinitis Pigmentosa หรือ RP เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมจากพันธุกรรม ที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์รับแสงบนจอประสาทตา ทำให้เซลล์เหล่านี้ค่อย ๆ เสื่อมลงตามเวลา ส่งผลให้การมองเห็นลดลงอย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง แม้ว่าค่าสายตาจะยังใกล้เคียงเดิมก็ตาม แต่หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อโรคนี้ เพราะเป็นโรคที่พบไม่บ่อยเมื่อเทียบกับโรคตาทั่วไป เช่น ต้อกระจก หรือต้อหิน แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรค RP ผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอาจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะ
การมองเห็นในเวลากลางคืน และการมองเห็นด้านข้าง

จุดสำคัญคือ โรค RP ไม่ได้เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป ไม่ได้เกิดจากการเล่นโทรศัพท์ หรือการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่มีสาเหตุหลักมาจาก

- ความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งปัจจุบันมีการค้นพบยีนที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้แล้วหลายชนิด ทำให้ผู้ป่วยแต่ละคนมีความรุนแรง และช่วงเวลาการเริ่มแสดงอาการแตกต่างกัน
- ในระยะแรก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักยังมองเห็นในเวลากลางวันได้ค่อนข้างดี จึงไม่รู้ตัวว่ามีความผิดปกติ
- กระทั่งเริ่มมีอาการมองไม่เห็นในที่มืด เดินในที่แสงน้อยลำบาก หรือรู้สึกว่าลานสายตาแคบลง จึงค่อยเข้ามาพบจักษุแพทย์
- ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่ได้ผลแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่จะแนะนำ คือการฝึกในการใช้อุปกรณ์ตัวช่วยในการดำรงชีวิต เมื่อสายตาเลือนราง เช่น การใช้ไม้เท้า แว่นขยาย เป็นต้น

อาการของโรค RP ที่จักษุแพทย์อยากให้ทุกคนสังเกต
โรค Retinitis Pigmentosa (RP) เป็นโรคที่ค่อย ๆ ดำเนินไปอย่างช้า ๆ อาการในระยะแรกมักไม่รุนแรง จึงทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่รู้ตัว หรือเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาค่าสายตาเปลี่ยน เมื่อเวลาผ่านไปอาการจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น และเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่โดยทั่วไป อาการที่พบได้บ่อย มีดังนี้

1. การมองเห็นในที่มืดลดลง (Night Blindness)
ผู้ป่วยหลายคนจะรู้สึกว่าเมื่อเดินเข้าไปในห้องที่มีแสงน้อย หรือปิดไฟตอนกลางคืน ดวงตาจะใช้เวลาปรับตัวนานกว่าคนทั่วไป บางรายแทบมองไม่เห็นสิ่งรอบตัว ต้องอาศัยแสงสว่างเพิ่มขึ้นจึงจะใช้ชีวิตได้ตามปกติ

อาการที่พบได้ เช่น
- เดินในที่มืดหรือห้องแสงน้อยลำบาก
- ขับรถกลางคืนไม่มั่นใจ
- ต้องเปิดไฟสว่างกว่าคนอื่น
- ใช้เวลานานกว่าจะมองเห็นหลังเดินจากที่สว่างเข้าสู่ที่มืด
ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับคนไข้ตัวอย่างในบทความนี้ ที่ต้องเปิดไฟหลายดวงภายในบ้าน เพราะไม่สามารถมองเห็นได้ดีในเวลากลางคืน

[img]https://drouise-eyespecialist.com/wp-content/uploads/2026/07/image4-%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88-6.jpeg[/img]

2. ลานสายตาแคบลง เพราะเซลล์รับแสงค่อย ๆ เสื่อม
ผู้ป่วยหลายคนอธิบายความรู้สึกว่า เหมือนกำลังมองผ่านท่อยาว ๆ หรือมองผ่านรูเล็ก ๆ แม้ยังพอมองเห็นตรงหน้า แต่การรับรู้สิ่งที่อยู่ด้านข้างจะลดลงอย่างชัดเจน อาการที่อาจพบ ได้แก่

- เดินชนสิ่งของด้านข้างบ่อย
- มองไม่เห็นคนที่เดินเข้ามาทางด้านข้าง
- หาของที่วางอยู่รอบตัวได้ยากขึ้น
การขับรถเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะมองเห็นรถหรือคนเดินถนนด้านข้างไม่ชัด

[img]https://drouise-eyespecialist.com/wp-content/uploads/2026/07/image3-%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88-6.jpeg[/img]

3. การมองเห็นส่วนกลางก็อาจได้รับผลกระทบ
- ผู้ป่วยอาจมีอาการ เช่น
- อ่านหนังสือได้ยากขึ้น
- มองรายละเอียดของวัตถุไม่ชัด
- จำใบหน้าได้ยาก
การมองเห็นโดยรวมลดลง แม้ใส่แว่นหรือเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตรงกับค่าสายตาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยแต่ละรายมีการดำเนินโรคแตกต่างกัน บางคนอาจใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเข้าสู่ระยะนี้ ขณะที่บางรายอาจมีอาการเร็วกว่าปกติ



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่